เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดา อ่านแบบสบายตา โดยคัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ (คลิกอ่านพร้อมดาวน์โหลดไฟล์ pdf)
90 90 90 90 90
 
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์
อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
 
     
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
พุทธวจน
     
                             
                             
ดูหนังสือทั้งหมด  
ค้นหาคำที่ต้องการ                    

  ตามรอยธรรม-พุทธวจน   ดาวน์โหลดหนังสือ(ไฟล์ PDF)
  
  1 of 2  
 
  ตามรอยธรรม พุทธวจน  ที่มา : http://watnapp.com/book  
       
    สารบัญ หน้า  
  คำอนุโมทนา    
  คำนำ    
  ๑. เนื้อแท้ที่ไม่อันตรธาน 1  
  ๒. ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ! 3  
  ๓. ทรงแสดงเรื่องที่เป็นไปได้ยากเกี่ยวกับพระองค์เอง 5  
  ๔. พระพุทธเจ้า ทั้งในอดีต, อนาคต และในปัจจุบัน ล้วนแต่ตรัสรู้อริยสัจสี่ 7  
  ๕. พระพุทธองค์ ทรงพระนามว่า ๙“อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” ก็เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจสี่ 9  
  ๖. จงสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยการให้รู้อริยสัจ 11  
  ๗. อริยสัจสี่โดยสังเขป (ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ห้า) 13  
  ๘. การรู้อริยสัจสี่ ทำ ให้มีตาสมบูรณ์ 16  
  ๙. การสนทนากับพระอานนท์ เรื่องกัลยาณมิตร 19  
  ๑๐. กัลยาณมิตรของพระองค์เอง 21  
  ๑๑. ขยายความแห่งอริยมรรคมีองค์แปด 23  
  ๑๒. โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ 29  
  ๑๓. ความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง สัมมาสัมพุทธะ กับ ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ 30  
  ๑๔. ไม่ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้เขานับถือ 32  
  ๑๕. ทรงสอนเฉพาะแต่เรื่องทุกข์กับความดับสนิทของทุกข์ 33  
  ๑๖. คำ ของพระองค์ ตรงเป็นอันเดียวกันหมด 35  
  ๑๗.หลักที่ทรงใช้ในการตรัส (๖ อย่าง) 36  
  ๑๘. สิ่งที่ตรัสรู้แต่ไม่ทรงนำ มาสอน มีมากกว่าที่ทรงนำ มาสอนมากนัก 39  
  ๑๙. ถ้ามัวรอให้รู้เรื่องที่ไม่จำ เป็นเสียก่อนก็ตายเปล่า 41  
  ๒๐. คำ สอนที่ทรงสั่งสอนบ่อยมาก 43  
  ๒๑. ลำ ดับการหลุดพ้น เมื่อเห็นไตรลักษณ์ 45  
  ๒๒. ผู้ไม่เข้าไปหา ย่อมหลุดพ้น 47  
  ๒๓. มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิดๆ 51  
  ๒๔. จงเจริญสมาธิ จักรู้อริยสัจตามเป็นจริง 52  
  ๒๕. ทรงมีหลักเกณฑ์การฝึกตามลำ ดับ (อย่างย่อ) 53  
       
 
 





ตามรอยธรรม

คำอนุโมทนา

ขออนุโมทนา กับคณะผู้จัดทำ หนังสือพุทธวจนฉบับ “ตามรอยธรรม” ในเจตนาอันเป็น กุศล ที่มีความตั้งใจเผยแผ่คำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ออกจากพระโอษฐ์ ของพระองค์เอง เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษา และนำมาปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์ ด้วยการกระทำอันเป็นกุศลนี้ ขอให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ผู้มีส่วนร่วมในการทำหนังสือเล่มนี้ และผู้ที่ได้อ่าน ได้ศึกษา พึงเกิดปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม พ้นทุกข์ในชาตินี้เทอญ

ขออนุโมทนา
ภิกขุคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล


.....................................................................................................................................................

คำนำ

หนังสือ “พุทธวจน ฉบับ ตามรอยธรรม”ได้จัดทำขึ้น ด้วยปรารภเหตุที่ว่า หลายคนยังเห็น คำสอนของ พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นสิ่งที่ยาก หรือเป็นสิ่งที่ไกลตัวเกินไป ทำให้มีน้อยคน นัก ที่จะหันมาใส่ใจ ศึกษาคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่พระองค์ได้ ตรัสไว้แล้วว่า คำสอนที่พระองค์ตรัส สอนทั้งหมดนั้น บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว สิ้นเชิง

อีกทั้งคำสอนนั้น ยังเป็นสิ่งที่เรียกว่า“อกาลิโก” คือใช้ได้ไปตลอด ไม่มีคำว่าเก่า หรือ ล้าสมัย และใช้ได้ กับบุคคลทุกคน อันจะเห็นได้จากในสมัยพุทธกาลที่พุทธบริษัท ๔ ทั้งหลายนั้น มีคนจากหลายชาติ และ วรรณะนอกจากนี้พระองค์ยังได้ตรัสอีกว่า บุคคลที่ ท่านตรัสสอนนั้นมีตั้งแต่ พรหม เทวดา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปจนถึงปุถุชน คนธรรมดาทั่วไป และทุกคนนั้น เมื่อนำคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติแล้ว ก็สามารถแก้ทุกข์ หรือดับทุกข์ให้กับตนเองได้ทั้งสิ้น

คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง
มิถุนายน ๒๕๕๔


…………………………………………………………………..................................................……………………


ตามรอยธรรม หน้า
3


เนื้อแท้ที่ไม่อันตรธาน

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้
สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรอง
ประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตรเป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก
เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง
และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

ส่วนสุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้งเป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะเรื่อง สุญญตา
เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่
เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง
และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
จึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า
“ ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความหมายกี่นัย ?” ดังนี้.

ด้วยการทำดังนี้ เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้ ธรรมที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็จะทำให้ปรากฏได้ ความสงสัย ในธรรมหลายประการที่น่าสงสัย เธอก็บรรเทาลงได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบริษัทเหล่านี้ เราเรียกว่าบริษัทที่มีการลุล่วงไปได้ด้วยการสอบถาม แก่กัน และ กัน เอาเอง หาใช่ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่าง ของบุคคลภายนอกเหล่าอื่นไม่ (ปฏิปุจฺฉาวินีตา ปริสา โน อุกฺกาจิตวินีตา)จัดเป็นบริษัทที่เลิศ แล.

ตามรอยธรรม หน้า 3


ผู้ชี้ขุมทรัพย์ !

อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอมเหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่
อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด
อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด
ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้.

คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใดๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้น อยู่ย่อมมีแต่ดี ท่าเดียว ไม่มีเลวเลย.

ตามรอยธรรม หน้า 5



ทรงแสดงเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เกี่ยวกับพระองค์เอง

ภิกษุทั้งหลาย ! สมมติว่ามหาปฐพีอันใหญ่หลวงนี้มีน้ำท่วมถึง เป็นอันเดียวกันทั้งหมด บุรุษคนหนึ่งทิ้งแอก (ไม้ไผ่ ?)  ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียว ลงไปในน้ำนั้น ลมตะวันออก พัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก ลมตะวันตก พัดให้ลอยไปทางทิศตะวันออก ลมทิศเหนือ พัดให้ลอยไปทางทิศใต้ ลมทิศใต้พัดให้ลอย ไปทางทิศเหนือ อยู่ดังนี้.

ในน้ำนั้นมีเต่าตัวหนึ่งตาบอด ล่วงไปร้อยๆ ปี มันจะผุดขึ้นมาครั้งหนึ่งๆ. ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร จะเป็นไปได้ไหมที่เต่าตาบอด ร้อยปีจึงจะผุดขึ้น มาสักครั้งหนึ่ง จะพึงยื่นคอ เข้าไปในรู ซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น ?

“ข้อนี้ยากที่จะเป็นไปได้ พระเจ้าข้า ! ที่เต่าตาบอดนั้นร้อยปีผุดขึ้นเพียงครั้งเดียว จะพึงยื่นคอเข้าไปในรู ซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น”.

ภิกษุทั้งหลาย ! ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกันที่ใครๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์ยาก ที่จะเป็นไปได้ ฉันเดียวกันที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ จะเกิดขึ้นในโลกยากที่จะเป็น ไปได้ฉันเดียวกัน ที่ธรรมวินัย อันตถาคตประกาศแล้ว จะรุ่งเรืองไปทั่วโลก.

ภิกษุทั้งหลาย ! แต่ว่าบัดนี้ความเป็นมนุษย์ก็ได้แล้วตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็บังเกิดขึ้นในโลก แล้ว และธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว ก็รุ่งเรืองไปทั่วโลกแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้พวกเธอพึงกระทำ โยคกรรม เพื่อให้รู้ว่า
นี้ ทุกข์
นี้ เหตุให้เกิดทุกข์
นี้ ความดับแห่งทุกข์
นี้ หนทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ดังนี้เถิด.

ตามรอยธรรม หน้า 7


พระพุทธเจ้า ทั้งในอดีต
อนาคต และในปัจจุบัน ล้วนแต่ตรัสรู้อริยสัจสี่

ภิกษุทั้งหลาย ! พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดๆได้ตรัสรู้ตามเป็นจริงไปแล้ว ในกาลยืด ยาวนาน ฝ่ายอดีต ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ได้ตรัสรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐ สี่อย่าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดๆจักได้ตรัสรู้ตามเป็นจริง ต่อในกาล ยืดยาวนาน ฝ่ายอนาคต ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็จักได้ตรัสรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ผู้ตรัสรู้ตามเป็นจริงอยู่ ในกาลเป็นปัจจุบันนี้ ก็ได้ตรัสรู้อยู่ ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง. ความจริงอันประเสริฐสี่อย่างนั้น เหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่างคือ
ความจริงอันประเสริฐคือ ทุกข์
ความจริงอันประเสริฐคือ เหตุให้เกิดทุกข์
ความจริงอันประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
และความจริงอันประเสริฐคือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
นี้ เป็นทุกข์
นี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้ เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้ เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด.

ตามรอยธรรม หน้า 9


พระพุทธองค์ ทรงพระนามว่า
“อรหันตสัมมาสัมพุทธะ”
ก็เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจสี่

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐสี่อย่างเหล่านี้ สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่างคือ
ความจริงอันประเสริฐคือ ความทุกข์
ความจริงอันประเสริฐคือ เหตุให้เกิดทุกข์
ความจริงอันประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
และความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้แล ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะได้ตรัสรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่อย่างเหล่านี้ ตถาคต จึงมีนามอันบัณฑิตกล่าวว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ”.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้พวกเธอพึงทำความเพียรเพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด.

ตามรอยธรรม หน้า 11


จงสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยการให้รู้อริยสัจ

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเอ็นดูใคร และใครถือว่าเธอเป็นผู้ที่เขาควรเชื่อฟัง เขาจะเป็นมิตร ก็ตาม อำมาตย์ ก็ตามญาติหรือสายโลหิตก็ตามชนเหล่านั้น อันเธอพึงชักชวนให้เข้าไป ตั้งมั่นในความจริง อันประเสริฐ สี่ประการ ด้วยปัญญาอันรู้เฉพาะตามที่เป็นจริง.

ความจริงอันประเสริฐสี่ประการอะไรเล่า ?

สี่ประการคือ
ความจริงอันประเสริฐคือ ทุกข์
ความจริงอันประเสริฐคือ เหตุให้เกิดแห่งทุกข์
ความจริงอันประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
และความจริงอันประเสริฐคือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้เธอพึงประกอบโยคกรรม อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า  ทุกข์ เป็นอย่างนี้ เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ดังนี้.

ตามรอยธรรม หน้า 13



อริยสัจสี่โดยสังเขป
(ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ห้า)

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ มีสี่อย่างเหล่านี้ สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์  ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์ และความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ? คือขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ห้าอย่าง. ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่าความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีกอันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจแห่งความเพลินมักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม (กามตัณหา)
ตัณหาในความมีความเป็น (ภวตัณหา)
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น (วิภวตัณหา)


ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไปความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ  ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ  ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด.

ตามรอยธรรมหน้า 16



การรู้อริยสัจสี่ ทำให้มีตาสมบูรณ์

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล ๓ จำพวกนี้มีอยู่ หาได้อยู่ในโลก.
สามจำพวกอย่างไรเล่า ? สามจำพวกคือ
คนตาบอด (อนฺโธ)
คนมีตาข้างเดียว (เอกจกฺขุ)
คนมีตาสองข้าง (ทฺวิจกฺขุ).

ภิกษุทั้งหลาย ! คนตาบอดเป็นอย่างไรเล่า ?
คือคนบางคนในโลกนี้ไม่มีตา ที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ ที่ได้แล้ว ให้ทวีมากขึ้น นี้อย่างหนึ่งและไม่มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล- ธรรมมีโทษและไม่มีโทษ- ธรรมเลวและธรรมประณีต- ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว นี้อีกอย่างหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คนตาบอด (ทั้งสองข้าง).

ภิกษุทั้งหลาย ! คนมีตาข้างเดียวเป็นอย่างไรเล่า ?
คือคนบางคนในโลกนี้มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้ว ให้ทวีมากขึ้น นี้อย่างหนึ่งแต่ไม่มีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล- ธรรมมีโทษ และไม่มีโทษ- ธรรมเลวและ ธรรมประณีต- ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว นี้อีกอย่างหนึ่ง. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คนมีตาข้างเดียว.

ภิกษุทั้งหลาย ! คนมีตาสองข้างเป็นอย่างไรเล่า ?
คือคนบางคนในโลกนี้มีตาที่เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ ที่ยังไม่ได้หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้ว ให้ทวีมากขึ้น นี้อย่างหนึ่ง และมีตาที่เป็นเหตุให้รู้ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล- ธรรมมีโทษ และไม่มีโทษ- ธรรมเลว และธรรมประณีต- ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว นี้อีกอย่างหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คนมีตาสองข้าง.

...ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุมีตาสมบูรณ์ (จกฺขุมา) เป็นอย่างไรเล่า ? คือภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ชัดตามความ เป็นจริงว่า“ นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดแห่งทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์” ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล ภิกษุมีตาสมบูรณ์.

ตามรอยธรรมหน้า 19


การสนทนากับพระอานนท์ เรื่องกัลยาณมิตร

มหาราชะ ! ครั้งหนึ่ง ตถาคตพักอยู่ที่นิคมแห่งพวกศากยะ ชื่อว่านครกะ ในแคว้นสักกะ.

มหาราชะ ! ครั้งนั้นแล ภิกษุอานนท์ได้เข้าไปหาตถาคตถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่งลง ณ ที่ควร.

มหาราชะ ! ภิกษุอานนท์ได้กล่าวคำนี้กะตถาคตว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี นี้เป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์พระเจ้าข้า !” ดังนี้.

มหาราชะ ! เมื่อภิกษุอานนท์ได้กล่าวอย่างนี้แล้วตถาคตได้กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า“
อานนท์ ! เธออย่ากล่าวอย่างนั้นเลย  อานนท์ ! ข้อนี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทั้งสิ้นทีเดียว คือความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี.

อานนท์ ! พรหมจรรย์ทั้งสิ้นนั้น เป็นสิ่งที่ภิกษุผู้มีมิตรดีพึงหวังได้. เมื่อเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนผู้ แวดล้อมดี เธอนั้นจักทำอริยมรรคมีองค์แปดให้เจริญ ได้จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปด ได้ดังนี้.

ตามรอยธรรมหน้า 21


๑๐
กัลยาณมิตรของพระองค์เอง

อานนท์ ! ภิกษุผู้ชื่อว่า มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดีย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรค ประกอบด้วยองค์แปด โดยอาการอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ภิกษุนี้ ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไป เพื่อการสลัดลง.

อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดีมีเพื่อนดี ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง อริยมรรค ประกอบ ด้วยองค์แปด.

อานนท์ ! ข้อนั้นเธอพึงทราบด้วยปริยายอันนี้เถิดว่าพรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั้นเทียว ได้แก่ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ดังนี้.

อานนท์ ! จริงทีเดียว สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา ได้อาศัยกัลยาณมิตรของเรา แล้ว ย่อมหลุดพ้น จากการเกิด... ผู้มีความแก่ชรา ความเจ็บป่วยความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจเป็นธรรมดา...

ครั้นได้อาศัยกัลยาณมิตรของเราแล้ว ย่อมหลุดพ้นจาก ความแก่ชราความเจ็บป่วย ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความ คับแค้นใจ.

อานนท์ ! ข้อนั้นเธอพึงทราบด้วยปริยายอันนี้เถิด คือว่าพรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั้นเทียว ได้แก่ ความเป็น ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ดังนี้.

ตามรอยธรรม หน้า 23

๑๑
ขยายความแห่งอริยมรรคมีองค์แปด

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อริยสัจคือหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐ นี้เอง

องค์แปดคือ ความเห็นชอบ  ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความเห็นชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ในความดับ ไม่เหลือแห่ง ทุกข์ ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใดนี้เราเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความดำริชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ความดำริในการออกจากกามความดำริในการไม่พยาบาท ความดำริในการ ไม่เบียดเบียน นี้เราเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! การพูดจาชอบเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! การเว้นจากการพูดเท็จ การเว้นจากการพูดยุให้แตกกัน การเว้นจากการ พูดหยาบ การเว้น จากการพูดเพ้อเจ้อ นี้เราเรียกว่า สัมมาวาจา.

ภิกษุทั้งหลาย ! การงานชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! การเว้นจากการฆ่าสัตว์ การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การเว้นจากการ ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า สัมมากัมมันตะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! การเลี้ยงชีพชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ ละมิจฉาชีพเสีย สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ นี้เราเรียกว่า สัมมาอาชีวะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความเพียรชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย อันเป็นบาป ที่ยังไม่ได้บังเกิดขึ้น ย่อมปลูกความพอใจย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคอง จิตย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสีย ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันเป็นบาป ที่บังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความ เพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่ได้บังเกิด ย่อมปลูก ความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้นความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่ง กุศลธรรมทั้งหลาย ที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เราเรียกว่า สัมมาวายามะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความระลึกชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผา กิเลส มีความ รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นผู้มี ปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นผู้มีปกติพิจารณา เห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจ และความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ นี้เราเรียกว่า สัมมาสติ.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เพราะสงัดจากกามทั้งหลายเพราะสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่หนึ่งอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่ เพราะวิตก วิจารรำงับลง เธอเข้าถึง ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็น ธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่ เพราะปีติ จางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนาม กาย ย่อมเข้าถึงฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้า ทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มีการอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่ เพราะละสุขและ ทุกข์เสียได้และเพราะ ความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึงฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ และไม่สุขมีแต่สติอันบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ นี้เราเรียกว่าสัมมาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจ คือ หนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

ตามรอยธรรม หน้า 29

๑๒
โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์

สุภัททะ !
ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคมีองค์แปด
สมณะที่หนึ่ง (พระโสดาบัน) ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น
แม้สมณะที่สอง (พระสกทาคามี) ก็หาไม่ได้
แม้สมณะที่สาม (พระอนาคามี) ก็หาไม่ได้
แม้สมณะที่สี่ (พระอรหันต์) ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น.

สุภัททะ !ในธรรมวินัยนี้แล มีอริยมรรคมีองค์แปด
สมณะที่หนึ่ง (พระโสดาบัน) ก็หาได้ในธรรมวินัยนี้
แม้สมณะที่สอง (พระสกทาคามี) ก็หาได้
แม้สมณะที่สาม (พระอนาคามี) ก็หาได้
แม้สมณะที่สี่ (พระอรหันต์) ก็หาได้ในธรรมวินัยนี้.

สุภัททะ !ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะพึงอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย แล.

ตามรอยธรรม หน้า 30

๑๓
ความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง สัมมาสัมพุทธะ กับ ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะหลุดพ้นแล้วจากรูป เพราะความเบื่อหน่าย ความคลาย กำหนัด ความดับ และความไม่ยึดมั่น จึงได้นามว่า“สัมมาสัมพุทธะ”.

ภิกษุทั้งหลาย ! แม้ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ ก็หลุดพ้นแล้วจากรูป เพราะความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ และ ความไม่ยึดมั่น จึงได้นามว่า “ปัญญาวิมุตติ”.

(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ได้ตรัสไว้มีข้อความแสดงหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน กับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว).

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วยกัน ทั้งสองพวกแล้ว อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน อะไรเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเครื่องกระทำให้แตกต่าง กัน ระหว่างตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับ ภิกษุ ผู้ปัญญาวิมุตติ ?

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะได้ ทำมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรค ที่ยังไม่มี ใครรู้ ให้มีคน ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าว ให้เป็นมรรคที่กล่าว กันแล้ว  ตถาคตเป็นมัคคัญญู (รู้มรรค)เป็น มัคควิทู (รู้แจ้งมรรค)เป็นมัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค)

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้ เป็น มัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมา ในภายหลัง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกันเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้ แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ.

ตามรอยธรรมหน้า 32

๑๔
ไม่ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้เขานับถือ

ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ มิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ มิใช่เพื่อเรียกคน มาเป็นบริวาร มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะ และเสียงสรรเสริญมิใช่เพื่อ อานิสงส์ จะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือเพื่อค้าน ลัทธิอื่นใดให้ล้มลงไป และมิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หามิได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิทซึ่งทุกข์ แล.

ตามรอยธรรมหน้า 33


๑๕
ทรงสอนเฉพาะแต่เรื่องทุกข์ กับความดับสนิทของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ทั้งที่เรามีถ้อยคำอย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้ สมณะและพราหมณ์บางพวก ยังกล่าวตู่เรา ด้วยคำเท็จเปล่าๆ ปลี้ๆ ไม่มีจริงให้เป็นจริงว่า“พระสมณโคดม เป็นคนจูงคน ให้เดินผิดทาง ไปสู่ความ ฉิบหาย ย่อมบัญญัติลัทธิความสูญเปล่า ความวินาศความไม่มี ของสัตว์ คน ตัวตน เราเขา ขึ้นสั่งสอน” ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! สมณะและพราหมณ์บางพวกเหล่านั้น กล่าวตู่เราด้วยคำเท็จเปล่าๆ ปลี้ๆ ไม่มีจริงให้เป็น จริงโดยประการที่เราไม่ได้กล่าว หรือจะกล่าวอย่างนั้น ก็หามิได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลก่อนก็ตาม ในกาลบัดนี้ก็ตามเราบัญญัติสอนแต่เรื่องความทุกข์ และความดับสนิทไม่มีเหลือของความทุกข์ เท่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! ในการกล่าวแต่เรื่องความทุกข์ และความดับสนิทไม่มีเหลือ ของความ ทุกข์เช่นนี้ แม้จะมี ใครมาด่าว่า ถากถาง กระทบกระเทียบ เสียดสี ตถาคตก็ไม่มีความ ขุ่นแค้น โกรธเคือง เดือดร้อนใจ เพราะ เหตุนั้นแต่ประการใด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ในเรื่องเดียวกันนั้นเอง แม้จะมีใครมาสักการะ เคารพ สรรเสริญ บูชา ตถาคตก็ไม่มีความ รู้สึกเพลิดเพลิน ชื่นชม หรือเคลิ้มใจไปตาม.

ถ้ามีใครมาสักการะ เคารพ สรรเสริญ บูชาตถาคตย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ก่อนหน้านี้เรามี ความรู้สึกตัว ทั่วถึงอย่างไร บัดนี้เราก็ต้องทำ􀄁ความรู้สึกตัวทั่วถึงอย่างนั้น ดังนี้.

ตามรอยธรรม หน้า 35


๑๖
คำของพระองค์ ตรงเป็นอันเดียวกันหมด

ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึง ราตรี ที่ตถาคต ปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้ กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดย ประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! (อนึ่ง) ตถาคตกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น.

ตามรอยธรรม หน้า 36

๑๗
หลักที่ทรงใช้ในการตรัส
(๖ อย่าง)

ราชกุมาร !
(๑) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.

(๒) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.

(๓) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ อันประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาลเพื่อกล่าววาจานั้น.

(๔) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รักที่พึงใจ ของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.

 (๕) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น.

(๖) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้อันประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รักที่พึงใจ ของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้จักกาละที่เหมาะสม เพื่อกล่าววาจานั้น.

ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? ราชกุมาร ! เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย.

ตามรอยธรรม หน้า 39

๑๘
สิ่งที่ตรัสรู้แต่ไม่ทรงนำมาสอน มีมากกว่าที่ทรงนำมาสอนมากนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำใบไม้สีสปา ที่ร่วงอยู่ตามพื้นดินขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้นหน่อยหนึ่งนี้มาก หรือว่า ใบไม้ สีสปา ที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมีมาก ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกำขึ้นหน่อยหนึ่งนั้นเป็นของน้อย ส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บน ต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก”.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะส่วนที่เรารู้ยิ่งด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วไม่กล่าวสอนนั้น มีมากกว่าส่วน ที่นำมาสอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุไรเล่า เราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้นๆ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุว่า ธรรมะส่วนนั้นๆ
ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์
ไม่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์
ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย
ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
ไม่เป็นไปเพื่อความดับ
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
ไม่เป็นเพื่อความรู้พร้อม
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
ฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวสอน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมะอะไรเล่า เป็นธรรมะที่เรากล่าวสอน ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมะที่เรากล่าวสอนคือข้อที่ว่า
ความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ
เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ
ความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ
ข้อปฏิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ .
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุไรเล่า ธรรมะส่วนนี้เราจึงนำมากล่าวสอน ?

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะว่าธรรมะส่วนนี้ ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความ สงบ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะเหตุนั้นแล เราจึงนำมากล่าวสอน.

ตามรอยธรรม หน้า 41


๑๙
ถ้ามัวรอให้รู้เรื่องที่ไม่จำเป็นเสียก่อนก็ตายเปล่า

มาลุงก๎ยบุตร ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้หนึ่ง ถูกลูกศรอันกำซาบด้วยยาพิษอย่างแรงกล้า มิตร อำมาตย์ ญาติ สายโลหิต จัดการเรียกแพทย์ผ่าตัดผู้ชำนาญ.

บุรุษอย่างนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวบุรุษผู้ยิงเรา ว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร ชื่อไร โคตรไหน ฯลฯธนูที่ใช้ยิงนั้นเป็นชนิดหน้าไม้หรือเกาทัณฑ์ ฯลฯ เสียก่อนแล้ว เรายังไม่ต้องการจะถอน ลูกศรอยู่เพียงนั้น.

มาลุงก๎ยบุตร ! เขาไม่อาจรู้ข้อความที่เขาอยากรู้นั้นได้เลยต้องตายเป็นแท้ !

อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้นั้นกล่าวว่า เราจักยังไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จนกว่าพระองค์จักแก้ปัญหาทิฏฐิสิบประการแก่เราเสียก่อน และตถาคตก็ไม่ พยากรณ์ปัญหานั้นแก่เขา เขาก็ตายเปล่า โดยแท้.

มาลุงก๎ยบุตร ! ท่านจงรู้ซึ่งสิ่งที่เราไม่พยากรณ์ไว้โดยความ เป็นสิ่งที่เราไม่พยากรณ์  รู้ซึ่งสิ่งที่เราพยากรณ์ ไว้โดยความเป็นสิ่งที่เราพยากรณ์.

อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ?
คือความเห็นสิบประการว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยงโลกมีที่สิ้นสุด โลกไม่มีที่ สิ้นสุด ฯลฯ (เป็นต้น)
เป็นสิ่งที่เราไม่พยากรณ์.

มาลุงก๎ยบุตร ! อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ ?
คือสัจจะว่า “นี้เป็นทุกข์  นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์ และนี้เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์” ดังนี้ 
นี้เป็นสิ่งที่เราพยากรณ์.

เหตุใดเราจึงพยากรณ์เล่า ?
เพราะสิ่งๆ นี้ ย่อมประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อ ความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน.

ตามรอยธรรม หน้า 43

๒๐
คำสอนที่ทรงสั่งสอนบ่อยมาก

“พระโคดมผู้เจริญ ! ทรงนำสาวกทั้งหลายไปอย่างไร ? อนึ่ง อนุสาสนีของพระโคดมผู้เจริญ ย่อมเป็นไปใน สาวกทั้งหลายส่วนมาก มีส่วนแห่งการจำแนกอย่างไร ?”.

อัคคิเวสสนะ ! เราย่อมนำสาวกทั้งหลายไปอย่างนี้ อนึ่ง อนุสาสนีของเรา ย่อมเป็นไปใน สาวกทั้งหลาย ส่วนมากมีส่วนแห่งการจำแนกอย่างนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ! รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง.

ภิกษุทั้งหลาย ! รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตนสัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณ ไม่ใช่ตัวตน.

สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน” ดังนี้.

อัคคิเวสสนะ ! เราย่อมนำสาวกทั้งหลายไปอย่างนี้ อนึ่ง อนุสาสนีของเรา ย่อมเป็นไปใน สาวกทั้งหลาย ส่วนมากมีส่วนแห่งการจำแนกอย่างนี้  ดังนี้.

ตามรอยธรรม หน้า 45


๒๑
ลำดับการหลุดพ้น เมื่อเห็นไตรลักษณ์

ภิกษุทั้งหลาย ! รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง  สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้น นั่นไม่ใช่ของเรา (เนตํ มม)นั่นไม่ใช่เป็นเรา (เนโสหมสฺมิ) นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (น เมโส อตฺตา)เธอทั้งหลายพึงเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญา โดยชอบ ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ด้วยประการดังนี้.
(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป ทุกประการ).

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลเห็นข้อนั้นด้วยปัญญาโดยชอบ
ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ปุพพันตานุทิฏฐิ 1 ทั้งหลาย ย่อมไม่มี
เมื่อปุพพันตานุทิฏฐิไม่มี อปรันตานุทิฏฐิ 2 ทั้งหลาย ย่อมไม่ม

1 ความเห็นที่ปรารภขันธ์ในเบื้องต้น หรือความเห็นที่เป็นไปในส่วนของอดีต
2 ความเห็นที่ปรารภขันธ์ในเบื้องปลาย หรือความเห็นที่เป็นไปในส่วนของนาคตเมื่ออปรันตานุทิฏฐิไม่มี ความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าย่อมไม่มี

เมื่อความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าไม่มี  จิตย่อมจางคลายกำหนัดในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารในวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่มีความ ยึดมั่น ถือมั่น.

เพราะจิตหลุดพ้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่เพราะเป็นจิตที่ดำรงอยู่ จิตจึงยินดีร่าเริงด้วยดี เพราะเป็นจิตที่ยินดี ร่าเริงด้วยดี จิตจึงไม่หวาดสะดุ้งเมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพาน เฉพาะตน นั่นเทียว.

เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำ เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.

ตามรอยธรรม หน้า 47


๒๒
ผู้ไม่เข้าไปหา ย่อมหลุดพ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้เข้าไปหา เป็นผู้ไม่หลุดพ้น ผู้ไม่เข้าไปหา เป็นผู้หลุดพ้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอารูปตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้  เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาเวทนาตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้  เป็นวิญญาณที่มีเวทนา เป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสัญญาตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสัญญา เป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณซึ่งเข้าถือเอาสังขารตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ได้ เป็นวิญญาณที่มีสังขาร เป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “เราจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป การจุติ การอุบัติ ความเจริญความงอกงาม และความไพบูลย์ของวิญญาณ โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา เว้นจากสัญญา และเว้นจากสังขาร” ดังนี้นั้น นี่ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณ ธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว เพราะละราคะได้ อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง ที่ตั้งของ วิญญาณก็ไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้นก็ไม่งอกงาม หลุดพ้นไปเพราะไม่ถูก ปรุงแต่ง เพราะหลุดพ้นไปก็ตั้งมั่น เพราะตั้งมั่นก็ยินดีในตนเอง เพราะยินดีในตนเองก็ไม่ หวั่นไหว เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน.

ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะ ต้องทำเพื่อ ความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”ดังนี้.

ตามรอยธรรม หน้า 51

๒๓
มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิดๆ


มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อมถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตนๆ นั่นไม่ใช่ที่พึ่ง อันทำความเกษมให้ได้เลย นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด  ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้นๆ เป็นที่พึ่งแล้วย่อม ไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้.

ส่วนผู้ใดที่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นอริยสัจทั้งสี่ด้วยปัญญา อันถูกต้องคือเห็นทุกข์  เห็นเหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นของทุกข์ เห็นความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์  และเห็นมรรคประกอบด้วย องค์แปดอันประเสริฐ ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึงความเข้าไปสงบรำงับแห่งทุกข์ นั่นแหละคือที่พึ่งอันเกษม  นั่นคือที่พึ่งอันสูงสุด ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้วย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง ได้แท้.

ตามรอยธรรม หน้า 32


๒๔
จงเจริญสมาธิ จักรู้อริยสัจตามเป็นจริง

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง.

รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งอะไรเล่า ? รู้ได้ตามเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐว่า“
นี้เป็นทุกข์ นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์ และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์” ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียรเพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
“นี้เป็นทุกข์ นี้เป็นเหตุให้เกิดของทุกข์ นี้ เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ เป็นทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์” ดังนี้เถิด.

ตามรอยธรรม หน้า 53


๒๕
ทรงมีหลักเกณฑ์การฝึกตามลำดับ
(อย่างย่อ)

พราหมณ์ ! ในธรรมวินัยนี้ เราสามารถบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งการศึกษาตามลำดับ การกระทำตามลำดับ และการปฏิบัติตามลำดับได้เหมือนกัน.

พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนผู้ชำนาญการฝึกม้า ได้ม้าชนิดที่อาจฝึกได้มาแล้ว ในขั้นแรก ย่อมฝึกให้รู้จัก การรับสวมบังเหียนก่อน แล้วจึงค่อยฝึกอย่างอื่นๆ ให้ยิ่งขึ้นไปฉันใด

พราหมณ์เอย ! ตถาคตครั้นได้บุรุษที่พอฝึกได้มาแล้ว ในขั้นแรกย่อมแนะนำอย่างนี้ ก่อนว่า“มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยดีในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาท และโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยแม้ในโทษ ที่เล็กน้อย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย เถิด” ดังนี้.

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้มีศีล (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า“

มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย  ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอา โดยนิมิต (คือรวบถือทั้งหมด ว่างามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี) จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ (คือแยกถือเอาแต่ บางส่วน ว่าส่วนใดงามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี) บาปอกุศล กล่าวคือ อภิชฌาและโทมนัสมัก ไหลไป ตามอารมณ์ เพราะการไม่สำรวมจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักสำรวมอินทรีย์นั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวม จักขุนทรีย์” ดังนี้.

(ในกรณี โสตินทรีย์คือหู ฆานินทรีย์คือจมูก ชิวหินทรีย์คือลิ้นกายินทรีย์คือกาย และ มนินทรีย์ คือใจ ก็มีข้อความนัยเดียวกัน).

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้สำรวมอินทรีย์(เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อม แนะนำให้ยิ่งขึ้นไป อีกว่า“

มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ จงพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง  แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิต เป็นไปเพื่อป้องกันความ ลำบากเพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ โดยคิดว่า เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ผาสุก สำราญ จักมีแก่เรา” ดังนี้.

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ (เช่นที่กล่าวนั้น)ดีแล้ว ตถาคต ย่อมแนะนำ ให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า“

มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น (ไม่หลับ ไม่ง่วง ไม่มึนชา).
จงชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณิยธรรมทั้งหลาย ด้วยการเดินการนั่ง ตลอดวันยันค่ำ ไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี.

ครั้นยามกลางแห่งราตรี สำเร็จการนอนอย่างราชสีห์(คือตะแคงขวา เท้าเหลื่อมเท้า) มีสติสัมปชัญญะ ในการลุกขึ้น.

ครั้นถึงยามท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้หมดจดจาก อาวรณิยธรรม ด้วยการเดิน การนั่ง อีกต่อไป” ดังนี้.

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้วตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า

มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไป ข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง การแลดู การเหลียวดู  การคู้การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร การฉัน การดื่มการเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูดการนิ่ง” ดังนี้.

พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อม แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า

“มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง). ในกาลเป็นปัจฉาภัตต์ กลับจาก บิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า

ละ อภิชฌา ในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌาละ พยาบาท มีจิต ปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณา มีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจาก พยาบาท

ละ ถีนมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนมิทธะ มีสติสัมปชัญญะ คอยชำระ จิตจากถีนมิทธะ

ละ อุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ภายในคอยชำระจิต จากอุทธัจจกุกกุจจะ

ละ วิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า‘ นี่อะไร นี่อย่างไร’ ในกุศลธรรม ทั้งหลาย (เพราะความสงสัย)คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา” ดังนี้.

ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ทำปัญญาให้ถอยจาก กำลังเหล่านี้ จึงบรรลุฌานที่หนึ่ง มีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่ เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุฌานที่สอง เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่

 เพราะความจางหายไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขามีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ ได้ฌานนี้ “เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยูู่

และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้บรรลุ ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่มีสติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะ อุเบกขาแล้วแลอยู่.

พราหมณ์เอย ! ภิกษุเหล่าใดที่ยังเป็นเสขะ (คือยังต้องทำต่อไป)ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ยังปรารถนา นิพพาน อันเป็นที่เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งไปกว่าอยู่ คำสอนที่กล่าวมา นี้แหละ เป็นคำสอนสำหรับ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.

ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว มีภาระอันปลง ลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันบรรลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ  ธรรมทั้งหลาย (ในคำสอน) เหล่านี้ เป็นไปเพื่อความอยู่ เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ด้วย.