เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี
ค้นหาคำที่ต้องการ    

  ผู้มีบทบาทสำคัญในพุทธศาสนา    
1 พระโมคคัลลานะ (อัครสาวกเบื้องซ้าย) 6 พระมหากัสสป (ผู้ทรงธุดงค์ อยู่ป่าเป็นวัตร) 11 พระราหุล (เอตทัคคะผู้ใคร่ต่อการศึกษา)
2 พระเทวทัต (ปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า) 7 พระอนุรุทธะ (พระอรหันต์ผู้มีทิพย์จักษุ) 12 หมอชีวกโกมารภัจจ์ (แพทย์พระพุทธเจ้า)
3 นิครนถ์ (โต้วาทะกับพระพุทธเจ้า) 8 พระอุบาลี (ยอดเยี่ยมด้านผู้ทรงวินัย)    
4 พระมหากัปปินะ (นั่งคู้บังลังค์ ตั้งกายตรง) 9 อนาถบิณฑิกคหบดี (ผู้สร้างวิหารเชตวัน)    
5 พระสารีบุตร (อัครสาวกเบื้องขวา) 10 พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (ภิกษุณีรูปแรก)    

 รวมพระสูตร เรื่องราวสำคัญของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี
ภิกษุณีรูปแรกในพุทธศาสนา เอตทักคผู้รู้ราตรีนาน
G 101
         ออกไปหน้าหลัก 1 of 5
  พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี จากพระไตรปิฎก ที่เป็นคำสอนจากพระโอษฐ์
  (สุตตันตปิฎก) พระผู้มีพระภาคไม่อนุญาตให้มาตุคามบวช (โคตมีสูตร)
  (1) พระนางมหาปชาบดีโคตมี ขอบวชแต่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตจึงเสียใจร้องให้
  (2) พระนางปชาบดีปลงผมครองผ้ากาสา แล้วเสด็จไปเข้าเฝ้าฯ ได้พบกับพระอานนท์จึงเล่าเรื่องให้ฟัง
  (3) อานนท์ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อขอประทานพระวโรกาส พระผู้มีภาคภาค ตรัสห้าม ถึง 3 ครั้ง
  (4) พระอานนท์ตรัสถามว่ามาตุคาม ออกบวชแล้วบรรลุธรรมจนถึงพระอรหันต์ได้หรือไม่ ตรัสว่าได้
  (5) พระอานนท์พยายามหาเหตุผลต่อไป อ้างพระนางปชาบดีเคยเลี้ยงดู เป็นผู้มีอุปาระต่อพระผู้มีพระภาค
  (6) ความพยายามของพระอานนท์ สำเร็จ พระองค์อนุญาตแต่มีเงื่อนไข ด้วย ครุธรรม ๘ ประการ
  (7) เมื่อนางปชาบดี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว ถือว่าได้บวชแล้ว
  (8) มาตุคามที่เข้ามาบวช เป็นภิกษุณี จะทำให้ศาสนามีอายุสั้นลงกึ่งหนึ่ง
  (9) ทรงอุปมาการเข้ามาบวชของภิกษุณี เปรียบเรื่องโจร กับเรื่องนาข้าว
 
 


พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๓ หน้าที่ ๒๑๖
(P1393)
พระผู้มีพระภาคไม่อนุญาตให้มาตุคามบวช (โคตมีสูตร)

(1)
(พระนางมหาปชาบดีโคตมี ขอบวชแต่พระผู้มีพระภาคไม่อนุญาต จึงเสียใจ ร้องให้)

     [๑๔๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมี เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ทรงถวาย บังคมแล้ว ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคาม พึงได้การออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้วเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพระนางโคตมี อย่าเลย พระนาง อย่าชอบใจการออกบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้ว ของ มาตุคามเลย

     แม้ครั้งที่ ๒...

     แม้ครั้งที่ ๓ ...

     ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงพระดำริว่า พระผู้มีพระภาค ไม่ทรง อนุญาต ให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศ แล้ว เป็นผู้มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์ นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป

      ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ในกรุงกบิลพัสดุ์ ตามพระประสงค์ แล้วเสด็จจาริกไป ทางพระนครเวสาลี เมื่อเสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จไปถึง พระนครเวสาลี ได้ยินว่า ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่กูฏาคาร ศาลาป่า มหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี

(2)
(พระนางมหาปชาบดีโคตมี ปลงผม ทรงครองผ้ากาสา แล้วเสด็จไป เข้าเฝ้าเพื่อ ขอบวช ได้พบกับพระอานนท์ จึงเล่าให้ฟัง พระอานนท์จึงอาสา ทูลขอให้เอง)

      ครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงปลงพระเกศาแล้ว ทรงครองผ้า กาสาวพัสตร์ เสด็จไปทางพระนคร เวสาลีพร้อมกับเจ้าหญิงสากิยะ หลายพระองค์ เสด็จเข้าไปยังกูฏาคาร ศาลาป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลีโดยลำดับ พระนางมหา ปชาบดีโคตมี ทรงมีพระบาทระบม มีพระกายเต็มด้วยละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์ นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก

     ท่านพระอานนท์ได้แลเห็น พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ทรงมีพระบาทระบม มีพระกาย เต็มด้วย ละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสง ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก ครั้นเห็นแล้ว จึงกล่าวความข้อนี้ กะพระนางว่า

      ดูกรพระนางโคตมี เพราะเหตุ อะไรหนอ พระนางจึงมี พระบาทระบม มีพระกาย เต็มด้วยละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสง ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก

     พระนางมหาปชาบดีโคตมีตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ความจริงก็เป็น เช่นนั้น พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ขอเชิญ พระนางรออยู่ที่นี้แหละ ตราบเท่าที่อาตมภาพทูลขอ พระผู้มีพระภาค ให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ ฯ

(3)
(อานนท์ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคามพึงได้ออกบวช พระผู้มีภาคภาค ตรัสห้าม ถึง 3 ครั้ง)

     ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ  ถวายบังคม แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วด้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระนาง มหาปชาบดีโคตมีนี้ ทรงมีพระบาทระบม มีพระกายเต็มด้วยละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนต รทรงกันแสง ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก เพราะพระผู้มี พระภาค ไม่ทรงอนุญาต ให้มาตุคามออกบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคามพึงได้ออกบวช เป็น บรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้วเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ อย่าเลยเธออย่าชอบใจให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้วเลย ฯ

     แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ

     แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคาม พึงออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรม วินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้วเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์อย่าเลย เธออย่าชอบใจให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้วเลย

     ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้มีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรง อนุญาต ให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคตทรงประกาศ แล้ว ผิฉะนั้น เราพึงทูลขอพระผู้มี พระภาคให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว โดยปริยายแม้อื่น ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ ได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า

(4)
(พระอานนท์พยายามหาเหตุผลอื่นๆ เพื่อให้ทรงอนุญาต ถามว่ามาตุคาม ออกบวชแล้วสามารถบรรลุ โสดาบัน สกทา อนาคามี หรืออรหันต์ได้หรือไม่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ได้)

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ควรจะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผลได้หรือไม่ พระเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ มาตุคามออกบวช เป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว ควรทำให้แจ้งแม้ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลอรหัตผลได้

     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ามาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ที่ พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ทำให้แจ้งแม้โสดาปัตติผล สกทาคามิผลอนาคามิผล อรหัตผลได้

(5)

(พระอานนท์ พยายามหาเหตุผลต่อไป อ้างถึงพระนางปชาบดีเคยเลี้ยงดู เป็นผู้มีอุปาระ ต่อพระผู้มีพระภาคมาก)

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงมีอุปการะมาก เป็นพระ มาตุจฉา ของพระผู้มี พระภาค ทรงทะนุถนอมเลี้ยงดูให้พระผู้มีพระภาค ทรงดื่ม น้ำนม ในเมื่อ พระชนนี ทิวงคตแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทาน พระวโรกาส ขอให้มาตุคาม พึงได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศ แล้วเถิด

(6)
(ความพยายามของพระอานนท์ สำเร็จ พระองค์อนุญาตแต่มีเงื่อนไข ด้วย ครุธรรม ๘ ประการ)

     พ. ดูกรอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงรับครุธรรม ๘ ประการ นั่นแหละ เป็นอุปสมบทของพระนาง คือ

     (๑) ภิกษุณี แม้อุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี พึงทำ การกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุแม้อุปสมบทในวันนั้น แม้ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชาไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต ฯ

     (๒) ภิกษุณีไม่พึงเข้าจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้อง สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต ฯ

     (๓) ภิกษุณีต้องแสวงหา ภิกษุผู้ถามถึงการทำอุโบสถ และการเข้าไปรับโอวาท จาก ภิกษุสงฆ์ ทุกกึ่งเดือน แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือบูชา ไม่พึง ก้าวล่วงตลอดชีวิต ฯ

     (๔) ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในอุภโตสงฆ์ด้วยฐานะ ๓ ประการ คือ ด้วยได้เห็น ได้ฟัง และรังเกียจ แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพนับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต ฯ

    (๕) ภิกษุณีต้องครุธรรมแล้ว พึงประพฤติมานัตปักษ์หนึ่ง ในอุภโตสงฆ์  แม้ธรรม ข้อนี้ ภิกษุณี ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต ฯ

    (๖) ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทา ในอุภโตสงฆ์ เพื่อนางสิกขมานาผู้มีสิกขา อันศึกษาแล้ว ในธรรม ๖ ประการ ครบ ๒ ปี แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต ฯ

     (๗) ภิกษุณีต้องไม่ด่า ไม่บริภาษภิกษุโดยปริยายใดๆ แม้ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้อง สักการะเคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต ฯ

     (๘) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามภิกษุณีว่ากล่าวตักเตือนภิกษุ ไม่ห้ามภิกษุว่ากล่าว ตักเตือน ภิกษุณี แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชาไม่พึงก้าว ล่วงตลอดชีวิต
-----------------------------------------------------
ครุธรรม ๘ ประการ (ย่อ)
1. แม้บวชมานานนับร้อยปีก็ต้องกราบไหว้ภิกษุ แม้บวชในวันนั้น
2. ต้องไม่จำพรรษาอยู่ในวัดที่มีภิกษุ
3. ต้องไปถามวันอุโบสถ และ รับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน (ปาติโมกข์)
4. ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่ายหลังจำพรรษาแล้ว
5. ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่ายเมื่อต้องอาบัติหนัก
6. ต้องเป็นสิกขมานา 2 ปี ก่อนจึงขออุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายได้
7. ต้องไม่บริภาษด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ๆ
8. จะว่ากล่าวตักเตือนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้ตลอดชีวิต

-----------------------------------------------------

(7)
(เมื่อนางปชาบดี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว ถือว่าได้บวชแล้ว )

     ดูกรอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมีรับครุธรรม ๘ ประการนี้ได้ นั้นแล เป็นอุปสัมปทาของพระนาง

     ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เรียนครุธรรม ๘ ประการนี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้ว เข้าไปหาพระนางมหาปชาบดีโคตมี แล้วกล่าวข้อความนี้ กะพระนางว่า ดูกรพระนางโคตมี ถ้าแม้พระนางพึงยอมรับครุธรรม ๘ ประการได้นั้นแล เป็นอุป สัมปทาของพระนาง คือ ภิกษุณีแม้อุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องกระทำการกราบไหว้ ลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุแม้อุปสมบทในวันนั้น แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณี ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต ฯลฯ

     ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามภิกษุณีว่า กล่าวตักเตือนภิกษุไม่ห้ามภิกษุว่ากล่าว ตักเตือนภิกษุณี แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพนับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต ดูกรพระนาง โคตมี ถ้าแลพระนาง พึงยอมรับครุธรรม ๘ ประการนี้ได้ นั้นแลจักเป็นอุปสัมปทา ของพระนาง

     พระนางมหาปชาบดีโคตมีกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ หญิงหรือชายแรกรุ่น หนุ่มสาว ชอบประดับตกแต่ง อาบน้ำชำระร่างกายแล้ว ได้พวงดอกอุบล พวงมะลิ หรือพวงลำดวนแล้ว เอามือทั้งสองประคองวางไว้บนศีรษะ ฉันใด ดิฉันก็ยอมรับ ครุธรรม ๘ ประการนี้ ไม่ก้าวล่วงตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน

     ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคม แล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงยอมรับครุธรรม ๘ ประการไม่ก้าวล่วง จนตลอดชีวิต

(8)
(มาตุคามที่เข้ามาบวช เป้นภิกษุณี จะทำให้พระสัทธรรมมีอายุสั้นลงกึ่งหนึ่ง)

     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์

     หากมาตุคามจักไม่ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศ แล้ว พรหมจรรย์ก็ยังจะตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมพึง ดำรงอยู่ได้ ๑,๐๐๐ ปี

     แต่เพราะมาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้ว พรหมจรรย์จะไม่ตั้งอยู่นาน ทั้งสัทธรรมก็จักดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี

(9)
(ทรงอุปมาการเข้ามาบวชของภิกษุณี เรื่องโจร กับเรื่องนาข้าว)

     ดูกรอานนท์ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ที่มีหญิงมากชายน้อย ตระกูลนั้นถูก พวกโจรกำจัดได้ง่าย แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น จักไม่ตั้งอยู่นาน ฉันนั้นเหมือนกัน

     อนึ่ง หนอนขยอกลงในนาข้าวที่สมบูรณ์ นาข้าวนั้นก็ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ..เพลี้ยลงในไร่อ้อย ที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นก็ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด มาตุคามได้ ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ฉันนั้นเหมือนกัน

     อนึ่ง บุรุษกั้นคันสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลออก แม้ฉันใด เราบัญญัติ ครุธรรม ๘ ประการ ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วง ตลอดชีวิตเสียก่อน ฉันนั้นเหมือนกัน

 

   



พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดา อ่านแบบสบายตา โดยคัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ (คลิกอ่านพร้อมดาวน์โหลดไฟล์ pdf)
90 90 90 90  
 
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์
อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
 
   
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์