เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
 
ค้นหาคำที่ต้องการ          

 
 มหาปรินิพพานสูตร ๑๔/๑๔ เทวดาแสดงฤทธิ์..ยกพระสรีระไม่ขึ้น-พระเพลิงไม่ติด แบ่งพระสรีระ 637
 
 มหาปรินิพพานสูตร(๑-๑๔) ตอนที่ ๑๐  ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔
 

มหาปรินิพพานสูตร #๑๔ (เนื้อหาพอสังเขป)

เทวดาแสดงฤทธิ์..

ยกพระสรีระไม่ขึ้น

พวกเจ้ามัลละ 8 องค์ จะยกพระสรีระพระผู้มีพระภาค แล้วเชิญออกนอกพระนคร ไปทางทิศใต้  เพื่อถวายพระเพลิง แต่ยกไม่ขึ้น... จึงถามพระอนุรุทธะ(อรหันต์ผู้มีฤทธิ์) ได้คำตอบว่า เทวดาที่มา เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ต้องการให้เชิญออกทิศเหนือ แล้วเข้าทางประตู ทิศเหนือ เชิญไปกลางพระนคร ออกประตูทิศตะวันออก แล้วถวายพระเพลิงที่ มกุฏพันธเจดีย์ ของพระเจ้ามัลละ ที่อยู่ทางตะวันออก เจ้ามัลละจึงยอมตาม ความประสงค์ของเทวดา ระหว่างเคลื่อนพระสรีระฯ มีการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัยและของหอม ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์

พระเพลิงไม่ยอมติด
การห่อพระสรีระฯ ปฏิบัติเช่นเดียวกับพระเจ้าจักรพรรดิ คือห่อด้วยผ้าไหม แล้วซับด้วยสำลี แล้วห่อ ด้วยผ้าไหมอีกชั้น เชิญพระสรีระลงในรางเหล็ก ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน ครอบด้วยรางเหล็ก แล้ววางบน จิตกาธาน(เชิงตะกอน) ที่ทำด้วยไม้หอม แล้วถวายพระเพลิง แต่พระเพลิงไม่ยอมติด จึงถาม พระอนุรุทธะ ว่าอะไรเป็นเหตุ คำตอบคือเทวดายังไม่ประสงค์  เทวดาต้องการให้รอ ท่านพระมหากัสสป (อรหันต์อาวุโสสูงสุด) และภิกษุอีกราว ๕๐๐ รูป ที่กำลังเดินทางมาจากเมืองปาวามาสู่  และรอจนกว่า ท่านพระมหากัสสป จะถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาค


พระสรีระไหม้บางส่วน
พระมหากัสสป ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณจิตกาธาร ๓ รอบ แล้วถวายบังคมพระบาททั้งสองของ พระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ภิกษุ ๕๐๐ รูป ก็กระทำเช่นกัน เมื่อเสร็จแล้ว จิตกาธาร ของพระผู้มี พระภาคก็โพลงขึ้นเอง ปรากฏว่า พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระนหารู หรือ พระลสิกา เถ้า เขม่า แห่ง พระอวัยวะส่วนนั้น มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียว เมื่อเนยใสและ น้ำมันถูกไฟไหม้อยู่ เถ้า เขม่า มิได้ปรากฏ  และผ้า ๕๐๐ คู่ ไฟไหม้เพียง ๒ ผืน คือผืนในที่สุด กับผืนนอก เท่านั้น

มีการดับไฟ 3 ทาง
1.มีท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศ
2.มีน้ำพุ่งขึ้นแม้จากไม้สาละ
3.พวกเจ้ามัลละ ก็ดับด้วยน้ำหอมล้วนๆ

กษัตริย์ 8 เมือง ขอพระสรีระไปสร้างสถูปบูชา
1. พระเจ้า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร นครราชคฤห์
2. พวกกษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี
3. พวกกษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์
4. กษัตริย์ถูลีเมือง อัลกัปปะ
5. พวกกษัตริย์โกลิยะ เมืองราม
6. พราหมณ์ผู้ครอง เมืองเวฏฐทีปกะ
7. พวกเจ้ามัลละ เมืองปาวา
8. พวกเจ้ามัลละ เมืองกุสิ

ตุมพะ และ พระอังคาร
9. โทณพราหมณ์ ได้ ตุมพะ (มาตรชั่งตวงวัดเช่นหม้อ)
10. พวกกษัตริย์โมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้พระอังคาร(ขี้เถ้า)

พระสรีระของพระพุทธเจ้าแปดทะนาน (แบ่งเป็น 8 ส่วน)
... เจ็ดทะนานบูชา กันอยู่ในชมพูทวีป
... อีกทะนานหนึ่ง พวกนาคราช ในรามคาม
... พระเขี้ยวองค์หนึ่งเทวดาชาวไตรทิพย์
... ส่วนอีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ใน คันธารบุรี
... อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ใน แคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ
... อีกองค์หนึ่ง พระยานาคบูชากันอยู่ ฯ
... พระทนต์(ฟัน) ๔๐ องค์ บริบูรณ์
... พระเกศา แล พระโลมา(ขน)ทั้งหมด พวกเทวดานำไป องค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆกันไปในจักรวาล
    ดังนี้แล ฯ

   จบ มหาปรินิพพานสูตร

 
 
 


พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๐ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค หน้าที่



มหาปรินิพพานสูตร (๑๔)
[๑๕๓] [๑๖๒]


พระสรีระพระผู้มีพระภาคยกไม่ขึ้น เพราะฤทธิ์ของเทวด

          [๑๕๓] สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๘ องค์ สระสรงเกล้า แล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งพระทัยว่า เราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจจะยกขึ้นได้

          ลำดับนั้นพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ได้ถามท่าน พระอนุรุทธะ ว่า ข้าแต่ท่านอนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุอะไรหนอเป็นปัจจัย ให้มัลลปาโมกข์ ๘ องค์นี้ ผู้สระสรงเกล้า แล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่าเราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจยกขึ้นได้ ฯ

          อ. ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านอย่างหนึ่ง ของพวก เทวดา อย่างหนึ่ง
          ม. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างไร ฯ

          ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านว่า เราสักการะ เคารพนับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาค ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และของหอม จักเชิญไปทางทิศทักษิณ(ทิศใต้) แห่งพระนคร แล้วเชิญไปภายนอกพระนคร  ถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาคทางทิศทักษิณ แห่งพระนคร
(เจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ต้องการเชิญออกทิศใต้ เพื่อออกนอกพระนคร แล้วถวายพระเพลิง ทางทิศใต้)

          ความประสงค์ ของพวกเทวดาว่า เราสักการะ เคารพนับถือ บูชาพระสรีระ พระผู้มี พระภาค ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัยและของหอมอันเป็นทิพย์ จักเชิญ ไปทางทิศอุดร(ทิศเหนือ) แห่งพระนคร แล้วเข้าไปสู่พระนครโดยทวารทิศอุดร (ทิศเหนือ)เชิญไปท่ามกลางพระนคร แล้วออกโดยทวารทิศบูรพา(ทิศตะวันออก) แล้วถวายพระเพลิง พระสรีระพระผู้มีพระภาคที่ มกุฏพันธนเจดีย์ ของพวกเจ้ามัลละ ทางทิศบูรพาแห่งพระนคร (เทวดาต้องการให้เชิญออกทิศเหนือ แล้วเข้าทางประตู ทิศเหนือ เชิญไปกลางพระนคร ออกประตูทิศตะวันออก แล้วถวายพระเพลิงที่ มกุฏพันธเจดีย์ ของพระเจ้ามัลละ ที่อยู่ทางตะวันออก)

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด ฯ

          สมัยนั้น เมืองกุสินาราเดียรดาษไปด้วยดอกมณฑารพ (ดอกไม้ทิพย์) โดยถ่องแถวประมาณ แค่เข่าจนตลอดที่ต่อแห่งเรือน บ่อของโสโครก และกองหยาก เยื่อ ครั้งนั้นพวกเทวดา และพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระ พระผู้มีพระภาคด้วยการฟ้อนรำขับร้องประโคม มาลัยและของหอม ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็น ของมนุษย์ เชิญไปทางทิศอุดรแห่งพระนคร แล้วเข้าไปสู่พระนครโดยทวารทิศอุดร เชิญไปท่ามกลางพระนคร แล้วออกโดย ทวารทิศบูรพา แล้ววางพระสรีระพระผู้มี พระภาค ณ มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้า มัลละ ทางทิศบูรพาแห่งพระนคร ลำดับนั้นพวกเจ้ามัลละเมือง กุสินาราได้ถามท่าน พระอานนท์ว่า 

ข้าแต่ท่านพระอานนท์ พวกข้าพเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร ในพระสรีระพระผู้มีพระภาค ฯ

          อ. ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระพระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น ฯ

          ข้าแต่ท่านอานนท์ ก็เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ฯ

          ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยผ้าใหม่แล้วซับ ด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญพระสรีระลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วยรางเหล็กอื่น แล้ว กระทำจิตกาธาร(ก่อเชิงตะกอน) ด้วยไม้หอมล้วน ถวายพระเพลิงพระสรีระพระเจ้า จักรพรรดิแล้ว สร้างสถูป ของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง เขาปฏิบัติใน พระสรีระ พระเจ้าจักรพรรดิด้วยประการฉะนี้แล

          พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระ พระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระเจ้า จักรพรรดิ พึงสร้างสถูปของพระตถาคตไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใด จักยกขึ้น ซึ่งมาลัยของหอมหรือ จุณ จักอภิวาท หรือจัก ยังจิตให้เลื่อมใสใน พระสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชน เหล่านั้นสิ้นกาลนาน ฯ

          ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสสั่งพวกบุรุษว่า ดูกรพนาย ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเตรียมสำลีไว้ให้พร้อมเถิด พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ห่อพระสรีระพระผู้มี พระภาคด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระ พระผู้มีพระภาคด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็ก อันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วย รางเหล็กอื่น แล้วกระทำจิตกาธาร ด้วยไม้หอมล้วน แล้วจึงเชิญพระสรีระพระผู้มี พระภาคขึ้นสู่จิตกาธาร ฯ

          [๑๕๔] สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสป* พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูปเดินทางไกลจาก เมืองปาวา มาสู่เมืองกุสินารา ลำดับนั้นท่านพระมหากัสสป แวะออกจากทางแล้วนั่งพักที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ฯ
*(มหากัสสปเป็นพระอรหันต์อาวุโสที่มีอายุยืน เป็นประธานสังคายนาพุทธศาสนาครั้งที่1)

          สมัยนั้น อาชีวก คนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพในเมืองกุสินารา เดินทางไกล มาสู่เมืองปาวา ท่านพระมหากัสสป ได้เห็นอาชีวกนั้นมาแต่ไกล จึงถามอาชีวกนั้นว่า ดูกรผู้มีอายุ ท่านยังทราบข่าวพระศาสดาของเราบ้างหรือ อาชีวกตอบว่า อย่างนั้น  ผู้มีอายุ เราทราบอยู่ พระสมณโคดมปรินิพพานเสียแล้ว ได้ ๗ วันเข้าวันนี้ ดอกมณฑารพนี้ เราถือมาจากที่นั้น

บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจาก ราคะ

          ภิกษุเหล่านั้น บางพวกประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือก ไปมา ดุจมีเท้าอันขาดแล้ว รำพันว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคต เสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก อันตรธาน  เสียเร็วนักดังนี้ ส่วนภิกษุเหล่าใด ปราศจากราคะแล้ว ภิกษุเหล่านั้น มีสติ สัมปชัญญะ อดกลั้นด้วย ธรรมสังเวชว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นเหล่าสัตว์จะพึงได้ในสังขารนี้ แต่ที่ไหน

          [๑๕๕] สมัยนั้น บรรพชิตผู้บวชเมื่อแก่ นามว่า สุภัททะ นั่งอยู่ในบริษัท นั้นด้วย ครั้งนั้น สุภัททวุฒบรรพชิต ได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเลยอาวุโส พวกท่านอย่า เศร้าโศกอย่าร่ำไรไปเลย พวกเราพ้นดีแล้ว ด้วยว่าพระมหาสมณะ นั้น เบียดเบียน พวกเราอยู่ว่า สิ่งนี้ควรแก่เธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอ ก็บัดนี้ พวกเรา ปรารถนาสิ่งใด ก็จัก กระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น ฯ

          ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสป เตือนภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเลยอาวุโส พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนไว้อย่างนี้ ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น จากของรัก ของชอบใจทั้งสิ้น ต้องมี เพราะฉะนั้นจะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้ แต่ที่ไหน สิ่งใด เกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดาการปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้น อย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ

          [๑๕๖] สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๔ องค์ สระสรงเกล้า แล้วทรงนุ่งผ้าใหม่  ด้วยตั้งใจว่าเราจักยังไฟให้ติดจิตกาธาน(เชิงตะกอน) ของพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจให้ติดได้ ลำดับ นั้นพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า

ข้าแต่ท่าน อนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัยที่ให้มัลลปาโมกข์ทั้ง ๔ องค์นี้ ผู้สระสรงเกล้าแล้ว ทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่า เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธาร  ก็มิอาจให้ติดได้ ฯ

          อ. ดูกรวาสิฏฐะ ทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านอย่างหนึ่ง ของพวก เทวดาอย่างหนึ่ง ฯ

          ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างไร ฯ

          ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกเทวดาว่า ท่านพระมหากัสสป นี้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่ เมืองกุสินารา จิตกาธานของพระผู้มีพระภาค จักยังไม่ลุกโพลงขึ้น จนกว่าท่าน พระมหากัสสป จะถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาค ด้วยมือของตนฯ

          ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด ฯ

          ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสป เข้าไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ ของพวกเจ้ามัลละ ในเมืองกุสินาราและถึงจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วกระทำจีวรเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนม อัญชลี กระทำประทักษิณจิตกาธาร ๓ รอบ แล้วเปิดทางพระบาท ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูป เหล่านั้น ก็กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ ๓ รอบ (เวียนขวา) แล้วถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า

          เมื่อท่านพระมหา กัสสป และภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นถวายบังคมแล้ว จิตกาธาน(เชิงตะกอน) ของพระผู้มีพระภาคก็โพลงขึ้นเอง เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาค ถูกเพลิงไหม้ อยู่ พระอวัยวะส่วนใด คือ พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระนหารู หรือ พระลสิกา เถ้า เขม่า แห่ง พระอวัยวะส่วนนั้น มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีระ อย่างเดียว เมื่อเนยใสและ น้ำมันถูกไฟไหม้อยู่เถ้า เขม่า มิได้ปรากฏ ฉันใด

          เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคถูกเพลิงไหม้อยู่ พระอวัยวะส่วนใด คือ พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระนหารู หรือพระลสิกา เถ้า เขม่าแห่งพระอวัยวะ ส่วนนั้น มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียว ฉันนั้น เหมือนกัน และบรรดาผ้า ๕๐๐ คู่เหล่านั้น ไฟไหม้เพียง ๒ ผืนเท่านั้น คือ ผืนในที่สุด กับผืนนอก

          เมื่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคถูกไฟไหม้แล้ว
              ท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศ ดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค
              น้ำพุ่งขึ้นแม้จากไม้สาละ ดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค
              พวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาคด้วยน้ำหอม ล้วนๆ

          ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารากระทำสัตติบัญชร (รั้วหอก) ใน สัณฐาคาร แวดล้อมด้วย ธนูปราการ สักการะ เคารพนับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มี พระภาค ตลอดเจ็ดวันด้วยการฟ้อนรำ ด้วยการขับ ด้วยการประโคม ด้วยพวงมาลัย ฯ


เจ้าเมืองต่างๆส่งทูตมาขอพระสรีระไปสร้างสถูปบูชา

          [๑๕๗] พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้ทรง สดับข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหา พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่าพระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควร จะได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาค

          พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลีทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ในเมือง กุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรได้ส่วนพระสรีระพระผู้มี พระภาคบ้าง แม้พวกเราก็จักได้ทำ พระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกกษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ ... พระผู้มีพระภาคเป็นพระญาติอันประเสริฐของพวกเรา ... พวกกษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะ ... พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์    แม้เราก็เป็นกษัตริย์ ... พวกกษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม ... พระผู้มีพระภาคเป็น กษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ ...

          พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ ... พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เรา ก็เป็นพราหมณ์ ... พวกกษัตริย์มัลละเมืองปาวา ได้ทรงสดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระพระผู้มี พระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค

เมื่อกษัตริย์ และพราหมณ์ว่ามาดังนี้แล้ว พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ได้ตรัสตอบ หมู่คณะเหล่านั้น ว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานใน คามเขตของพวกเรา พวกเราจักไม่ให้ ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาค ฯ

          [๑๕๘] เมื่อพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสอย่างนี้แล้ว โทณพราหมณ์  ได้พูดกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำอันเอก ของข้าพเจ้าพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ การจะสัมประหาร กันเพราะส่วนพระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้ไม่ดีเลย

ขอเราทั้งหลาย ทั้งปวงจงยินยอมพร้อมใจยินดีแบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วนเถิด ขอพระสถูป จงแพร่หลายไปในทิศทั้งหลาย ชนผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ มีอยู่มาก ฯ

          [๑๕๙] หมู่คณะเหล่านั้นตอบว่า ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นขอท่านนั่นแหละ จงแบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘ ส่วนเท่าๆกัน ให้เรียบร้อยเถิด โทณพราหมณ์ รับคำของหมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาค ออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อย จึงกล่าวกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า

          ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงให้ ตุมพะ(หม้อน้ำ-เครื่องตวง) นี้แก่ ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักกระทำพระสถูป และกระทำการฉลองตุมพะบ้าง ทูตเหล่านั้น ได้ให้ตุมพะแก่โทณพราหมณ์ (พราหมณ์ขอภาชนะเปล่าๆหลังตวงพระสรีระเสร็จแล้ว เพื่อนำไปสร้างพระสถูป)

          [๑๖๐] พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระ  พระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการ ฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค  พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตอบว่า ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคไม่มี เราได้ แบ่งกันเสียแล้ว พวกท่านจงนำพระอังคารไปแต่ที่นี่เถิด พวกทูตนั้น นำพระอังคารไปจากที่นั้นแล้ว ฯ

สถูปพระสรีระ ๘ แห่ง

          [๑๖๑] ครั้งนั้น
1. พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตรได้กระทำพระสถูป และ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคใน พระนครราชคฤห์

2. พวกกษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลี ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มี พระภาคใน เมืองเวสาลี

3.
พวกกษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองกบิลพัสดุ์

4.
พวกกษัตริย์ถูลีเมือง อัลกัปปะ ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคใน เมืองอัลกัปปะ

5.
พวกกษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค ใน เมืองรามคาม

6.
พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคใน เมืองเวฏฐทีปกะ

7
. พวกเจ้ามัลละเมืองปาวา ก็ได้กระทำพระสถูป และ การฉลองพระสรีระ พระผู้มี พระภาคใน เมืองปาวา

8.
พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก็ได้กระทำพระสถูป และ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคใน เมืองกุสินารา


ตุมพะ(ที่ตวง) และ พระอังคาร(เถ้า)

โทณพราหมณ์ ก็ได้กระทำสถูป และ การฉลอง ตุมพะ (ขอทะนานที่ใช้ ตวงวัดไปสร้างพระสถูป)

พวกกษัตริย์โมริยะ เมืองปิปผลิวัน ก็ได้กระทำพระสถูปและการฉลอง พระอังคาร(เถ้า) ใน เมืองปิปผลิวัน (พระโมริยะ ผู้มาทีหลัง จึงได้เถ้าไปสร้างพระสถูป)

          พระสถูปบรรจุ พระสรีระมีแปดแห่ง เป็นเก้าแห่งทั้งสถูปบรรจุตุมพะ เป็นสิบแห่ง ทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร ด้วยประการฉะนี้ การแจกพระธาตุและ การก่อพระสถูป เช่นนี้ เป็นแบบอย่างมาแล้ว ฯ

          [๑๖๒] พระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ แปดทะนาน*
เจ็ดทะนานบูชา กันอยู่ในชมพูทวีป
อีกทะนานหนึ่ง ผู้เป็นบุรุษที่ประเสริฐอันสูงสุด พวกนาคราช บูชากันอยู่ในรามคาม พระเขี้ยวองค์หนึ่ง เทวดาชาวไตรทิพย์บูชาแล้ว
ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ใน คันธารบุรี
อีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ในแคว้นของ พระเจ้ากาลิงคะ
อีกองค์หนึ่ พระยานาคบูชากันอยู่
* (ทะนาน เป็นเครื่องตวงโบราณทำด้วยกะลามะพร้าว)

ด้วยพระเดชแห่งพระสรีระพระพุทธเจ้า นั้นแหละแผ่นดินนี้ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งแก้วประดับ แล้วด้วยนักพรต ผู้ประเสริฐที่สุด พระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุนี้ ชื่อว่าอันเขาผู้ สักการะๆสักการะดี แล้วพระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันจอมเทพจอมนาค และจอมนระ บูชาแล้ว อันจอมมนุษย์ ผู้ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน

ขอท่านทั้งหลายจงประนม มือถวายบังคมพระสรีระ นั้นๆ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ยากโดยร้อยแห่งกัป

          พระทนต์(ฟัน) ๔๐ องค์ บริบูรณ์ พระเกศา(ผม) แล พระโลมา(ขน) ทั้งหมด พวกเทวดานำไป องค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆกันไปในจักรวาล ดังนี้แล ฯ

จบ มหาปรินิพพานสูตร ที่ ๓                  

 
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดาล้วนๆ แบบสบายตา โดยคัดลอกจากหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ
พุทธประวัติ
จากพระโอษฐ์
ขุมทรัพย์
จากพระโอษฐ์
อริยสัจ
ภาคต้น-ภาคปลาย
ปฏิจจสมุปบาท
จากพระโอษฐ์
กรรม สมถะ วิปัสสนา โสดาบัน อานาปานสติ