เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดา อ่านแบบสบายตา โดยคัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ (คลิกอ่านพร้อมดาวน์โหลดไฟล์ pdf)
90 90 90 90 90
 
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์
อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
 
   
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์    
                             
                             
ดูหนังสือทั้งหมด  
ค้นหาคำที่ต้องการ                    

  เดรัจฉานวิชา พุทธวจน   ดาวน์โหลดหนังสือ(ไฟล์ PDF)
  
  01 of 2  
เดรัจฉานวิชา พุทธวจน หน้า   เดรัจฉานวิชา พุทธวจน หน้า
(อ้างอิงเลขหน้าตามหนังสือ)     (อ้างอิงเลขหน้าตามหนังสือ)  
  คำอนุโมทนา a01     ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบันนัยที่ ๔ 57
  อักษรย่อ a02     อานิสงส์แห่งการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล 59
  คำนำ a03     ความเข้าใจผิดเรื่องกรรม 3 แบบที่อริยบุคคลต้องละ 60
  ธรรมวินัย คือ ศาสดาแทนพระสัมมาสัมพุทธะ a04     เชื่อว่าสุขและทุกข์ เกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว 61
  ธรรมวินัยของพระสัมมา-เปิดเผยจะรุ่งเรือง a05     เชื่อว่าสุขและทุกข์เกิดจากเทพเจ้าบันดาลให้ 62
  หลักตรวจว่าคำกล่าวของใครเป็นธรรม เป็นวินัย a06     เชื่อว่าสุขและทุกข์เกิดขึ้นเองลอยๆไม่มีอะไรเป็นเหตุ 63
  หมายเหตุผู้รวบรวม a07     อนุตตริยะ๖ (สิ่งที่ประเสรฐิ ๖ ประการ) 64
        ลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา 70
         
  อะไรคือเดรัจฉานวิชา 2     อริยบุคคลจะปฏิบัติตามสิ่งที่พระศาสดาบัญญัติ 75
  พระพุทธเจ้าเว้นขาดจากการทำเดรัจฉานวิชา 7     ทรงบัญญัติให้ภิกษุฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว 76
  ภิกษุในธรรมวินัยนี้เว้นขาดจากการทำเดรัจฉานวิชา 13     อริยสาวกทั้งหลายยอมเสียชีวิตแต่ไม่ล่วงสิกขา 79
  อะไรคือเดรัจฉานกถา 20     เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ 81
  พระพุทธเจ้า เว้นขาดจากเดรัจฉานกถา 21     เครื่องเศร้า หมองของสมณพราหมณ์ 82
  ภิกษุในธรรมวินัยนี้เว้นขาดจากเดรัจฉานกถา 22     ศีลที่เป็นอกุศลคือ การเลี้ยงชีพชั่ว 85
  เดรัจฉานวิชา ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์ 25     ศีลที่เป็นอกุศล คือ การเลี้ยงชีพชั่ว 86
  ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง 26     ภาคผนวก 89
  ทรง อึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง อิทธิปาฏิหาริย์ 28     หลักปฏิบัติต่อคำสอน ของสัมมาสัมพุทธะ 90
  หลักปฏิบัติของภิกษุต่ออิทธิปาฏิหาริย์ 35     หลักปฏิบัติต่อคำแต่งใหม่ 91
         
  ทรงห้ามภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ 36     การสนใจคำแต่งใหม่มีผลให้คำตถาคตอันตรธาน 92
  ทรงห้ามภิกษุแกล้งบอกคุณวิเศษที่ตนเองไม่มี 38     ผู้ทำสัทธรรมให้อันตรธาน นัยที่ ๑ 94
  ทรงห้ามภิกษุบอกคุณวิเศษให้กับผู้ที่ไม่ใช่นักบวช 39     ผู้ทำสัทธรรมให้ดำรงอยู่ นัยที่ ๑ 98
  ทรงห้ามพยากรณ์ (ทำนายทายทัก) บุคคลอื่น 40     ผู้ทำสัทธรรมให้อันตรธาน 102
  มหาโจร ๕ จำพวก 41     ผู้ทำสัทธรรมให้ดำรงอยู่ 103
  อริยบุคคลไม่ทำเดรัจฉานวิชา 45     มูลเหตุแห่งการวิวาท 104
  อริยบุคคลจะเจตนางดเว้นจากมิจฉาอาชีวะ (14) 46     ผู้เรียกร้องหาศาสดาเพื่อความเป็นมิตร หรือศัตรู 106
  ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน 54     ขีดจำกัดของสาวก เทียบกับ สัมมาสัมพุทธะ 108
  ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน นัยที่ ๒ 55     อะไรคือใบไม้ในป่าอะไรคือใบไม้ในกำมือ 109
  ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน นัยที่ ๓ 56     การบอกสอนมนต์มาจากไหน 111
         
 
 





a01
คำอนุโมทนา


ขออนุโมทนา กุศลเจตนาเป็นอย่างยิ่งต่อคณะงานธัมมะที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ รวบรวม เรียงร้อย เชื่อมโยงคำตถาคต พร้อมทั้ง เปรียบเทียบ ให้เห็นชัดเจนถึงหลักฐานที่มาที่ไปของ คำแต่งใหม่ รวมทั้งชี้ให้เห็นความขัดแย้งของคำแต่งใหม่กับคำของตถาคตได้อย่างชัดเจน รวบรวมมาไว้ในหนังสือ “เดรัจฉานวิชา” เล่มนี้เพื่อเปิดธรรม ที่ถูกปิดให้แก่หมู่ภิกขุ ภิกขุณี อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ทราบถึง ความจริงที่ศาสดาผู้ที่เป็นสัมมาสัมพุทธะบัญญัติ หรืออะไร ที่พระองค์ มิได้บัญญัติไว้ ซึ่งความไม่รู้นั้น จะเป็นเหตุให้เขาตกลงจมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิว่ากรรม หรือ สุข ทุกข์ เกิดจากผู้อื่นบันดาล อันจะทำให้ เขา ทั้งหลายไม่สามารถ สมหวังในสิ่งที่เขา ตั้งความปรารถนาไว้ได้ ซึ่งคติ ๒ อย่างของผู้ที่ยังมี ความเห็น ผิดคือ นรก หรือกำเนิดเดรัจฉาน

ดังนั้นผู้ต้องการความสำเร็จสมหวังในสิ่งที่เขาปรารถนาในทางโลกหรือต้องการหวังการเข้าถึง ความ บริสุทธิ์หลุดพ้นได้จริงในทางธรรม จะได้เลือกที่จะเดินตามตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ผู้รู้แจ้งโลก เป็นสัพพัญญูหรือศรัทธาเดินตามความเห็น และการบัญญัติในคำแต่งใหม่ หรือของ สมณพราหมณ์ เหล่าอื่น ซึ่งเขาเหล่านั้นต้องสร้างศรัทธาของตนเองด้วยกำลังอินทรีย์อ่อนแก่ หรือธุลีในดวงตาที่มาก หรือน้อยตามเหตุปัจจัย

ด้วยเหตุที่ได้กระทำมาแล้วนี้ ขอจงเป็นเหตุปัจจัยให้ผู้มีส่วนร่วม ในการทำหนังสือ และผู้ที่ได้ อ่าน ได้ศึกษาได้นำไปปฏิบัติ พึงสำเร็จสมหวัง พบความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตได้จริงในทางโลก และได้ ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จผลยังพระนิพพาน สมดังความปรารถนาที่ได้สร้างมาอย่างดี แล้วด้วยเทอญ.

ขออนุโมทนา
ภิกขุคึกฤทธิ์โสตฺถิผโล
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



a02
อักษรย่อ

เพื่อความสะดวกแก่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องอักษรย่อที่ใช้หมายแทนชื่อคัมภีร์ ซึ่งมีอยู่โดยมาก
มหาวิ. วิ. มหาวิภังค์ วินัยปิฎก.
ภิกฺขุนี. วิ. ภิกขุนีวิภังค์ วินัยปิฎก.
มหา. วิ. มหาวรรค วินัยปิฎก.
จุลฺล. วิ. จุลวรรค วินัยปิฎก.
ปริวาร. วิ. ปริวารวรรค วินัยปิฎก.
สี. ที. สีลขันธวรรค ทีฆนิกาย.
มหา. ที. มหาวรรค ทีฆนิกาย.
ปา. ที. ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย.
มู. ม. มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย.
ม. ม. มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย.
อุปริ. ม. อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย.
สคาถ. สํ. สคาถวรรค สังยุตตนิกาย.
นิทาน. สํ. นิทานวรรค สังยุตตนิกาย.
ขนฺธ. สํ. ขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย.
สฬา. สํ. สฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย.
มหาวาร. สํ. มหาวารวรรค สังยุตตนิกาย.
เอก. อํ. เอกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ทุก. อํ. ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ติก. อํ. ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
จตุกฺก. อํ. จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ปญฺจก. อํ. ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ฉกฺก. อํ. ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
สตฺตก. อํ. สัตตกนิบาต อังคุตตรนิกาย
อฏฺฐก. อํ. อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
นวก. อํ. นวกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ทสก. อํ. ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
เอกาทสก. อํ. เอกาทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย.
ขุ. ขุ. ขุททกปาฐะ ขุททกนิกาย.
ธ. ขุ. ธรรมบท ขุททกนิกาย.
อุ. ขุ. อุทาน ขุททกนิกาย.
อิติวุ. ขุ. อิติวุตตกะ ขุททกนิกาย.
สุตฺต. ขุ. สุตตนิบาต ขุททกนิกาย.
วิมาน. ขุ. วิมานวัตถุ ขุททกนิกาย.
เปต. ขุ. เปตวัตถุ ขุททกนิกาย.
เถร. ขุ. เถรคาถา ขุททกนิกาย.
เถรี. ขุ. เถรีคาถา ขุททกนิกาย.
ชา. ขุ. ชาดก ขุททกนิกาย.
มหานิ. ขุ. มหานิทเทส ขุททกนิกาย.
จูฬนิ. ขุ. จูฬนิทเทส ขุททกนิกาย.
ปฏิสมฺ. ขุ. ปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย.
อปท. ขุ. อปทาน ขุททกนิกาย.
พุทฺธว. ขุ. พุทธวงส์ ขุททกนิกาย.
จริยา. ขุ. จริยาปิฎก ขุททกนิกาย.


a03
คำนำ

มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก เมื่อเกิดความทุกข์หรือความกลัวขึ้นมาในชีวิตแล้ว ต่างก็พากัน แสวงหา ที่พึ่งในแบบของตน หรือโดยการยึดถือ ในสิ่งที่บัญญัติขึ้นมาเองตามแบบของสมณ พราหมณ์เหล่า อื่นผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิดและมีศีลอันเป็นอกุศลคือการเลี้ยงชีพชั่ว เลี้ยง ชีวิตโดยมิจฉาชีพ มีประการต่างๆ โดยคิดไปว่าสิ่งนั้นจะทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้ เขาหารู้ไม่ว่า นั่นไม่ใช่ การแสวงหา ที่พึ่งอันเกษม ไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด แต่เขาควรหันมาพึ่ง ตถาคต

ธรรมะที่ตถาคตตรัสรู้ และสงฆ์สาวกผู้เป็นทายาทแห่งธรรมของตถาคต ผู้เกิดโดยธรรม เนรมิต โดยธรรม ที่เรียกว่า สมณศากยปุตติยะ แต่เพราะเหตุที่ สมณพราหมณ์เหล่าอื่น หรือ สาวกผู้ประกอบ ด้วยเครื่องเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์มีลักษณะ แบบที่สัมมา สัมพุทธะตรัสไว้ว่า ไม่ใช่ “คนของเรา”ไม่ใช่ผู้อยู่ในอริยวงศ์ คือ ธรรมที่เป็นเชื้อสาย ของพระอริยเจ้า ที่ชนทั้งหลายพากันไป แสวงหา พึ่งพิงนั้น ชนเหล่านั้น ย่อมไม่สามารถ สำเร็จผลตามความปรารถนาได้ แต่ความสำเร็จที่เขา ได้รับอันเกิดเพราะผลแห่งกรรมนั้น

เขากลับเชื่อไปว่า เป็นเพราะผลจากการบูชาเทพเจ้า น้ำมนต์ เครื่องราง ของปลุกเสก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพิธีกรรมต่างๆ ตามแบบสมณ พราหมณ์ผู้เห็นผิดเหล่านั้น ซึ่งทำให้เขาจมลงสู่ มิจฉาทิฏฐิหนึ่ง ในสี่แบบว่า สุขและทุกข์ของเขาทั้งหลายนั้น เกิดจากผู้อื่นบันดาล ชื่อว่า เขาเหล่านั้นยังไม่ได้มีการ สร้างเหตุที่ถูกต้องตามความเห็นของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ชนเหล่านั้นย่อมไม่หลุดพ้นไป จากทุกข์ ทั้งปวงได้พุทธวจน ฉบับ “เดรัจฉานวิชา”

จึงเป็นการรวบรวมรูปแบบต่างๆ ของการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยเดรัจฉานวิชาทั้งหมด ตามที่ศาสดา บัญญัติอันเป็นกิจเลว เป็นของ ชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พร้อมทั้งที่มาที่ไป ของประเพณี ข้อวัตรปฏิบัติ คำสวด ผิดจากที่พระองค์ตรัสไว้ อันเกิดจากคำแต่งใหม่ ที่มิใช่ของ ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ... เป็นการทำมหาชนให้เสื่อมเสีย ทำมหาชนให้หมดสุข เป็นความ พินาศ แก่มหาชนเป็นอันมาก

เพื่อทำพุทธบริษัททั้งสี่ ผู้ที่มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ในศาสดาแห่งตนได้ทราบความจริงว่า แบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อม ทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะที่สัมมาสัมพุทธะ ทรงประกาศไว้ คือ อย่างไร ? เพื่อสาวกตถาคต ผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์ จะได้ละ เลิก เว้นขาด ในข้อปฏิบัติ อันไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยในศาสนา ของพระศาสดา และเพื่อให้ค้นพบทางออก ด้วยข้อปฏิบัติ ตามบัญญัติ ของตถาคตที่ได้รวบรวม นำมาบรรจุไว้ในเล่มนี้ด้วย ดังที่พระองค์ได้กล่าวไว้ว่า สาวกทั้งหลาย ของพระองค์ ย่อมไม่ก้าวล่วง สิกขาบทใดๆ

แม้จะต้องเสียชีวิตเป็นผู้อดทนยอมรับฟังคำสั่งสอนโดยเคารพ เป็นผู้ที่มีลักษณะแห่งศรัทธา ของผู้ มีศรัทธา เป็นผู้ทำมหาชนให้ได้รับ ประโยชน์ ทำมหาชนให้ได้รับความสุขเป็นไปเพื่อ ความเจริญ แก่มหาชน และเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขทั้งแก่เทวดา และ มนุษย์ ทั้งหลาย เพื่อจะทำซึ่ง ที่สุด แห่งทุกข์โดยชอบด้วยการปฏิบัติตามสิ่งที่พระศาสดาบัญญัติ อันเป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน

คณะงานธัมมะวัดนาป่าพง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


a04

ธรรมวินัย คือ ศาสดาแทนพระสัมมาสัมพุทธะ
-บาลีมหา. ที. ๑๐/๑๗๘/๑๔๑.
-บาลีม. ม. ๑๓/๔๒๗/๔๖๓.
-บาลีมหาวาร. สํ. ๑๙/๒๑๗/๗๔๐.


อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
‘ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา’ ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาล ล่วงไปแห่งเรา.

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดีใครก็ตาม จักต้องมีตนเป็นประทีป มีตนเป็น สรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่.

อานนท์ ! ภิกษุพวกใด เป็นผู้ใคร่ในสิกขา ภิกษุพวกนั้น จักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล.
อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยาณวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นบุรุษ คนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย... เราขอกล่าวย้ำกะเธอว่า... เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษ คนสุดท้ายของเราเลย.


a05
ธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธะเปิดเผยจึงจะรุ่งเรือง
-
บาลีเอก. อํ. ๒๐/๓๖๔/๕๗๑.

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง ๓ อย่างนี้ ปิดบังไว้จึงเจริญ เปิดเผยไม่เจริญ ๓ อย่างนั้น คือ
(1) มาตุคามปิดบังไว้จึงจะงดงาม เปิดเผยไม่งดงาม
(2) มนต์ของพราหมณ์ปิดบังไว้จึงรุ่งเรือง เปิดเผยไม่รุ่งเรือง
(3) มิจฉาทิฏฐิปิดบังไว้จึงเจริญ เปิดเผยไม่เจริญ

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง ๓ อย่างเหล่านี้แล ปิดบังไว้จึงเจริญเปิดเผยไม่เจริญ.
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง ๓ อย่างนี้ เปิดเผยจึงรุ่งเรืองปิดบังไม่รุ่งเรือง ๓ อย่างนั้น คือ

(1) ดวงจันทร์ เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง
(2) ดวงอาทิตย์ เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิด บังไม่รุ่งเรือง
(3) ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง

ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง อย่างเหล่านี้แล เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง.


a06
หลักตรวจสอบว่า
คำกล่าวของใครเป็นธรรม เป็นวินัย
-บาลีมหา. ที. ๑๐/๑๔๔/๑๑๓-๖.


(1) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่าผู้มีอายุ ! ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะ พระพักตร์พระผู้ มีพระภาคว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”...

(2) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่าในอาวาส ชื่อโน้นมีสงฆ์อยู่พร้อมด้วย พระเถระพร้อม ด้วยปาโมกข์1 ข้าพเจ้าได้สดับมา เฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัยนี้เป็นคำสอนของพระ ศาสดา”...

(3) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่าในอาวาสชื่อโน้น มีภิกษุผู้เป็น เถระอยู่ จำนวนมาก เป็น พหูสุตเรียนคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา2 ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะ หน้าพระเถระ เหล่านั้นว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัยนี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”...

(4) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่าในอาวาสชื่อโน้นมีภิกษุผู้เป็นเถระอยู่รูปหนึ่ง เป็น พหุสูต เรียนคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะหน้าพระเถระ รูปนั้นว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัยนี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”เธอทั้งหลายยังไม่พึงชื่นชม ยังไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของผู้นั้น พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วพึงสอบ สวนลงในพระสูตรเทียบเคียง ดูในวินัย

ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ พึงลง สันนิษฐานว่า “นี้มิใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพระองค์ นั้นแน่นอน และภิกษุนี้รับมาผิด” เธอทั้งหลาย พึงทิ้งคำนั้นเสียถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ได้เทียบเข้าใน วินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า“นี้เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแน่นอน และภิกษุนั้นรับมาด้วยดี”

เธอทั้งหลาย พึงจำมหาปเทส ... นี้ไว้.


a07
หมายเหตุผู้รวบรวม

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ บางส่วนได้ปรับสำนวนต่างจากฉบับหลวง โดยเทียบเคียงจาก ทุกสำนัก (ฉบับสยามรัฐ,ฉบับหลวง, ฉบับมหามงกุฏฯ, ฉบับมหาจุฬาฯ, ฉบับเฉลิมพระเกียรติ, ฉบับสมาคมบาลี ปกรณ์แห่งประเทศอังกฤษ) เพื่อให้สอดรับกับบาลี และความเชื่อมโยงของพุทธวจน ให้มากที่สุด




P2
อะไรคือเดรัจฉานวิชา
01
-บาลีสี. ที. /๘๓/๑๐๓.

มหาราช ! อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์ บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝันทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต

เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสกเป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองูเป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุเป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณีทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศัสตรา
ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนูทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอสุภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่าทายลักษณะมฤค.1

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยัง เลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่าพระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายใน จักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชา ภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจัก ปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชา พระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิดทาง ดาวนักษัตร จักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่น ดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร จักขึ้น จักตก จักมัวหมอง จักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้

สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ วงจันทร์ ดวงอาทิตย์โคจร ถูกทาง จักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาต จักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็น อย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจักมีฝนดี จักมีฝนแล้งจักมี อาหารหาได้ง่าย จักมีอาหารหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญ หาโรคมิได้ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตาจับยาม แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์.1

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล2 ให้ฤกษ์วิวาห มงคล3 ดูฤกษ์เรียงหมอน4 ดูฤกษ์หย่าร้างดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็งร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยิน เสียง เป็นหมอ
……………………………………………………………………………….
1. สอนตำราว่าด้วยทางโลก
2. ‘การพาหญิงมาอยู่บ้านของตน’ หมายถึงการแต่งงานแบบหนึ่งที่ฝ่ายชายจะนำหญิง ที่ตนแต่งงาน ด้วยมาอยู่ที่บ้านของตนเรียกว่าอาวาหมงคลเป็นประเพณี แต่งงานที่นิยมปฏิบัติกันในประเทศอินเดีย ฝ่ายเหนือ
3. ‘การพาออกไป’ หมายถึงการแต่งงานแบบหนึ่งที่ฝ่ายชายจะต้องถูกนำไปอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง เรียกว่าวิวาหมงคลเป็นประเพณีแต่งงานที่นิยมปฏิบัติกันในประเทศอินเดียฝ่ายใต้ การ แต่งงาน ตามประเพณีไทย ไม่ว่าฝ่ายหญิงจะไปอยู่ที่บ้านฝ่ายชายหรือฝ่ายชายจะไปอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง หรือจะแยกไปอยู่ตามลำพังก็เรียกว่าวิวาหะหรือวิวาหมงคลทั้งสิ้น
4. พิธีตอนหนึ่งในการแต่งงานผู้ถือฤกษ์ยามมักถือว่า เมื่อหนุ่มสาวเข้าสู่พิธีแต่งงาน จะต้องนอนคู่กันบนเตียงพอเป็นพิธีเรียกว่าเรียงหมอน

……………………………………………………………………………………………..

ทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์บวงสรวงท้าว มหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพ ด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้ลมตีขึ้นเบื้องบน ปรุงยาแก้ลมตีลงเบื้องล่าง
ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทาให้กัด ปรุงยาทา ให้สมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยาชะแผล.


P7
พระพุทธเจ้าเว้นขาดจากการทำเดรัจฉานวิชา 02
-บาลี พรหมชาลสูตร สี. ที. ๙/๑๑-๑๕/๑๙-๒๕.

ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือ พราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย ศรัทธาแล้ว ท่าน เหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือทำนาย อวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธี ซัดรำบูชาไฟ ทำพิธี ซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรม ด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกัน บ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอ ทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชน จะกล่าวสรรเสริญตถาคตพึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศัสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า
ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอสุภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนก กระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชนจะกล่าวสรรเสริญตถาคต พึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่งเมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่าน เหล่านั้น ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพ ว่าพระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายใน จักยกเข้าประชิด พระราชา ภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายใน จักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัยพระราชาพระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชนจะกล่าวสรรเสริญตถาคต พึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิดทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทางจักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้องดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตร จักขึ้น จักตก จักมัวหมองจักกระจ่าง

จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจร ผิดทางจัก มีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรผิดทาง จักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชนจะกล่าวสรรเสริญตถาคต พึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีอาหารหาได้ง่าย จักมีอาหารหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตาจับยาม แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชนจะกล่าวสรรเสริญตถาคต พึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้างดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้ายให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็งร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชนจะกล่าวสรรเสริญตถาคต พึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือนทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลาย เป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้ลมตีขึ้นเบื้องบน ปรุงยาแก้ลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะหุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทาให้กัดปรุงยาทาให้สมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา
ชะแผล.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชนจะกล่าวสรรเสริญตถาคต พึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่ปุถุชนกล่าวสรรเสริญตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนักเป็นเพียงศีลนั้นเท่านี้แล.


P13
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เว้นขาดจากการทำเดรัจฉานวิชา 03
-บาลีสามัญผลสูตรสี. ที. ๙/๘๙-๙๒/๑๑๔-๑๒๑.


มหาราช ! อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝันทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ

ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสกเป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองูเป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุเป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพ ด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศัสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนูทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่าทายลักษณะมฤค.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพ ด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่งเมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่าพระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัยพระราชาพระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิดทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทางจักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้องดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร จักขึ้น จักตก จักมัวหมองจักกระจ่าง

จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์โคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วย เดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีอาหารหาได้ง่าย จักมีอาหารหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตาจับยาม แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้างดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้ายให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็งร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน
ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือนทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์
ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้ลมตีขึ้นเบื้องบน ปรุงยาแก้ลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะหุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทาให้กัดปรุงยาทาให้สมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยาชะแผล.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพ ด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

มหาราช ! ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เลย เพราะสีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก1 กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น.

มหาราช ! ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะสีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยสีลขันธ์นี้ย่อมได้เสวยสขุ อันปราศจากโทษในภายใน.

มหาราช ! ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่า
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
………………………………………………………………………………………….

1. นํ้ารดพระเศียรในงานราชาภิเษกหรือพระราชพิธีอื่นๆ
นอกจากพรหมชาลสูตรและสามัญญผลสูตรที่มีการกล่าวถึง การห้ามทำเดรัจฉานวิชาแล้วยังมีปรากฏ อยู่ในสูตรอื่นอีกคือ
อัมพัฏฐสูตรตรัสกับอัมพัฏฐมาณพ (-บาลีสี. ที. ๙/๑๒๙/๑๖๓.),
โสณทัณฑสูตรตรัสกับโสณทัณฑพราหมณ์ (-บาลีสี. ที. ๙/๑๕๙/๑๙๕.),
กูฏทันตสูตรตรัสกับกูฏทันตพราหมณ์ (-บาลีสี. ที. ๙/๑๘๘/๒๓๕.),
มหาลิสูตรตรัสกับเจ้าโอฏฐัทธลิจฉวี (-บาลีสี. ที. ๙/๒๐๑/๒๕๕.),
ชาลิยสูตรตรัสกับมัณฑิยปริพาชกและชาลิยปริพาชก (-บาลีสี. ที. ๙/๒๐๓/๒๕๖.),
มหาสีหนาทสูตรตรัสกับอเจลกัสสปะ (-บาลีสี. ที. ๙/๒๑๘/๒๗๐.),
โปฏฐปาทสูตรตรัสกับโปฏฐปาทปริพาชก (-บาลีสี. ที. ๙/๒๒๖/๒๗๙.),
สุภสูตรพระอานนท์กล่าวกับสุภมาณพโตเทยบุตร (-บาลีสี. ที. ๙/๒๕๔ /๓๑๙.),
เกวัฏฏสูตรตรัสกับเกวัฏฏะ (ชาวประมง) (-บาลีสี. ที. ๙/๒๗๖/๓๔๒.),
โลหิจจสูตรตรัสกับโลหิจจพราหมณ์ (-บาลีสี. ที. ๙/๒๙๓/๓๖๓.),
เตวิชชสูตรตรัสกับวาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ (-บาลีสี. ที. ๙/๓๑๐/๓๘๓.).

………………………………………………………………………………………….


P20
อะไรคือเดรัจฉานกถา
04
-บาลีมหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๖/๑๖๖๓.


ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงอย่ากล่าวเดรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยานพาหนะ เรื่องหมู่บ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการนั้นๆข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะถ้อยคำนี้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่งความรู้พร้อม และนิพพานเลย.


P21
พระพุทธเจ้า เว้นขาดจากเดรัจฉานกถา 05
-บาลีสี. ที. /๑๐/๑๕.

ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วท่านเหล่านั้นยังกล่าวเดรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพเรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอนเรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยานพาหนะเรื่องหมู่บ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรีเรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเลเรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการนั้นๆ.

ส่วนสมณโคดม เว้นขาดจากเดรัจฉานกถาเห็นปานนี้เสียแล้ว เมื่อปุถุชนจะกล่าวสรรเสริญ ตถาคต พึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้.


p22
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เว้นขาดจากเดรัจฉานกถา 06

-บาลีสี. ที. /๘๗/๑๑๐.
-
บาลีมหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๖/๑๖๖๓.

...
เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังกล่าวเดรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย ์เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยานพาหนะ เรื่องหมู่บ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบทเรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำเรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเลเรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการนั้นๆ.

ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากเดรัจฉานกถาเห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงอย่ากล่าวเดรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจรเรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอมเรื่องญาติ เรื่องยานพาหนะ เรื่องหมู่บ้าน เรื่องนิคม เรื่องนครเรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอกเรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลกเรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการ นั้นๆเพราะเหตุไรจึงไม่ควรกล่าว เพราะการกล่าวนั้นๆ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพานเลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพวกเธอจะกล่าว จงกล่าวว่า“เช่นนี้ๆ เป็นทุกข์ เช่นนี้ๆ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เช่นนี้ๆ เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์ และเช่นนี้ๆ เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือของ ทุกข์” ดังนี้ เพราะเหตุไรจึงควรกล่าวเพราะการกล่าวนั้นๆ ย่อมประกอบด้วยประโยชน์ เป็น เบื่องต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อมและนิพพาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริง ว่า “นี้เป็นทุกข์ นี้เป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้เป็นทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” ดังนี้เถิด.

P25
เดรัจฉานวิชา
ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์


P26
ปาฏิหาริย์
อย่าง
07
-บาลีติก. อํ. ๒๐/๒๑๗/๕๐๐.


พราหมณ์ ! ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างมีอยู่ ๓ อย่าง คืออิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์.

(1) พราหมณ์ ! อิทธิปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร. คือ คนบางคนในโลกนี้กระทำอิทธิวิธีมีอย่างต่างๆผู้เดียวแปลงเป็นหลายคน หลายคนแปลงเป็น คนเดียว ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง ไปได้ไม่ขัดข้องผ่านทะลุฝา ทะลุ กำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่างๆ ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ เดินไปได้ เหนือน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่ง สมาธิคู้บัลลังก์ลูบ คลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพมากได้ด้วยฝ่ามือ และแสดงอำนาจ ทางกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้. พราหมณ์ ! นี้แล อิทธิปาฏิหาริย์.

(2) พราหมณ์ ! อาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร.
คือ คนบางคนในโลกนี้โดยอาศัยนิมิต ย่อมทายใจคนว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่าน เป็นไปโดยอาการอย่างนี้ ความคิดของท่านเป็นดังนี้”1 แม้เขาทายมากเท่าไรก็ถูกหมด ไม่มี ผิดเลย

บางคนฟังเสียงของมนุษย์หรือของอมนุษย์หรือของเทวดา แล้วทายใจคนว่า “ใจของ ท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการอย่างนี้ ความคิดของท่านเป็นดังนี้” แม้เขาทาย มากเท่าไร ก็ถูกหมดไม่มีผิดเลย

บางคนฟังเสียงแห่งวิตกวิจาร ของบุคคลที่กำลังวิตกวิจาร อยู่แล้วทายใจคนว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการอย่างนี้ ความคิด ของท่านเป็นดังนี้”
แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถูกหมดไม่มีผิดเลย

บางคนกำหนดใจ ของผู้เข้า สมาธิอันไม่มีวิตกวิจาร ด้วยใจของตนแล้วรู้ว่า “มโนสังขาร อันท่านผู้นี้ตั้งไว้เช่นใด ในลำดับ แห่งจิตนี้ จักเกิดวิตกชื่อโน้น”ดังนี้ แม้เขาทายมากเท่าไรก็ถูกหมด ไม่มีผิดเลย. พราหมณ์ ! นี้แล อาเทสนาปาฏิหาริย์.

(3) พราหมณ์ ! อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร.
คือ คนบางคนในโลกนี้ ย่อมพร่ำสอนว่า “ท่านทั้งหลายจงตรึกอย่างนี้ๆ อย่าตรึกอย่างนั้นๆ จงทำในใจอย่างนี้ๆอย่าทำในใจอย่างนั้นๆ จงละสิ่งนี้ๆ เสีย จงเข้าถึงสิ่งนี้ๆแล้วแลอยู่” ดังนี้.พราหมณ์ ! นี้แล อนุสาสนีปาฏิหาริย์.


P28
พระสัมมาสัมพุทธะ อึดอัด ขยะแขยง
เกลียดชัง อิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์
08
-บาลีสี. ที. ๙/๒๗๓/๓๓๙.


เกวัฏฏะ ! นี่ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง ที่เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ได้ ๓ อย่าง คืออิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์.

(1) เกวัฎฎะ ! อิทธิปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไร.
เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ กระทำอิทธิวิธีมีอย่าง ต่างๆคือ ผู้เดียวแปลงเป็นหลายคน หลายคนแปลงเป็นคนเดียวทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่ แจ้งให้เป็นที่กำบัง ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่างๆ ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ เดินไปได้เหนือน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน ไปได้ใน อากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์ ลูบคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมี ฤทธิ์อานุภาพมากได้ด้วยฝ่ามือ และแสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้.

เกวัฏฏะ ! กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นการแสดงนั้นแล้ว เขาบอกเล่าแก่กุลบุตรอื่นบางคน ที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใสว่ น่า อัศจรรย์นัก กุลบุตรผู้ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสนั้นก็จะพึงตอบว่า วิชาชื่อคันธารี1 มีอยู่ ภิกษุนั้นแสดงอิทธิวิธีด้วยวิชานั่นเท่านั้น (หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่).

เกวัฏฏะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใส ได้อย่างนั้น มิใช่หรือ.พึงตอบได้พระองค์.

เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออิทธิปาฏิหาริย์.

(2) เกวัฏฏะ ! อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไร.

เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมทายจิต ทายความรู้สึกของจิต ทายความตรึก ทายความตรอง ของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคล เหล่าอื่นได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดย อาการอย่างนี้ ความคิดของท่านเป็นดังนี้.

เกวัฏฏะ ! กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นภิกษุนั้นทายจิต ทายความรู้สึกของจิต ทายความตรึก ทายความตรอง
…………………………………………………………………………………………………….
1. คันธารี ชื่อมนต์ แต่งโดยฤษีมีนามคันธาระ, อีกอย่างหนึ่งว่าในแคว้นคันธาระ
…………………………………………………………………………………………………….
ของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยประการนั้นๆ แล้ว เขาบอกเล่าแก่กุลบุตรอื่นบางคน ที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใส ว่าน่าอัศจรรย์นักกุลบุตรผู้ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมค้านกุลบุตรผู้เชื่อผู้เลื่อมใสว่า วิชาชื่อ มณิกา มีอยู่ ภิกษุนั้น กล่าวทายใจได้เช่นนั้นๆก็ด้วยวิชานั้น (หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่).

เกวัฏฏะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใสได้ อย่างนั้น มิใช่หรือ.พึงตอบได้พระองค์.

เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอาเทสนา-ปาฏิหาริย์ ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออาเทสนาปาฏิหาริย์.

(3) เกวัฏฏะ ! อนุสาสนีปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไร.เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมพร่ำสอนว่า ท่านจงตรึกอย่างนี้ๆ อย่าตรึกอย่างนั้นๆ จงทำไว้ในใจอย่างนี้ๆ อย่าทำไว้ในใจอย่างนั้นๆ จงละสิ่งนี้ๆ เสีย จงเข้าถึงสิ่งนี้ๆแล้วแลอยู่ดังนี้.

เกวัฏฏะ ! นี้เราเรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์.เกวัฏฏะ ! ข้ออื่นยังมีอีก ตถาคตเกิดขึ้นในโลก นี้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถี ฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่าเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนกธรรม ออกสอนสัตว์ ตถาคตนั้น ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดามาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามตถาคต นั้นแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น–ท่ามกลาง –ที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ และ พยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง.

คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งในภายหลังก็ดี ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธาในตถาคต เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นว่า“ฆราวาสคับแคบ เป็นทาง มาแห่งธุลี บรรพชาเป็นโอกาสว่างการที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ทำได้โดยง่าย ถ้ากระไร เราจะปลงผม และหนวด ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด” ดังนี้โดยสมัย อื่นต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ และวงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว.

ภิกษุนั้น ผู้บวชแล้วอย่างนี้ สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาท และโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ว่าเป็นโทษเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย ประกอบแล้วด้วยกายกรรม

วจีกรรมอันเป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีลมีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ มีความสันโดษ.

เกวัฏฏะ ! ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล เป็นอย่างไรเล่า.

เกวัฏฏะ ! ภิกษุในธรรมวินัย นี้ ละการทำ สัตว์มีชีวีติให้ตกล่วงไป เป็นผู้เว้นขาดจากปาณา ติบาต วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์ เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่.

เกวัฏฏะ ! นี้เราเรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์.

(ต่อไปนี้ ทรงแสดงด้วยจุลศีล – มัชฌิมศีล – มหาศีล –อินทรียสังวร – สติสัมปชัญญะ - การสันโดษด้วยปัจจัยสี่ – การชำระจิตจากนิวรณ์ในที่สงัดแล้วได้ปฐมฌาน – ทุติยฌาน – ตติยฌาน - จตุตถฌาน– ญาณทัสสนะ – มโนมยิทธิ – อิทธิวิธี – ทิพพโสต – เจโตปริยญาณ– ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ – จุตูปปาตญาณ และตรัสเรียกความสำเร็จ ในการสอนแต่ละขั้นว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ อย่างหนึ่งๆ จนกระทั่งถึงอาสวักขยญาณ ซึ่งมีข้อความว่า)


เกวัฏฏะ ! ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส1 เป็นธรรมชาติ อ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้อย่างไม่หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ2 เธอย่อมรู้ชัด ตามที่เป็นจริงว่า“นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ นี้ความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” และรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า “เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุเกิดขึ้นแห่งอาสวะนี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ นี้ทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ” เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ3 ครั้นจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า “จิตพ้นแล้ว” เธอรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.

เกวัฏฏะ ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสที่ไหล่เขาไม่ขุ่นมัวคนมีจักษุดียืนอยู่บนฝั่งในที่นั้น เขาเห็นหอยต่างๆ บ้าง กรวด
1. เครื่องเศร้าหมองแห่งจิต
2. ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ
3. กามาสวะ = อาสวะคือกาม (กิเลสที่เป็นเหตุให้ติดในกาม)
ภาวสวะ = อาสวะคือภพ (กิเลสที่เป็นเหตุให้ติดในภพ)
อวิชชาสวะ = อาสวะคืออวิชชา (กิเลสที่เป็นเหตุให้ติดในไม่รู้ตามความเป็นจริง)
และหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง อันหยุดอยู่และว่ายไปในห้วงน้ำนั้นเขาจะสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า “ห้วงน้ำนี้ใส ไม่ขุ่นเลย หอยก้อนกรวด ปลาทั้งหลายเหล่านี้หยุดอยู่บ้าง ว่ายไปบ้าง ในห้วงน้ำนั้น” ดังนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น.

เกวัฏฏะ ! นี้เราเรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์.
เกวัฏฏะ ! เหล่านี้แล ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง ที่เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศ ให้ผู้อื่นรู้ตามด้วย.

P35
หลักปฏิบัติของภิกษุต่ออิทธิปาฏิหาริย์
และคุณวิเศษอื่นๆ


P36
พระสัมมาสัมพุทธะ
ห้ามภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ 09
-บาลีจุลฺล. วิ. ๗/๑๕/๓๓.

พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ โดยการเหาะขึ้นไปปลดบาตร ของราชคหเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์จากนั้นก็ได้ถือบาตร และเหาะเวียนไปรอบเมืองราชคฤห์๓รอบเรื่องทราบไปถึง พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจึงสั่งประชุมสงฆ์เพื่อสอบถามภารทวาชะ !
ข่าวว่าเธอปลด บาตรของราชคหเศรษฐีลงจริงหรือ.

จริงพระพุทธเจ้าข้า.


ภารทวาชะ ! การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สมไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ไม่ควร ทำไฉนเธอจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์แก่พวกคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งบาตรไม้ ซึ่งเป็นดุจซากศพเล่า มาตุคามแสดงของลับ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ซึ่งเป็นดุจซากศพแม้ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอันยวด ยิ่งของมนุษย์แก่พวกคฤหัสถ์

เพราะเหตุแห่งบาตรไม้ซึ่งเป็นดุจซากศพ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือ ไม่ทำผู้ที่เคยเลื่อมใสแล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นไป โดยที่แท้ย่อม เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส ของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และทำผู้ ที่เคยเลื่อมใสแล้วให้เปลี่ยน ไปเป็นอย่างอื่น เท่านั้น .

ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่าภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุไม่พึงแสดงอิทธิ ปาฎิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอัน ยวดยิ่ง ของมนุษย์ แก่พวกคฤหัสถ์ รูปใดแสดงต้องอาบัติ ทุกกฏ.

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจงทำลายบาตรไม้นั่นบดให้ละเอียด ใช้เป็นยาหยอดตาของภิกษุ ทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุไม่พึงใช้ บาตรไม้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.


P38
พระสัมมาสัมพุทธะ
ห้ามภิกษุแกล้งบอกคุณวิเศษที่ตนเองไม่มี 10
-บาลีมหา. วิ. /๑๗๒/๒๓๒

อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม1 อันเป็นความรู้ ความเห็นอย่าง ประเสริฐ อย่างสามารถน้อมเข้ามา ในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ครั้น สมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่ง ถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม เป็นอัน ต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้นได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็น อย่างนั้นได้กล่าวว่า เห็น ได้พูดพล่อยๆเป็นเท็จเปล่าๆ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก2 หาสังวาส3มิได้.
………………………………………………………………………………………………….
1. อุตตริมนุสสธรรม = ธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์
2. ปาราชิก = อาบัติหนักที่แก้ไขไม่ได้ เมื่อภิกษุกระทำ แล้ว ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ
3. สังวาส = การอยู่ร่วมกัน, ธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันของสงฆ์ เช่น การทำสังฆกรรมร่วมกัน, การกินร่วมกัน, การนอนร่วมกัน

………………………………………………………………………………………………….


P39
พระสัมมาสัมพุทธะ
ห้ามภิกษุบอกคุณวิเศษให้กับผู้ที่ไม่ใช่นักบวช 11
-บาลีมหา. วิ. ๒/๒๑๑/๓๐๕.


อนึ่ง ภิกษุใดบอกอุตตริมนุสสธรรมแก่อนุปสัมบัน1เป็นปาจิตตีย์ 2 เพราะมีจริง.
……………………………………………………………..……………………………………………………………..
1. อนุปสัมบัน = ผู้ที่ไม่ใช่นักบวช
2. ปาจิตตีย์ = อาบัติที่แก้ไขได้ ปลงด้วยวาจา หากภิกษุกระทำ แล้วต้องพูดเปิดเผย ความผิดนั้นแก่ภิกษุด้วยกันอย่างน้อยรูปใดรูปหนึ่งก็ได้

……………………………………………………………..……………………………………………………………..


P40
พระสัมมาสัมพุทธะ ห้ามพยากรณ์ (ทำนายทายทัก) บุคคลอื่น 12
-บาลีทสก. อํ. ๒๔/๑๕๐/๗๕.

ตรัสกับพระอานนท์ปรารภเหตุนางมิคสาลากล่าวแย้งพระพุทธเจ้า เรื่องการพยากรณ์ ความเป็น อริยบุคคล ระหว่างบิดา ของตนเอง ผู้ประพฤติพรหมจรรย์และเพื่อนของบิดา ผู้ไม่ได้ประพฤติ พรหมจรรย์ แต่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ ทั้งบุคคลว่า เป็นสกทาคามีได้กายดุสิตเหมือนกัน.

อานนท์ ! … เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต.

อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าเป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล และอย่าได้ ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถือประมาณในบุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้.


P41
มหาโจร จำพวก (13)
-บาลีมหา. วิ. /๑๖๙/๒๓๐.

ภิกษุทั้งหลาย ! มหาโจร ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๕ จำพวกเป็นอย่างไร คือ

(1) ภิกษุทั้งหลาย ! มหาโจรบางคนในโลกนี้ ย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอเราจักเป็น ผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่ง แวดล้อมแล้ว ท่องเที่ยวไปในหมู่บ้าน นิคมและราชธานี เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่นเผาผลาญ สมัยต่อมา เขาเป็นผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่ง แวดล้อมแล้วเที่ยวไปในหมู่บ้าน นิคม และราชธานี เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียนตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่น เผาผลาญฉันใด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมปรารถนา อย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอเราจึงจักเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้วเที่ยวจาริก ไปในหมู่บ้าน นิคมและราชธานี อันคฤหัสถ์และบรรพชิต สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำ เกรง ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร* สมัยต่อมา
* (คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร = ยากับเครื่องใช้ในการรักษาโรค)
เธอเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้วเที่ยวจาริกไปในหมู่บ้าน นิคมและราชธานี อันคฤหัสถ์และบรรพชิต สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงแล้ว ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก.

(2) ภิกษุทั้งหลาย ! อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียนธรรมวินัยอัน ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมอวดอ้าง ว่าเป็นของตน. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก.

(3) ภิกษุทั้งหลาย ! อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมตามกำ จัดเพื่อนพรหมจารี ผู้หมดจด ผู้ประพฤติ พรหมจรรย์อันบริสุทธิ์อยู่ด้วยธรรม อันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์อันหามูลมิได้. ภิกษุทั้งหลาย !นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก.

(4) ภิกษุทั้งหลาย ! อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมสงเคราะห์ เกลี้ย กล่อมคฤหัสถ์ทั้งหลาย ด้วย ครุภัณฑ์ ครุบริขารของสงฆ์ คือ อาราม พื้นที่อารามวิหาร พื้นที่ วิหาร เตียง ตั่ง ฟูก หมอน หม้อโลหะ อ่างโลหะ กะถางโลหะ กะทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่านเถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้ามุงกะต่าย หญ้าปล้อง หญ้าสามัญดินเหนียว เครื่องไม้ เครื่องดิน. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก.

(5) ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่ อันไม่เป็นจริง นี้จัด เป็นยอดมหาโจรในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นฉันก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ด้วยอาการแห่งคนขโมย.


P45
อริยบุคคลไม่ทำเดรัจฉานวิชา



P46
อริยบุคคลจะเจตนางดเว้นจากมิจฉาอาชีวะ
(14)
-บาลีอุปริ. ม. ๑๔/๑๘๑-๑๘๘/๒๗๔–๒๘๑.


ภิกษุทั้งหลาย ! บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นธรรมนำหน้า1 ก็สัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็น ธรรมนำหน้าเป็นอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่ามิจฉาอาชีวะ รู้จักสัมมาอาชีวะว่าสัมมา อาชีวะ ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็มิจฉาอาชีวะเป็นอย่างไร คือการโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การยอม มอบตนในทางผิดการเอาลาภต่อลาภ นี้มิจฉาอาชีวะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัมมาอาชีวะเป็นอย่างไร.

ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่างคือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ2 เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ย่างหนึ่ง สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่างหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นอย่างไร คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ.
…………………………………………………………………………………
1. ธรรมนำ หน้า = ธรรมที่เริ่มมีมาก่อน (ปุทงฺคม)
2. สาสวะ = ประกอบด้วยอาสวะ, ยังมีอาสวะ

…………………………………………………………………………………

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ1 เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นอย่างไร.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความงด ความเว้น เจตนางดเว้นจากมิจฉาอาชีวะของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้พรั่ง พร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค.

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ.

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ.

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฏฐิสัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไป ตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นธรรมนำหน้า ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็น ธรรมนำหน้าอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะ
…………………………………………………………………………………
1. อนาสวะ = ไม่มีอาสวะ
…………………………………………………………………………………
ได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอ เหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จึงพอเหมาะได้เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ จึงพอเหมาะได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐.

ภิกษุทั้งหลาย ! บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นธรรมนำหน้า ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็น ธรรมนำหน้าอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฏฐิได้ทั้งอกุศลธรรม อันเป็น บาป เป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฏฐิสลัดได้แล้ว และ กุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะ สัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้...
ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้...
ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้...
ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้...
ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้...
ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้...
ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้...
ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้...
ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมเป็นบาปเป็นอเนกบรรดามีเพราะ มิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึง ความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่ายอกุศล ๒๐ ชื่อ ธรรมบรรยาย มหาจัตตารีสกะ1 อันเราให้ เป็นไปแล้ว สมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดาหรือมาร หรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียนคัดค้านธรรมบรรยาย มหาจัตตารีสกะนี้การกล่าวก่อน และการกล่าวตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะ หรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว.
…………………………………………………………………………………
1. มหาจัตตารีสกะ ธัมมะปริยายะ (มหาจตฺตารีสก ธมฺมปริยาย)
…………………………………………………………………………………
ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฏฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ
ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาสังกัปปะ
ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาวาจา
ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีิมิจฉากัมมันตะ
ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาอาชีวะ
ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีิมิจฉาวายามะ
ถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาสติ
ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาสมาธิ
ถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาญาณะ
ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ
ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาวิมุตติ.

ภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าว ก่อนและการกล่าวตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบัน เทียว.

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้พวกอัสสะและพวกภัญญะชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ1ก็ยังสำคัญ ที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนั่นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ.
…………………………………………………………………………………

1. อเหตุกวาทะ = ผู้มีวาทะว่า เหตุไม่มี, อกิริยวาทะ = ผู้มีวาทะว่า การกระทำ ไม่มี,นัตถิกวาทะ = ผู้มีวาทะว่า ขาดสูญ
…………………………………………………………………………………

ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ ของโสดาบัน


P54
ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน (15)

นัยที่ -บาลีฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๘/๓๖๔.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ ๖ ประการ
เหล่านี้มีอยู่ ๖ ประการเป็นอย่างไร คือ
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจเข้าถึงสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจเข้าถึงสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจเข้าถึงธรรมะไรๆ โดยความเป็นตัวตน
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจกระทำอนันตริยกรรม
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจหวังการถึงความบริสุทธิ์โดยโกตุหลมงคล
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจแสวงหาทักขิเณยยบุคคลภายนอกจากศาสนานี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ ๖ ประการ.


P55
ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน (16) นัยที่

-บาลีฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๘/๓๖๓.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ ๖ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๖ ประการเป็นอย่างไร คือ
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพยำเกรง ในพระศาสดา
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพยำเกรง ในพระธรรม
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพยำเกรง ในพระสงฆ์
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพยำเกรง ในสิกขา
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่อนาคมนียวัตถุ1
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจยังภพที่แปดให้เกิดขึ้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้๖ ประการ.
………………………………………………………………………….
1. วัตถุที่ไม่ควรเข้าหา
………………………………………………………………………….


P56
ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน (17)
นัยที่
-บาลีฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๘/๓๖๕.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ ๖ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๖ ประการเป็นอย่างไร คือ
เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตมารดา
เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิตบิดา
เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงปลงชีวิต
พระอรหันต์เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงคิดประทุษร้ายตถาคต แม้เพียงทำโลหิต ให้ห้อเป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงทำสงฆ์ให้แตกกันเป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ถึงพร้อมด้วย ทิฏฐิ จะพึงถือศาสดาอื่น.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้๖ ประการ.


P57
ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน (18)
นัยที่ ๔
-บาลีฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๙ /๓๖๖.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ ๖ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๖ ประการเป็นอย่างไร คือ
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ตนทำเอง”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ผู้อื่นทำให้”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ตนทำเองก็มีผู้อื่นทำให้ก็มี”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ไม่ต้องทำเองเกิดขึ้นได้ตามลำพัง”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ไม่ต้องใครอื่นทำให้ เกิดขึ้นได้ตามลำพัง”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ไม่ต้องทำเองและไม่ต้องใครอื่นทำให้ เกิดขึ้นได้ตามลำพัง”.
ข้อนั้น เพราะเหตุไร.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เหตุ (แห่งสุขและทุกข์) อันผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเห็นแล้ว โดยแท้จริง และธรรมทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุด้วย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้๖ ประการ.


P59
อานิสงส์แห่งการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล (19)

-บาลีฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๙๐/๓๖๘.

ภิกษุทั้งหลาย ! อานิสงส์แห่งการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๖ อย่างเหล่านี้มีอยู่ ๖ อย่างเป็น อย่างไร คือเป็นบุคคลผู้เที่ยงแท้ต่อสัทธรรม เป็นบุคคลผู้มีธรรม อันไม่รู้ เสื่อมทุกข์ดับไป ทุกขั้นตอน แห่งการกระทำที่กระทำแล้ว เป็นบุคคลผู้ ประกอบด้วย อสาธารณญาณเป็น บุคคลผู้เห็นธรรม ที่เป็นเหตุเป็นบุคคลผู้เห็นธรรมทั้งหลาย ที่เกิดมาแต่เหตุ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล อานิสงส์ ๖ ประการแห่งการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.


P60
ความเข้าใจผิดเรื่องกรรม 3 แบบ
ที่อริยบุคคลจะต้องละได้ (20)
-บาลีติก. อํ. ๒๐/๒๒๒/๕๐๑.

ภิกษุทั้งหลาย ! ลัทธิ ๓ ลัทธิเหล่านี้มีอยู่ เป็นลัทธิซึ่งแม้บัณฑิตจะพากันไตร่ตรอง จะหยิบขึ้น ตรวจสอบ จะหยิบขึ้นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร แม้จะบิดผันกันมาอย่างไรก็ชวนให้น้อมไป เพื่อการไม่ ประกอบกรรมที่ดีงามอยู่นั่นเอง.

ภิกษุทั้งหลาย ! ลัทธิ ๓ ลัทธินั้นเป็นอย่างไร คือ

(1) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน”

(2) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะอิศวรเนรมิตให้”

(3) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใดๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย”.


P61
เชื่อว่าสุขและทุกข์
เกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว

ภิกษุทั้งหลาย ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ นั้น สมณพราหมณ์พวกใด มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุขหรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ ทุกข์ เพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนอย่างเดียว” มีอยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น แล้วสอบถามความที่เขายังยืนยัน อยู่ดังนั้น แล้วเรากล่าว กะเขาว่า “ถ้ากระนั้น คนที่ฆ่าสัตว์ ... ลักทรัพย์ ...ประพฤติผิด พรหมจรรย์ ... พูด เท็จ ... พูดคำหยาบ ... พูด ยุให้แตกกัน ... พูดเพ้อเจ้อ ... มีใจละโมบเพ่งเล็ง ... มีใจพยาบาท ... มีความเห็นวิปริตเหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นก็ต้องเป็นเพราะกรรม ที่ทำไว้แต่ปางก่อน.

เมื่อมัวแต่ถือเอากรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนมาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความ อยากทำหรือความพยายามทำในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ (กรณีย) สิ่งนี้ไม่ควรทำ(อกรณีย) อีกต่อไป.

เมื่อกรณียกิจ และอกรณยีกิจไม่ถูกทำ หรือถูกละเว้นให้จริงๆ จังๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครอง ตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไร ที่จะมาเรียก ตนว่า เป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้”ดังนี้.


P62
เชื่อว่าสุขและทุกข์เกิดจากเทพเจ้าบันดาลให้

ภิกษุทั้งหลาย ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ นั้น สมณพราหมณ์พวกใด มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุขหรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะอิศวรเนรมิตให้ (อิสฺสรนิมฺมานเหตุ)” ดังนี้ มีอยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น แล้วสอบถามความที่เขา ยังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น คนที่ฆ่าสัตว์... ลักทรัพย์ ... ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ... พูดเท็จ ... พูดคำหยาบ ... พูดยุให้แตกกัน ... พูดเพ้อเจ้อ ... มีใจละโมบเพ่งเล็ง ... มีใจพยาบาท มีความเห็นวิปริตเหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ นั่นก็ต้องเป็น เพราะการเนรมิตของอิศวรด้วย.

เมื่อมัวแต่ถือเอาการเนรมิตของอิศวร มาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ อีกต่อไป.

เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจ ไม่ถูกทำหรือถูกละเว้นให้จริงๆ จังๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตน เหล่านั้นก็ไม่มีอะไร ที่จะมาเรียก ตนว่า เป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้”ดังนี้.


P63
เชื่อว่าสุขและทุกข์เกิดขึ้นเองลอยๆ
ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย


ภิกษุทั้งหลาย ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ นั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุขหรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเลย” ดังนี้ มีอยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น แล้วสอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ ดังนั้นแล้วเรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น คนที่ฆ่าสัตว์ … ลักทรัพย์ …ประพฤติผิดพรหมจรรย์ … พูดเท็จ … พูดคำหยาบ … พูดยุให้แตกกัน … พูดเพ้อเจ้อ … มีใจละโมบเพ่งเล็ง … มีใจพยาบาท … มีความเห็นวิปริตเหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั่น ก็ต้องไม่ม ีอะไร เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเลยด้วย.

เมื่อมัวแต่ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเลย มาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายาม ทำในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ อีกต่อไป.

เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจ ไม่ถูกทำหรือถูกละเว้นให้จริงๆ จังๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้นก็ไม่มีอะไร ที่จะมาเรียก ตนว่า เป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้”ดังนี้.


P64
อนุตตริยะ๖ (สิ่งที่ประเสรฐิ ๖ ประการ) (21)

-บาลีฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๖๓/๓๐๑.
ภิกษุทั้งหลาย ! อนุตตริยะ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ทัสสนานุตตริยะ
(๒) สวนานุตตริยะ
(๓) ลาภานุตตริยะ
(๔) สิกขานุตตริยะ
(๕) ปาริจริยานุตตริยะ
(๖) อนุสสตานุตตริยะ

(1) ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทัสสนานุตตริยะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อดูช้างแก้วบ้าง ม้าแก้วบ้าง แก้วมณีบ้าง ของใหญ่ของเล็กหรือสมณะ หรือพราหมณ์ ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ทัสสนะนั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าทัสสนะนี้ นั้นแลเป็นกิจเลว เป็น ของชาวบ้าน เป็นของปุถุชนไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับเพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหวมีความเลื่อมใส ยิ่ง ย่อมไปเห็นตถาคต หรือสาวกตถาคต การเห็นนี้ยอดเยี่ยมกว่าการเห็นทั้งหลาย ย่อมเป็นไป เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความ ดับสูญ แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.

ภิกษุทั้งหลาย !ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความ เลื่อมใสยิ่ง ไปเห็นตถาคต หรือสาวกของ ตถาคตนี้ เราเรียกว่า ทัสสนานุตตริยะ ก็ทัสสนานุตตริยะเป็นอย่างนี้.

(2) ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สวนานุตตริยะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงขับบ้างหรือเสียงสูงๆ ต่ำๆย่อมไปเพื่อ ฟังธรรม ของสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด. ภิกษุทั้งหลาย ! การฟังนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าการฟังนี้นั้นเป็นกิจเลว ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่นมีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของตถาคตหรือสาวก ของตถาคต การฟังนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหวมีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเพื่อฟังธรรมของตถาคต หรือ สาวกของตถาคตนี้ เราเรียกว่า สวนานุตตริยะ ก็ทัสสนานุตตริยะสวนานุตตริยะ เป็นดังนี้.

(3) ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ลาภานุตตริยะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมได้ลาภคือบุตรบ้าง ภรรยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้างหรือได้ศรัทธาในสมณะ หรือพราหมณ์ ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ลาภนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าลาภนี้นั้นเป็นของเลว ... .

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่นมีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่งย่อมได้ศรัทธาในตถาคต หรือสาวกของ ตถาคต การได้นี้ยอดเยี่ยมกว่าการได้ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่นมีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในตถาคตหรือสาวก ของตถาคตนี้ เราเรียกว่า ลาภานุตตริยะก็ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตตริยะ เป็นดังนี้.

(4) ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สิกขานุตตริยะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมศึกษา ศิลปะเกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง ดาบบ้าง หรือ ศึกษาศิลปะชั้นสูงชั้นต่ำ ย่อมศึกษาต่อสมณะหรือพราหมณ์
ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! การศึกษานี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าการศึกษานั้นเป็นการศึกษาที่เลว ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ แล้ว การศึกษานี้ยอดเยี่ยมกว่าการศึกษาทั้งหลาย ย่อมเป็นไป
พร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งนิพพาน. ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง
ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้วนี้ เราเรียกว่า สิกขานุตตริยะ ก็ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริยะ
เป็นดังนี้.

(5) ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปาริจริยานุตตริยะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมบำรุงกษัตริย์บ้าง พราหมณ์บ้าง คฤหบดีบ้าง บำรุงคนชั้นสูงชั้นต่ำบำรุงสมณะหรือพราหมณ์ ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! การบำรุงนี้นั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าการบำรุงนี้นั้นเป็นการบำรุงที่เลว ... .

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหวมีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงตถาคตหรือสาวกของตถาคต การบำรุงนี้ ยอดเยี่ยมกว่าการบำรุงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงตถาคตหรือสาวกของ ตถาคตนี้ เราเรียกว่า ปาริจริยานุตตริยะก็ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริยะปาริจริยานุตตริยะ เป็นดังนี้.

(6) ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อนุสสตานุตตริยะเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อยระลึกถึงสมณะ หรือ พราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.
ภิกษุทั้งหลาย ! การระลึกนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกนี้นั้นเป็นกิจเลว ... .

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงตถาคตหรือสาวก ของตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วง ความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่นมีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงตถาคตหรือสาวก ของตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แลอนุตตริยะ ๖ ประการ.

ภิกษุเหล่าใดได้ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุงเจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึงอมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษาตนสำรวมในศีล ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็นที่ดับทุกข์ โดยกาลอันควร.


P70
ลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา (22)
-บาลีเอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๖๖/๒๒๑.

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ! บัดนี้เป็นกาลสมควร ทรงแสดงลักษณะของผู้มีศรัทธานั้น. ข้าแต่พระสุคต ! บัดนี้เป็นกาลสมควรทรงแสดง ลักษณะของผู้มีศรัทธานั้น ขอพระผู้มีพระภาค พึงตรัสลักษณะแห่งศรัทธา ของผู้มีศรัทธาเถิด ข้าพระองค์จักทราบบัดนี้ว่า ภิกษุนี้จะเห็นพร้อม ในลักษณะ ของผู้มีศรัทธาทั้งหลายหรือไม่.

สุภูติ ! ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.

(1) สุภูติ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษ ทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย. สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล ...

สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(2) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสุตตะมาก ทรงสุตตะสั่งสมสุตตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจแทงตลอดอย่างดีด้วย ทิฏฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง.
สุภูติ !ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสุตตะมาก ... แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิแม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(3) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดีมีเพื่อนดี. สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดีมีเพื่อนดี แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่ง ศรัทธา ของผู้มีศรัทธา.

(4) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน ยอมรับฟังคำสั่งสอนโดยเคารพ. สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทนยอมรับฟังคำสั่งสอนโดยเคารพ แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(5) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในกรณียกิจทั้งสูงและต่ำ ของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายประกอบ ด้วยปัญญาเป็น เครื่องพิจารณา อันเป็นอุบายในกรณียกิจนั้น อาจทำ อาจจัดได้. สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ... อาจทำ อาจจัดได้ แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(6) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม กล่าวคำเป็นที่รัก เป็นผู้มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่งในวินัยอันยิ่ง. สุภูติ ! ข้อที่ภิกษ ุเป็นผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้กล่าวคำอันเป็นที่รักมีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(7) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลังมีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม. สุภูตู ! ข้อ ที่ภิกษุปรารภความเพียร ... แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(8) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง ๔ อันมีในจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน. สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง ๔ อันมีในจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุข ในปัจจุบันแม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

อีกประการหนึ่ง ภิกษุระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้างแสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็น อันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆมีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น

ครั้น จุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้นมีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียง เท่านั้น ครั้น จุติจากภพนั้น แล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทส ด้วยอาการ อย่างนี้.

สุภูติ !ข้อที่ภิกษุระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ... เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทส ด้วยอาการอย่างนี้แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(9) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติกำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปจึงต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ส่วนสัตว์ เหล่านี้ ประกอบด้วย กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระ-อริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เธอย่อม เห็น หมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีตมีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุ ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยอาการอย่างนี้.

สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ... ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(10 ) อีกประการหนึ่ง ภิกษุทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้น ไปด้วยปัญญา อันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.

สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.


P75
อริยบุคคลจะปฏิบัติตามสิ่งที่พระศาสดาบัญญัติ


p76
พระสัมมาสัมพุทธะ
บัญญัติให้ภิกษุฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว
(23)
-บาลี. . ๑๓/๑๖๔/๑๖๓.

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาครับสั่งกับภิกษุทั้งหลาย ถึงประโยชน์ของการฉันอาหารมื้อเดียว และบัญญัติให้ภิกษุ ฉันอาหารมื้อเดียว เพื่อความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบางกายเบามีกำลังและอยู่สำราญ ซึ่งพระภัททาลิ ได้แย้งว่าตนเองทำไม่ได้พระผู้มีพระภาค จึงอนุญาตให้พระภัททาลิ สามารถนำอาหารที่ได้จากการรับนิมนต์ กลับมาฉันต่ออีกมื้อหนึ่งได้ซึ่งพระภัททาลิก็ได้แย้งว่าตนเอง ทำไม่ได้อีก

จากนั้นพระภัททาลิก็ไม่กล้าพบหน้าพระผู้มีพระภาค จนตลอด๓เดือนจนกระทั่งถึงฤดูทำจีวรภิกษุทั้งหลายได้ตักเตือน พระภัททาลิถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสม

พระภัททาลิจึงได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! โทษได้ครอบงำข้าพระองค์ผู้เป็นคนพาลเป็นคนหลง ไม่ฉลาดซึ่งได้ประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นแล้วในเมื่อพระผู้มีพระภาค กำลังทรงบัญญัติสิกขาบทในเมื่อภิกษุสงฆ์ สมาทานอยู่ซึ่งสิกขา.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับโทษของข้าพระองค์นั้น โดยความเป็นโทษเพื่อ ความสำรวม ระวังต่อไปเถิด


ภัททาลิ ! เราขอเตือน โทษได้ครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาดซึ่งได้ประกาศ ความอุตสาหะขึ้นแล้ว ในเมื่อเรากำลัง จะบัญญัติสิกขาบท ในเมื่อภิกษุสงฆ์กำลังสมาทาน อยู่ซึ่งสิกขา.

ภัททาลิ ! เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นอริยบุคคล ชื่อ อุภโตภาค วิมุตุติ เราพึงกล่าวแก่ภิกษุอย่างนี้ว่า มาเถิดภิกษุ เราจะก้าวไปในหล่มดังนี้ ภิกษุนั้นพึงก้าวไป หรือพึงน้อมกายไปด้วยอาการอื่นหรือพึงกล่าวปฏิเสธบ้างหรือ.

ไม่มีเลยพระเจ้าข้า.

ภัททาลิ ! เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นอริยบุคคลชื่อปัญญาวิมุตติ เป็นอริยบุคคลชื่อกายสักขี เป็นอริย บุคคลชื่อทิฏฐิปัตตะ เป็นอริยบุคคลชื่อสัทธาวิมุตติ เป็นอริยบุคคลชื่อธรรมานุสารีเป็นอริยบุคคลชื่อสัทธานุสารี เราพึงกล่าวกะภิกษุ อย่างนี้ ว่ามาเถิดภิกษุ เราจะก้าวไปในหล่มดังนี้ ภิกษุนั้นพึงก้าวไป หรือพึงน้อมกายไปด้วยอาการอื่น หรือพึงกล่าวปฏิเสธบ้างหรือ ไม่มีเลยพระเจ้าข้า.

ภัททาลิ ! เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไรในสมัยนั้น เธอเป็นพระอริยบุคคลชื่อว่าอุภโตภาควิมุตติปัญญาวิมุตติ กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุตติ ธรรมานุสารีหรือสัทธานุสารี บ้างหรือหนอ.
………………………………………………………………………………….
1. หาคำ ตอบในความหมายของชื่ออริยบุคคลแต่ละจำ พวก ได้ในไตรปิฎกฉบับสยามรัฐเล่มที่ ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ หน้าที่ ๑๑๙ ข้อที่ ๒๓๐
………………………………………………………………………………….

มิได้เป็นเลยพระเจ้าข้า.

ภัททาลิ ! ในสมัยนั้น เธอยังเป็นคนว่าง คนเปล่าคนผิดมิใช่หรือ.เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! โทษได้ครอบงำ ข้าพระองค์ผู้เป็นคนพาลเป็นคนหลงไม่ฉลาดซึ่งได้ประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นแล้วในเมื่อพระผู้มีพระภาค กำลังทรง บัญญัติสิกขาบทในเมื่อภิกษุสงฆ์กำลังสมาทานอยู่ซึ่งสิกขา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ!ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับโทษของข้าพระองค์ นั้นโดยความ เป็นโทษเพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด.

ภัททาลิ ! เราขอเตือน โทษได้ครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ซึ่งได้ประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นแล้ว ในเมื่อเรากำลัง บัญญัติสิกขาบท ในเมื่อภิกษุสงฆ์กำลังสมาทานอยู่ซึ่งสิกขา แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วทำคืนตามธรรม เราจึงรับ โทษของเธอนั้น ข้อที่บุคคลเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมระวังต่อไป นี้เป็นความเจริญในอริยวินัย ของผู้นั้น.


P79
อริยสาวกทั้งหลายยอมเสียชีวิตแต่ไม่ยอมก้าวล่วงสิกขาบท (24)
-
บาลีอฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๐๓/๑๐๙.

ปหาราทะ! มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉันใด เราบัญญัติสิกขาบทใดๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้วสาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้นๆ แม้จะต้องเสียชีวิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

ปหาราทะ ! ข้อที่เราบัญญัติสิกขาบทใดๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้นๆ แม้จะต้องเสียชีวิต นี้แลเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่น่าจะมีได้ ประการที่ ๒ ในธรรมวินัยนี้ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลายได้เห็นแล้วๆ ซึ่งข้อนี้ ย่อมเกิดความพอใจ อย่างยิ่งในธรรมวินัยนี้แล.
(ในที่นี้ ยกมาเพียง ๑ ข้อจาก ๘ ข้อ ของสิ่งที่น่าอัศจรรย์ในธรรมวินัย)


P81
เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์


P82
เครื่องเศร้า
หมองของสมณพราหมณ์ (25)
-บาลีจุลฺล. วิ. /๓๙๘/๖๓๔.
-
บาลีจตุกฺก. อํ. ๒๑/๖๘/๕๐.

ภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง
เพราะเครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการนี้ จึงไม่มีสง่า ไม่รุ่งเรืองไม่ไพโรจน์ ๔ ประการเป็นอย่างไร คือ

(1) ภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งดื่มสุรา ดื่มเมรัย ไม่งดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย นี้เป็นเครื่องเศร้าหมอง ของสมณ พราหมณ์ข้อที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่รุ่งเรืองไม่ไพโรจน์.

(2) อนึ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเสพเมถุนธรรมไม่งดเว้นจากเมถุนธรรม นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ข้อที่สอง ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์.

(3) อนึ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งยินดีทองและเงินไม่งดเว้นจากการรับทองและเงิน นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ ข้อที่สาม ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์.

(4) อนึ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพ ไม่งดเว้นจากมิจฉาชีพ นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ข้อที่สี่ ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์.

ภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมองเพราะเครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการนี้ แล้วจึงไม่มีสง่าไม่รุ่งเรืองไม่ไพโรจน์.


P85
ศีลที่เป็นอกุศลคือ การเลี้ยงชีพชั่ว


P86
ศีลที่เป็นอกุศล
คือ การเลี้ยงชีพชั่ว (26)
-บาลี. . ๑๓/๓๔๘/๓๖๒.

ถปติ ! ก็ศีลที่เป็นอกุศลนั้นเป็นอย่างไร.

ถปติ ! กายกรรมที่เป็นอกุศล วจีกรรมที่เป็นอกุศลการเลี้ยงชีพชั่ว (มิจฺฉาชีว) เหล่านี้เรากล่าวว่าศีลที่เป็นอกุศลก็ศีลที่เป็นอกุศลเหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด แม้เหตุให้เกิดแห่งศีลเป็นอกุศลเหล่านั้น เราก็ได้กล่าว แล้ว ก็ต้องกล่าวว่ามีจิตเป็นเหตุให้เกิด จิตนั้นเป็นอย่างไร แม้จิตเล่าก็มีมากหลายอย่าง มีประการต่างๆ จิตใดมีราคะ มีโทสะ มีโมหะศีล ที่เป็นอกุศล มีจิตนี้เป็นเหตุให้เกิด ก็ศีลที่เป็นอกุศลเหล่านี้ ดับลงหมดสิ้นในที่ไหน แม้ความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศลเหล่านั้น เราก็ได้กล่าว แล้ว.

ถปติ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต ละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะ ศีลที่เป็นอกุศลเหล่านี้ย่อมดับลงหมดสิ้นด้วยการละทุจริต เจริญสุจริต ด้วยการละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตด้วย สัมมาอาชีวะ.

ผู้ปฏิบัติอย่างไร จึงชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศล.

ถปติ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมปลูกความพอใจย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อยังอกุศลธรรม อันเป็นบาปทั้งหลายที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมปลูกความพอใจย่อมพยายาม

ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิตย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียรย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น ความไม่เลือนหาย ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว.

ถปติ ! ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศล.


P89
ภาคผนวก


P90
หลักปฏิบัติต่อคำสอน ของสัมมาสัมพุทธะ (27)
-บาลีทุก. อํ. ๒๐/๙๒/๒๙๒.

ภิกษุทั้งหลาย ! สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนจึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า“ข้อนี้เป็นอย่างไร มีความหมายกี่นัย” ดังนี้.

ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้ธรรมที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้ปรากฏได้ ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัย เธอก็บรรเทาลงได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ปฏิปุจฉาวินีตาปริสา โน อุกกาจิตวินีตา.


P91
หลักปฏิบัติต่อคำแต่งใหม่ (28)
-
บาลีทุก. อํ. ๒๐/๙๒/๒๙๒

ภิกษุทั้งหลาย ! สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.


P92
การเข้าไปสนใจคำแต่งใหม่
มีผลให้คำตถาคตอันตรธานหายไ
(29)
-บาลีนิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-.

ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่า อานกะ มีอยู่ เมื่อกลองอานกะนี้มีแผลแตก หรือลิ พวก กษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้น นานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่ เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมี. ภิกษุทั้งหลาย ! สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่อง นอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.


P94
ผู้ทำสัทธรรมให้อันตรธาน (30)
นัยที่
-บาลีเอก. อํ. ๒๐/๒๕/๑๓๑.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำมหาชนให้เสื่อมเสีย ทำมหาชนให้หมดความสุข ทำไปเพื่อความฉิบหายแก่มหาชน ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นไปเพื่อความทุกข์ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบสิ่งไม่ใช่บุญเป็นอันมาก และได้ชื่อว่าทำสัทธรรมนี้ให้อันตรธานไปอีกด้วย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่เป็นธรรม ว่าไม่ใช่ธรรม ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าเป็นวินัย ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่เป็นวินัย ว่าไม่ใช่วินัย ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงกรรมอันตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงกรรมอันตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตบัญญัติไว้ ... .

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อทำมหาชนให้เสื่อมเสียทำมหาชนให้หมดความสุข ทำไปเพื่อความฉิบหายแก่มหาชน ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นไปเพื่อความทุกข์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบสิ่งไม่ใช่บุญเป็นอันมาก และได้ชื่อว่าทำสัทธรรมนี้ให้อันตรธานไปอีกด้วย.1
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์ตรัสว่าสังฆเภท(สงฆ์แตกกัน) สังฆเภท (สงฆ์แตกกัน) ดังนี้สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุ มีประมาณเท่าไรเล่าพระเจ้าข้า.
………………………………………………………………………………

1. บาลีเดียวกัน ต่างสำนวนในบางฉบับของไตรปิฎกแต่ละสำนัก
………………………………………………………………………………….
อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(1) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ว่าเป็นธรรม
(2) ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรม ว่าไม่ใช่ธรรม
(3) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าเป็นวินัย
(4) ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัย ว่าไม่ใช่วินัย
(5) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้
(6) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่าตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้
(7) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา
(8) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา
(9) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตบัญญัติไว้
(10 ) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้

ภิกษุเหล่านั้น ! ย่อมทอดทิ้งกัน ย่อมแยกจากกันย่อมทำสังฆกรรมแยกกัน สวดปาติโมกข์แยกจากกันด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้.

อานนท์ ! สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันจะประสบผลอะไรพระเจ้าข้า.

อานนท์ ! บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้นจะประสบผลอันเผ็ดร้อนซึ่งตั้งอยู่ตลอดกัปหนึ่ง.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ผลอันเผ็ดร้อนซึ่งตั้งอยู่ตลอดกัปหนึ่งคืออะไรพระเจ้าข้า.

อานนท์ ! บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้นจะเสวยผลกรรมอยู่ในนรกตลอดกัปหนึ่ง.

(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)

บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
ยินดีแล้วในการแตกแยก ตั้งอยู่ในอธรรม
เป็นผู้เข้าถึงอบาย เข้าถึงนรก
ตั้งอยู่ในนรกนั้นตลอดกัปหนึ่ง
ย่อมพลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ
ย่อมเสวยกรรมอยู่ในนรกตลอดกัปหนึ่ง
เพราะทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้แตกกัน.

P98

ผู้ทำสัทธรรมให้ดำรงอยู่ (31)
นัยที่
-บาลีเอก. อํ. ๒๐/๒๖/๑๓๓.


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำมหาชน ให้ได้รับประโยชน์ ทำมหาชนให้ได้รับความสุข เป็นไปเพื่อความเจริญแก่มหาชน และเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมาก และได้ชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่เป็นธรรม ว่าเป็นธรรม ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าไม่ใช่วินัย ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งที่เป็นวินัย ว่าเป็นวินัย ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้
ภาษิต ไม่ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตได้ภาษิต ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ ... .
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงกรรมอันตถาคต
ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงกรรมอันตถาคตประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา ... .

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ... .

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่แสดงสิ่งอันตถาคตได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำมหาชน ให้ได้รับประโยชน์ ทำ มหาชนให้ได้รับความสุข เป็นไปเพื่อความเจริญแก่มหาชน และเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมากและได้ชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์ตรัสว่าสังฆสามัคคีสังฆสามัคคีดังนี้สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรเล่าพระเจ้าข้า.

อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(1) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ว่าไม่ใช่ธรรม
(2) ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรม ว่าเป็นธรรม
(3) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าไม่ใช่วินัย
(4) ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัย ว่าเป็นวินัย
(5) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้ภาษิต ไม่ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้
(6) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตได้ภาษิต ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้
(7) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา
(8) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตประพฤติปฏิบัติมาว่าตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา
(9) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้
(10 ) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตได้บัญญัติไว้

ภิกษุเหล่านั้น ! ย่อมไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แยกจากกันไม่ทำ สังฆกรรมแยกกัน ไม่สวดปาติโมกข์แยกจากกันด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้.

อานนท์ ! สงฆ์ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันจะประสบผลอะไรพระเจ้าข้า.

อานนท์ ! บุคคลผู้ที่ทำ สงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้น จะประสบสิ่งที่เป็นบุญเป็นอันมาก.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สิ่งที่เป็นบุญเป็นอันมากคืออะไรพระเจ้าข้า.
อานนท์ ! บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้น จะบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง.

(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)

ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ เป็นเหตุให้เกิดความสุขและบุคคลผู้อนุเคราะห์สงฆ์ ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ผู้ยินดีแล้วในความพร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่พลาดจากธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง เพราะสมานสงฆ์ให้พร้อมเพรียงกัน.


P102
ผู้ทำสัทธรรมให้อันตรธาน (32)
นัยที่
-บาลีเอก. อํ. ๒๐/๘๘/๒๘๖.
-บาลีทสก. อํ. ๒๔/๗๘/๓๗.


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่คัดค้าน (ปฏิพาหติ)1
อรรถและธรรม โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ไม่ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น (พฺยญฺชนปฏิรูป)2 ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำมหาชน ให้เสื่อมเสีย ทำมหาชนให้หมดความสุขทำไปเพื่อความฉิบหายแก่มหาชน ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเป็นไปเพื่อความทุกข์ ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบสิ่งไม่ใช่บุญเป็นอันมาก และได้ชื่อว่าทำสัทธรรมนี้ให้อันตรธานไปอีกด้วย.

………………………………………………………
1. ปฏิพาหติ = คัดค้าน, ห้าม, ขัดขวาง
2. ปฏิรูป = เหมาะสม, สมควร

………………………………………………………


P103
ผู้ทำสัทธรรมให้ดำรงอยู่ (33)
นัยที่

-บาลีเอก. อํ. ๒๐/๘๘/๒๘๖.
-
บาลีทสก. อํ. ๒๔/๗๙/๓๙.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่ยอมรับ (อนุโลม)1 อรรถ และธรรม โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ด้วยพยัญชนะปฏิรูป นั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำมหาชนให้ได้รับประโยชน์ ทำมหาชนให้ได้รับ ความสุข เป็นไปเพื่อความเจริญแก่มหาชนและเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมาก และได้ชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย.


P104
มูลเหตุแห่งการวิวาท (34)
-บาลีทสก. อํ. ๒๔/๘๑/๔๑.


ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การหมางกันการทะเลาะการแก่งแย่งและการวิวาทกันเกิดขึ้นในสงฆ์ซึ่งเป็นเหตุให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ไม่สำราญ.

อุบาลี ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(1) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ว่าเป็นธรรม
(2) ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรม ว่าไม่ใช่ธรรม
(3) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าเป็นวินัย
(4) ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัย ว่าไม่ใช่วินัย
(5) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ ว่าตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้
(6) ย่อมแสดงสิ่งอันตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่าตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้
(7) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา
(8) ย่อมแสดงกรรมอันตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา ว่าตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา
(9) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตบัญญัติไว้
(10 ) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้อุบาลี ! เหล่านี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้การหมางกันการทะเลาะ การแก่งแย่ง และการวิวาทกันเกิดขึ้นในสงฆ์ ซึ่งเป็นเหตุให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ไม่สำราญ.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มูลเหตุแห่งการวิวาทมีเท่าไรเล่าพระเจ้าข้า.
อุบาลี ! มูล เหตุแห่ง การวิวาท ๑๐ ประการ เหล่านี้
มีอยู่. ๑๐ ประการ คือ
อุบาลี ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(1) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม ว่าเป็นธรรม
(2) ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรม ว่าไม่ใช่ธรรม
(3) ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าเป็นวินัย

(9) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตบัญญัติไว้
(10 ) ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้
อุบาลี ! เหล่านี้แลมูลเหตุแห่งการวิวาท ๑๐ ประการ.


P106
ผู้เรียกร้องหาศาสดา
เพื่อความเป็นมิตร หรือศัตรู
(35)
-บาลีอุปริ. . ๑๔/๒๔๔/๓๕๕-๓๕๖.

อานนท์ ! สาวกทั้งหลาย เรียกร้องหาศาสดา เพื่อความเป็นศัตรู ไม่เรียกร้องเพื่อความเป็นมิตร เป็นอย่างไรเล่าอานนท์ ! ในกรณีนี้ ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า “สิ่งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล แก่พวกเธอทั้งหลาย และสิ่งนี้ก็เป็นไปเพื่อความสุขแก่พวกเธอทั้งหลาย”

ดังนี้ เป็นต้น สาวกเหล่านั้นของศาสดา ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟังไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง แต่แกล้งทำให้ผิดจากคำสั่งสอนของศาสดาไปเสีย.

อานนท์ ! สาวกทั้งหลายอย่างนี้แล ชื่อว่า ผู้เรียกร้องหาศาสดาเพื่อความเป็นศัตรู ไม่เรียกร้องเพื่อความเป็นมิตร.

อานนท์ ! สาวกทั้งหลาย เรียกร้องหาศาสดา เพื่อความเป็นมิตร ไม่เรียกร้องเพื่อความเป็นศัตรู เป็นอย่างไรเล่า.

อานนท์ ! ในกรณีนี้ ศาสดาผู้เอ็นดูแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า “สิ่งนี้เป็นไป เพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่พวกเธอทั้งหลาย และสิ่งนี้ก็เป็นไปเพื่อความสุขแก่พวกเธอทั้งหลาย”

ดังนี้ เป็นต้น สาวกเหล่านั้นของศาสดา ย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ย หูฟัง ย่อมตั้งจิต เพื่อรู้ทั่ว และไม่แกล้ง ทำให้ผิดจาก คำสั่งสอน ของศาสดา.

อานนท์ ! สาวกทั้งหลายอย่างนี้แล ชื่อว่า ผู้เรียกร้องหาศาสดา เพื่อความเป็นมิตร ไม่เรียกร้องเพื่อความเป็นศัตรู.

อานนท์ ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายจงเรียกร้องหาตถาคตเพื่อความเป็นมิตรเถิด อย่าเรียกร้อง เพื่อความ เป็นศัตรูเลย ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเธอทั้งหลายเองตลอดกาลนาน.

อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่.

อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด.

อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้.


P108
ขีดจำกัดของสาวก
เทียบกับ สัมมาสัมพุทธะ (36)
-บาลีขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๒/๑๒๖.

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นผู้รู้มรรค (มคฺคญฺญู) เป็นผู้รู้แจ้งมรรค(มคฺควิทู) เป็นผู้ฉลาดในมรรค (มคฺคโกวิโท).

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้ เป็นผู้เดินตามมรรค (มคฺคานุคา) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกันเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่าง ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุ ผู้ปัญญาวิมุตติ.


P109
อะไรคือใบไม้ในป่าอะไรคือใบไม้ในกำมือ (37)
-
บาลีมหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำใบไม้สีสปาที่ร่วงอยู่ตามพื้นดินขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้นหน่อยหนึ่งนี้มาก หรือว่าใบไม้สีสปาที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมาก.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกำขึ้นหน่อยหนึ่งนั้นเป็นของน้อยส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะส่วนที่เรารู้ยิ่งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วไม่กล่าวสอนนั้น มีมากกว่าส่วนที่นำมากล่าวสอน.
ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุไรเล่าเราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้นๆ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุว่า ธรรมะส่วนนั้นๆ ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัดไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวสอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมะอะไรเล่า เป็นธรรมะที่เรากล่าวสอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมะที่เรากล่าวสอน คือข้อที่ว่า ความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ ความดับสนิท ของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆข้อปฎิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุไรเล่า ธรรมะส่วนนี้เราจึงนำมากล่าวสอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะว่าธรรมะส่วนนี้ ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อความ คลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะเหตุนั้น แลเราจึงนำมากล่าวสอน.


P111
การบอกสอนมนต์มาจากไหน (38)
-
บาลีปา. ที. ๑๑/๑๐๓/๖๔.

... ครั้งนั้นแล สัตว์บางจำพวก ได้มีความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การกล่าวเท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จักปรากฏ การขับไล่จักปรากฏในเพราะอกุศลธรรมอันเป็นบาปเหล่าใด อกุศลธรรมอันเป็นบาปเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วในสัตว์ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลยพวกเราควรไปลอยอกุศลธรรมอันเป็นบาปนี้เถิด” ดังนี้

ครั้นแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงได้พากันลอยอกุศลธรรมอันเป็นบาปทิ้งไป เพราะเหตุที่สัตว์เหล่านั้นพากันลอยอกุศลธรรมอันเป็นบาปอยู่ดังนี้ อักขระว่า พวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์(พฺราหฺมณ) จึงเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก.

พราหมณ์เหล่านั้น พากันสร้างกระท่อม ซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า เพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้นั้น พวกเขาไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการตำข้าวทั้งในเวลาเย็นและเวลาเช้า จึงได้พากันเที่ยวแสวงหาอาหาร ตามหมู่บ้าน นิคมและราชธานี เพื่อบริโภคในเวลาเย็นและเวลาเช้า เขาเหล่านั้นครั้นได้อาหารแล้ว จึงพากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อม ซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าอีก คนทั้งหลายเห็นการกระทำของพวกพราหมณ์นั้นแล้ว จึงพากันพูดอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย สัตว์พวกนี้พากันมาสร้างกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า แล้วเพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้นั้น ไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการตำข้าวทั้งในเวลาเย็นและเวลาเช้า จึงพากันเที่ยวแสวงหาอาหาร ตามหมู่บ้าน นิคม และราชธานี เพื่อบริโภคในเวลาเย็นและเวลาเช้า เขาเหล่านั้นครั้นได้อาหารแล้ว จึงพากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อม ซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าอีก” ดังนี้เพราะเหตุนั้น อักขระว่า พวกเจริญฌาน พวกเจริญฌาน(ฌายิกา) จึงเกิดขึ้นเป็นอันดับที่ .

บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์บางพวกเมื่อไม่อาจสำเร็จฌานได้ที่กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า จึงเที่ยวไปยังหมู่บ้านและนิคม ที่ใกล้เคียง แล้วก็จัดทำคัมภีร์อยู่คนทั้งหลายเห็นการกระทำของพวกพราหมณ์นี้นั้นแล้ว จึงพูดอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย ก็สัตว์เหล่านี้ ไม่อาจสำเร็จฌานได้ที่กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า เที่ยวไปยังหมู่บ้านและนิคมที่ใกล้เคียง จัดทำคัมภีร์อยู่ บัดนี้พวกชน เหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ บัดนี้พวกชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่” ดังนี้

เพราะเหตุนั้น อักขระว่า พวกไม่เจริญฌาน พวกไม่เจริญฌาน(อชฺฌายิกา) จึงเกิดขึ้นเป็นอันดับที่ . ก็สมัยนั้นการทรงจำ การสอน การบอกมนต์ ถูกสมมติว่าเลว มาในบัดนี้ สมมติกันว่าประเสริฐ ด้วยเหตุดังที่กล่าวมานี้ การเกิดขึ้นแห่งพวกพราหมณ์นั้นจึงมีขึ้นได้... .


P114
การสาธยายธรรมในแบบพระศาสดาเป็นไปเพื่อวิมุตติ (39)
-บาลีปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๓/๒๖.

...ภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก พระศาสดา หรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูรูปใดรูปหนึ่งก็มิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ และเธอนั้นก็มิได้แสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ตามที่เธอได้ฟังมา ได้เล่าเรียนมาแต่เธอกระทำการท่องบ่นซึ่งธรรม (สชฺฌาย) โดยพิสดารตามที่ตนฟังมา เล่าเรียนมาอยู่.

เธอย่อมเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งอรรถ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งธรรม ในธรรมนั้น ตามที่เธอทำการท่องบ่นซึ่งธรรมโดยพิสดาร ตามที่ได้ฟังมา เล่าเรียนมา.

เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งอรรถ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งธรรม ปราโมทย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอนั้น เมื่อปราโมทย์แล้วปีติย่อมเกิด เมื่อใจปีติ กายย่อมรำงับ ผู้มีกายรำงับแล้วย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติข้อที่ ๓ ซึ่งในธรรมนั้น เมื่อภิกษุเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้นอาสวะที่ยังไม่สิ้นรอบ ย่อมถึงซึ่งความสิ้นรอบ หรือว่าเธอย่อมบรรลุตามลำดับ ซึ่งความเกษมจากโยคะอันไม่มีอื่นยิ่งกว่าที่ตนยังไม่บรรลุตามลำดับ.

(ในที่นี้ ยกมาเพียง ๑ ข้อ จาก ๕ ข้อ ของธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติ)