เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
อนาถบิณฑิกคฤหบดี ผู้สร้างวัดเชตวัน
ค้นหาคำที่ต้องการ    

  ผู้มีบทบาทสำคัญในพุทธศาสนา    
1 พระโมคคัลลานะ (อัครสาวกเบื้องซ้าย) 6 พระมหากัสสป (ผู้ทรงธุดงค์ อยู่ป่าเป็นวัตร) 11 พระราหุล (เอตทัคคะผู้ใคร่ต่อการศึกษา)
2 พระเทวทัต (ปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า) 7 พระอนุรุทธะ (พระอรหันต์ผู้มีทิพย์จักษุ) 12 หมอชีวกโกมารภัจจ์ (แพทย์พระพุทธเจ้า)
3 นิครนถ์ (โต้วาทะกับพระพุทธเจ้า) 8 พระอุบาลี (ยอดเยี่ยมด้านผู้ทรงวินัย)    
4 พระมหากัปปินะ (นั่งคู้บังลังค์ ตั้งกายตรง) 9 อนาถบิณฑิกคหบดี (ผู้สร้างวิหารเชตวัน)    
5 พระสารีบุตร (อัครสาวกเบื้องขวา) 10 พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (ภิกษุณีรูปแรก)    

 รวมพระสูตร เรื่องราวสำคัญของอนาถบิณฑิกคหบดี (ไม่รวมอรรถกถา)
เศรษฐีคหบดีผู้เลื่อมใสพระศาสดา เป็นผู้สร้างวิหารเชตวันถวายพระพุทธเจ้า
Ar 101
       ออกไปหน้าหลัก 1 of 4
  เรื่องราวสำคัญของอนาถบิณฑิกคหบดี ผู้เลื่อมใสพระศาสดา เป็นผู้สร้างวิหารเชตวันถวายพระพุทธเจ้า
 

อนาถบิณฑิกคหบดี เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ หน้าที่ ๘๑-๘๙

1 อนาถบิณฑกคหบดี นิมนต์พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น
2 อนาถบิณฑกคหบดี สั่งข้าทาสเตรียมจัดหาอาหารที่มีรสอร่อย
3 อนาถบิณฑิกคหบดี ตื่นเต้นนอนนึกถึงพระพุทธเจ้า ตื่นตอนกลางคืนถึง ๓ ครั้ง
4 ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏ อนาถบิณฑิกคหบดีเกิดความกลัว
5 อนาถบิณฑิกคหบดีซบเศียรลงแทบพระบาท พระผู้มีพระภาค
6 พระผู้มีพระภาค ตรัส อนุปุพพิกถา แก่อนาถบิณฑิกคหบดี
7 อนาถบิณฑิกคหบดี มีดวงตาเห็นธรรม
8 อนาถบิณฑิก ปฏิเสธการช่วยเหลือทรัพย์ของราชคหเศรษฐี และชาวนิคม
9 พระเจ้าพิมพิสาร ทราบการเสด็จของพระพุทธเจ้า ต้องการให้ทรัพย์แต่อนาถบิณฑิกปฏิเสธ
10 พระผู้มีพระภาค เสด็จมาฉันภัตตาหาร พร้อมภิกษุทั้งหลาย
11 อนาถบิณฑิกคหบดีสร้างพระเชตวันถวายพระพุทธเจ้า
12 เจ้าเชตตกลงขายอุทยานเพื่อสร้างอาราม แต่กำหนดราคาตามทรัพย์ที่ปูจนเต็มพื้นที่อุทยาน
13 อนาถบิณฑิกสั่งให้คนขนเงินมาเรียงลาด จนเต็มพื้นที่อุทยาน ตามข้อตกลง
14 เจ้าเชตราชกุมาร รับสั่งให้ สร้างซุ้มประตูลงในที่ว่าง
15 พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ไม่นานก็ต้องเสด็จจาริกไปทางพระนครเวสาลี
 
 


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ หน้าที่ ๘๑-๘๙

เรื่องอนาถบิณฑิกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก

          [๒๔๑] สมัยนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี เป็นน้องเขยของราชคหเศรษฐี ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีไปเมืองราชคฤห์ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง

1) อนาถบิณฑกคหบดี นิมนต์พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น

          [๒๔๒] สมัยนั้น ราชคหเศรษฐีได้นิมนต์พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น จึงได้สั่งทาสและกรรมกรทั้งหลายว่า พนาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่าน จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกันจัดหาอาหารที่มีรสอร่อย

          [๒๔๓] ขณะนั้น อนาถบิณฑิก คหบดีได้คิดว่า เมื่อเรามาคราวก่อน ท่านคหบดีผู้นี้ จัดทำธุระทุกอย่างเสร็จแล้ว สนทนาปราศรัยกับเราผู้เดียว บัดนี้ เขามีท่าทีเปลี่ยนไป สั่งทาสและกรรมกรทั้งหลายว่า พนาย ถ้ากระนั้นพวกท่าน จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกันจัดหาอาหารที่มีรสอร่อยๆ บางทีคหบดีผู้นี้จักมีงาน อาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือประกอบมหายัญ หรือจัก ทูลเชิญเสด็จ พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพล มาเลี้ยง ในวันรุ่งขึ้นกระมัง

2) อนาถบิณฑกคหบดี สั่งข้าทาสเตรียมจัดหาอาหารที่มีรสอร่อย

          [๒๔๔] ครั้นราชคหเศรษฐีสั่งทาส และกรรมกรแล้ว เข้าไปหาอนาถบิณฑิก คหบดี ได้นั่งสนทนากัน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อนาถบิณฑิกคหบดีได้ถามว่า ท่านคหบดี คราวก่อนเมื่อฉันมาแล้ว ท่านได้จัดทำธุระทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็สนทนา กับฉันผู้เดียว บัดนี้ท่านนั้นมัวสาละวนสั่งทาสและกรรมกรว่า ถ้ากระนั้นพวกท่าน จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกันจัดหาอาหารที่มีรสอร่อยๆ บางทีท่านคหบดี จักมีงานอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือประกอบมหายัญ หรือจัก ทูลเชิญเสด็จ พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพลมาเลี้ยง ในวันพรุ่งนี้กระมัง

          ราชคหเศรษฐีตอบว่า ท่านคหบดี ฉันจะได้มีงานอาวาหมงคล หรือวิวาหมงคล ก็หาไม่ แม้พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพลฉันก็มิได้เชิญเสด็จ มาเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ ที่ถูกฉันจะประกอบมหายัญ คือ ฉันได้นิมนต์พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข เพื่อเลี้ยงในวันพรุ่งนี้
      อ. ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ
      ร. ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ

      อ. ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ
      ร. ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ

      อ. ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ
      ร. ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ

      อ. ท่านคหบดี แม้เสียงว่า พุทธะ นี้ก็ยากที่จะหาได้ในโลก ท่านคหบดี ฉันสามารถ จะเข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ในเวลานี้ ได้ไหม

      ร. ท่านคหบดี เวลานี้ยังไม่ควรที่จะเข้าเฝ้าเยี่ยม พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พรุ่งนี้ท่านจึงจะได้เข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

3) อนาถบิณฑิกตื่นเต้นนอนนึกถึงพระพุทธเจ้า ตื่นตอนกลางคืนถึง ๓ ครั้ง

          [๒๔๕] หลังจากนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี นอนนึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นอารมณ์ ว่า พรุ่งนี้ เราจะได้เข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ข่าวว่า เธอลุกขึ้นในกลางคืน ถึงสามครั้งเข้าใจว่าสว่างแล้ว จึงได้เดินไปโดยทาง อันจะไป ประตู ป่าสีตวัน พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ ขณะเมื่อเดินออกจากพระนคร แสงสว่าง ได้หายไป ความมืดปรากฏแทน ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพอง สยองเกล้า ได้บังเกิดแล้ว เธอได้คิดกลับจากที่นั้นอีก

          [๒๔๖] ขณะนั้น สีวกยักษ์ไม่ปรากฏร่างห้ได้ยินแต่เสียงโดยคาถา ว่าดังนี้ ช้าง ๑ แสน ม้า ๑ แสน รถม้าอัสดร ๑ แสน สาวน้อยประดับต่างหูเพชร ๑ แสน ก็ยังไม่เท่า เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี ท่านก้าวไปข้างหน้าดีกว่า อย่าถอยกลับเลย

4) ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏ อนาถบิณฑิกคหบดีเกิดความกลัว

          [๒๔๗] ทันใดนั้น ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏ แก่ อนาถบิณฑิก คหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า อันใดได้มีแล้ว อันนั้น ได้สงบแล้ว

          แม้ครั้งที่สอง ...

          แม้ครั้งที่สาม แสงสว่างหายไป ความมืดได้ปรากฏแก่ อนาถบิณฑิกคหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าได้บังเกิด เธอคิดจะกลับจาก ที่นั้น อีก แม้ครั้งที่สาม สีวกยักษ์ไม่ปรากฏร่าง ให้ได้ยินแต่เสียง โดยคาถาว่าดังนี้

          ช้าง ๑ แสน ม้า ๑ แสน รถม้าอัสดร ๑ แสน สาวน้อยประดับต่างหูเพชร ๑ แสน ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี ท่านก้าวไปข้างหน้าดีกว่า อย่าถอยกลับเลย

          แม้ครั้งที่สาม ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏแก่ อนาถบิณฑิกคหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าอันใดได้มีแล้ว อันนั้นได้สงบแล้ว จึงอนาถบิณฑิกคหบดี เดินเข้าไปยังสีตวันแล้ว

5) อนาถบิณฑิกคหบดีซบเศียรลงแทบพระบาท พระผู้มีพระภาค

          [๒๔๘] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จลุกขึ้นจงกรมในที่แจ้ง ณ เวลา ปัจจุสสมัย แห่งราตรี ได้ทอดพระเนตรเห็น อนาถบิณฑิกคหบดีนั้น เดินมาแต่ไกล เทียว ครั้นแล้ว เสด็จลงจากที่จงกรม ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้ว ได้ตรัสกะ อนาถ บิณฑิกคหบดีว่า มาเถิดสุทัตตะ ทันใดนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี เบิกบานใจ ดีใจว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกชื่อเรา แล้วเข้าไปเฝ้าซบเศียรลง แทบพระบาท พระผู้มีพระภาค ทูลถามว่า พระองค์ประทับสำราญ หรือ พระพุทธเจ้าข้า

          [๒๔๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบโดยคาถา ว่าดังนี้
พราหมณ์ผู้ดับทุกข์ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุขแท้ทุกเวลา ผู้ใดไม่ ติดในกาม มีใจเย็น ไม่มีอุปธิ ตัดความเกี่ยวข้องทุกอย่างได้แล้ว บรรเทาความกระวนกระวายในใจ ถึงความสงบแห่งจิต เป็นผู้สงบระงับแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข

6) พระผู้มีพระภาคตรัส อนุปุพพิกถา แก่อนาถบิณฑิก

          [๒๕๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัส อนุปุพพิกถา แก่อนาถบิณฑิกคหบดี คือ บรรยายถึงทาน ศีล สวรรค์ อาทีนพ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกาม ทั้งหลาย แล้วทรงประกาศอานิสงส์ ในการออกจากกาม ขณะที่พระองค์ทรงทราบว่า อนาถบิณฑิกคหบดี มีจิตควรแก่การงาน มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตเลื่อมใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดง ด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับทุกข์


7) อนาถบิณฑิกคหบดีได้ดวงตาเห็นธรรม

          ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อม ฉะนั้น

          [๒๕๑] ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดี ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้วได้รู้ธรรม แจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำ แสดง ความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า

          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำ ข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสก ผู้มอบชีวิต ถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหาร เพื่อเจริญบุญกุศล ปีติและ ปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ของ ข้าพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนา โดยดุษณีภาพ ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดี ทราบว่าพระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนา แล้วจึงลุกจากที่นั่ง ถวายบังคม ทำประทักษิณกลับไป

8)อนาถบิณฑิก ปฏิเสธการช่วยเหลือทรัพย์ของราชคหเศรษฐี และชาวนิคม

          [๒๕๒] ราชคหเศรษฐี ได้ทราบข่าวว่า อนาถบิณฑิกคหบดี นิมนต์พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ จึงได้ถามอนาถบิณฑิกคหบดีว่า ท่านคหบดี ข่าวว่าท่านได้นิมนต์พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ แลท่านก็เป็นแขกแรกมา ฉันจะให้ยืมทรัพย์ที่จะจับจ่ายสิ่งของแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้ จัดทำอาหารเลี้ยงพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

          อนาถบิณฑิกคหบดีตอบว่า ไม่ต้อง ท่านคหบดี ทรัพย์สำหรับที่จะจับจ่าย สิ่งของ เป็นเครื่องทำอาหารถวายพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น ของฉันมีแล้ว

          [๒๕๓] ชาวนิคมเมืองราชคฤห์ ได้ทราบข่าวว่า อนาถบิณฑิกคหบดีนิมนต์ พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ จึงได้ถามอนาถบิณฑิกคหบดี ว่า ท่านคหบดี ข่าวว่าท่านได้นิมนต์พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉัน ในวันพรุ่งนี้ แลท่านก็เป็นแขกแรกมา ฉันจะให้ยืมทรัพย์ที่จะจับจ่ายสิ่งของแก่ท่าน เพื่อท่าน จะได้จัดทำอาหารเลี้ยงพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

          อนาถบิณฑิกคหบดี ตอบว่า ไม่ต้อง ท่านผู้เจริญ ทรัพย์สำหรับที่จะจับจ่าย สิ่งของ เป็นเครื่องทำอาหารถวายพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น ของฉันมีแล้ว


9) พระเจ้าพิมพิสาร ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า ต้องการให้ทรัพย์ เพื่อทำอาหารถวาย แต่อนาถบิณฑิกปฏิเสธ

          [๒๕๔] พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช ได้ทรงสดับข่าวว่า อนาถบิณฑิกคหบดี นิมนต์พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ จึงตรัสถาม อนาถบิณฑิกคหบดีว่า ดูกรคหบดี ข่าวว่า ท่านนิมนต์พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ แลท่านก็เป็นแขกเมือง ฉันจะให้ยืมทรัพย์ ที่จะจับจ่ายสิ่งของแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้จัดทำอาหาร เลี้ยงพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

          อนาถบิณฑิกคหบดีกราบทูลว่า ขอเดชะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่าง ล้นเกล้า ทรัพย์ที่จะจับจ่ายเป็นเครื่องทำอาหาร ถวายพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขนั้น ของข้าพระพุทธเจ้ามีแล้ว อนาถบิณฑิกคหบดีถวายภัตตาหาร

          [๒๕๕] หลังจากนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี สั่งให้ตกแต่งอาหารของเคี้ยว ของฉัน อันประณีต ในนิเวศน์ของราชคหเศรษฐี โดยล่วงราตรีนั้น แล้วให้กราบทูล ภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ได้เวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า

10) พระผู้มีพระภาค เสด็จมาฉันภัตตาหาร พร้อมภิกษุทั้งหลาย

           ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้านิเวศน์ของราชคห เศรษฐี ครั้นแล้วประทับนั่งเหนืออาสนะ ที่ปูลาดถวาย พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จึงอนาถบิณฑิก คหบดี อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอาหารของเคี้ยวของฉัน อันประณีต ด้วยมือตนเอง จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ ลดพระหัตถ์จากบาตร ห้ามภัตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์ พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงรับอาราธนาอยู่จำพรรษา ในเมืองสาวัตถี ของข้าพระพุทธเจ้า

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคหบดี พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมยินดีใน สุญญาคาร

          อนาถบิณฑิกคหบดีทูลว่า ทราบเกล้าแล้ว พระผู้มีพระภาค ทราบเกล้าแล้ว พระสุคต ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้อนาถบิณฑิกคหบดีเห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จกลับ


11) อนาถบิณฑิกคหบดีสร้างพระเชตวันถวายพระพุทธเจ้า

          [๒๕๖] สมัยนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี เป็นคนมีมิตรสหายมาก มีวาจาควร เชื่อถือ ครั้นเสร็จกิจนั้น ในเมืองราชคฤห์แล้ว กลับไปสู่พระนครสาวัตถี ได้ชักชวน ชาวบ้าน ระหว่างทางว่า ท่านทั้งหลาย จงช่วยกันสร้างอาราม จงช่วยกันสร้างวิหาร เริ่มบำเพ็ญทาน เพราะเวลานี้พระพุทธเจ้า อุบัติในโลกแล้ว อนึ่ง พระองค์อันข้าพเจ้า ได้นิมนต์แล้ว จักเสด็จมาโดยทางนี้ ครั้งนั้น ชาวบ้านเหล่านั้นที่อนาถบิณฑิกคหบดี ชักชวนไว้ ต่างพากันสร้างอาราม สร้างวิหาร เริ่มบำเพ็ญทานแล้ว

          ครั้นอนาถบิณฑิกคหบดี ไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว เที่ยวตรวจดูพระนคร สาวัตถี โดยรอบว่า พระผู้มีพระภาค ควรจะประทับอยู่ที่ไหนดีหนอ ซึ่งเป็นสถานที่ ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก จากหมู่บ้าน มีคมนาคมสะดวก ชาวบ้านบรรดาที่มีความประสงค์ ไปมาได้ง่าย กลางวันมีคนน้อย กลางคืนเงียบ มีเสียงอึกทึกน้อยปราศจากกลิ่นไอ ของคน เป็นสถาน ควรแก่การประกอบกรรม ในที่ลับของมนุษย์ชนสมควร เป็นที่ หลีกเร้น

12) พระอุทยานของเจ้าเชตเหมาะสมในการสร้างอาราม แต่เจ้าเชตกำหนด ราคา ตามจำนวนทรัพย์ที่ปูจนเต็มพื้นที่อุทยาน

          อนาถบิณฑิกคหบดี ได้เห็นพระอุทยาน ของเจ้าเชตราชกุมารซึ่งเป็นสถาน ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นักจากหมู่บ้าน มีการคมนาคมสะดวก ชาวบ้านบรรดา ที่มีความประสงค์ ไปมาได้ง่าย กลางวันมีคนน้อย กลางคืนเงียบ มีเสียงอึกทึกน้อย ปราศจากกลิ่นไอคน เป็นสถานควรแก่การประกอบกรรมในที่ลับของมนุษย์ชน สมควรเป็นที่หลีกเร้น ครั้นแล้ว จึงเข้าเฝ้าเชตราชกุมาร กราบทูลว่าขอใต้ฝ่าพระบาท จงทรงประทานพระอุทยานแก่เกล้ากระหม่อม เพื่อจัดสร้างพระอาราม พระเจ้าข้า

          เจ้าเชตราชกุมารรับสั่งว่า ท่านคหบดี อารามเราให้ไม่ได้ แต่ต้องซื้อด้วย ลาดทรัพย์ เป็นโกฏิ

          อ. อาราม พระองค์ทรงตกลงขายหรือ พระเจ้าข้า
          ช. อาราม ฉันยังไม่ตกลงขาย ท่านคหบดี

13) อนาถบิณฑิกสั่งให้คนขนเงินมาเรียงจนเต็มพื้นที่อุทยานตามข้อตกลง

          เจ้าชายกับคหบดี ได้ถามมหาอำมาตย์ ผู้พิพากษาความว่า เป็นอันตกลงขาย หรือไม่ตกลงขาย มหาอำมาตย์ผู้พิพากษาตอบว่า เมื่อพระองค์ตีราคาแล้ว อาราม เป็นอัน ตกลงขาย

          จึงอนาถบิณฑิกคหบดี สั่งให้คนเอาเกวียน บรรทุกเงินออกมาเรียงลาด ริม จดกัน ณ อารามเชตวัน เงินที่ขนออกมาคราวเดียว ยังไม่พอแก่โอกาสหน่อยหนึ่ง ใกล้ซุ้มประตู จึงอนาถบิณฑิกคหบดี สั่งคนทั้งหลายว่า พนาย พวกเธอจงไปขนเงิน มาเรียงในโอกาสนี้ ขณะนั้น เจ้าเชตราชกุมาร ทรงพระรำพึงว่า ที่อันน้อยนี้จักไม่มี เหลือ โดยที่คหบดีนี้ บริจาคเงินมากเพียงนั้น จึงเจ้าเชตราชกุมารตรัสกะ อนาถบิณฑิก คหบดีว่า พอแล้ว ท่านคหบดี ท่านอย่าได้ลาดโอกาสนี้เลย ท่านจงให้โอกาสนี้แก่ฉัน ที่ว่างนี้ฉันจักยกให้ ดังนั้น

14) เจ้าเชตราชกุมาร รับสั่งให้ สร้างซุ้มประตูลงในที่ว่าง

           อนาถบิณฑิกคหบดีใคร่ครวญว่าเจ้าเชตราชกุมารนี้ ทรงเรืองพระนาม มีคนรู้จักมาก อันความเลื่อมใสในพระธรรมวินัยนี้ ของคนที่มีคนรู้จักมากเห็นปานนี้ ยิ่งใหญ่นักแล จึงได้ถวายที่ว่างนั้นแก่เจ้าเชตราชกุมาร เจ้าเชตราชกุมาร รับสั่งให้ สร้างซุ้มประตูลงในที่ว่างนั้น ส่วนอนาถบิณฑิกคหบดี ได้ให้สร้างวิหารหลายหลัง ไว้ในพระเชตวัน สร้างบริเวณสร้างซุ้มประตู สร้างศาลาหอฉัน สร้างโรงไฟ สร้างกัปปิยกุฎี สร้างวัจจกุฎีสร้างที่จงกรม สร้างโรงจงกรม สร้างบ่อน้ำ สร้างศาลา บ่อน้ำ สร้างเรือนไฟสร้างศาลาเรือนไฟ สร้างสระโบกขรณี สร้างมณฑป

15) พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ไม่นานก็ต้องเสด็จจาริกไปทางพระนครเวสาลี

          [๒๕๗] ครั้นพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วได้เสด็จจาริกทางพระนครเวสาลี เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลีแล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลีนั้น

          [๒๕๘] ก็สมัยนั้น ชาวบ้านตั้งใจทำการก่อสร้าง แลอุปัฏฐากภิกษุ ผู้อำนวยการก่อสร้าง ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร อันเป็นปัจจัย ของ ภิกษุอาพาธ โดยเคารพ

   



พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดา อ่านแบบสบายตา โดยคัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ (คลิกอ่านพร้อมดาวน์โหลดไฟล์ pdf)
90 90 90 90  
 
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์
อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
 
   
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์