เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

รวมพระสูตรเรื่องส่วนสุดทั้งสอง และทางสายกลาง (เฉพาะคำสอนจากพระโอษฐ์) 2488
 

(โดยย่อ)

1. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 
(ปฐมเทศนา)
ตรัสกับปัญจวัคคีย์
การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุข คือส่วนสุดที่๑
การประกอบความลำบากแก่ตน คือส่วนสุดที่๒
อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ ปฏิปทาสายกลาง
----------------------------------------------------------------------------------------------------

2. ปรายนสูตร (ส่วนสุดที่ ๑ ส่วนสุดที่ ๒ ส่วนท่ามกลาง)
ผัสสะ เป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดผัสสะ เป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับผัสสะ เป็นทางสายกลาง

อดีต เป็นส่วนสุดที่ ๑
อนาคต เป็นส่วนสุดที่ ๒
ปัจจุบัน เป็นส่วนท่ามกลาง

สุขเวทนา เป็นส่วนสุดที่ ๑
ทุกขเวทนา เป็นส่วนสุดที่ ๒
อทุกขมสุขเวทนา เป็นส่วนท่ามกลาง

นาม เป็นส่วนสุดที่ ๑
รูป เป็นส่วนสุดที่ ๒
วิญญาณ เป็นส่วนท่ามกลาง

สักกายะ เป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดสักกายะ เป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับสักกายะ เป็นส่วนท่ามกลาง
----------------------------------------------------------------------------------------------------

3. คณิกาสูตร (ว่าด้วยหญิงโสเภณี)
กามคุณทั้ง ๕ ที่บุคคลถึงแล้ว เกลื่อนกล่นด้วยราคะ นี้เป็นส่วนสุดที่ ๑
ผู้ที่กล่าวว่า โทษในกามไม่มี นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒
การไม่ตกไปในส่วนสุดทั้งสอง และเพราะละส่วนสุดทั้งสองนั้นได้ คือทางสายกลาง
----------------------------------------------------------------------------------------------------

4. อัญญตรสูตร (ตรัสกับพราหมณ์ผู้หนึ่ง)
คนนั้นทำเหตุ คนนั้นเสวยผล เป็นส่วนสุดที่ ๑
คนอื่นทำเหตุ คนอื่นเสวยผล เป็นส่วนสุดที่ ญ๒
การไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร... คือทางสายกลาง
----------------------------------------------------------------------------------------------------

5. ชาณุสโสณิสูตร (ตรัสกับพราหมณ์ชาณุสโสณี)
สิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นส่วนสุดที่ ๑
สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ เป็นส่วนสุดที่ ๒
การไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร... คือทางสายกลาง
----------------------------------------------------------------------------------------------------

6.โลกายติกสูตร (ตรัสกับพราหมณ์ ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะ)
สิ่งทั้งปวงมีอยู่ นี้เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่ง โลกที่หนึ่ง (โลกายตะข้อที่ ๑)
สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ นี้เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่ง โลกที่สอง (โลกายตะข้อที่ ๒)
สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน นี้เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่ง โลกที่สาม (โลกายตะข้อที่ ๓)
สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกัน นี้เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อ แห่ง โลกที่สี่ (โลกายตะข้อที่ ๔)
ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองดังนี้ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร
----------------------------------------------------------------------------------------------------

7. อวิชชาปัจจยสูตร (ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย)
ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้ เป็นของใคร (พระองค์ตรัสว่าตั้งปัญหายังไม่ถูก เพราะคำทั้งสองมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น)
เมื่อมีทิฏฐิว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน’ (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๑)
มื่อมีทิฏฐิว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน’ (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒)
ตถาคตไม่เข้าไปใกล้ที่สุด ๒ อย่างนี้ ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลางว่า ‘เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี”
(โดยย่อ สรีระคือรูปหรือกายหยาบ ชีพหรือชีวะคือนามหรือจิต)

ชาติเป็นไฉน และชาตินี้ เป็นของใคร (พระองค์ตรัสว่าตั้งปัญหายังไม่ถูก เพราะคำทั้งสองมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น)
เมื่อมีทิฐิว่า ชีพ(ชีวะ)ก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๑)
เมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒)
ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะภพ เป็นปัจจัยจึงมีชาติ

ภพเป็นไฉน และภพนี้ เป็นของใคร (พระองค์ตรัสว่าตั้งปัญหายังไม่ถูก เพราะคำทั้งสองมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น)
เมื่อมีทิฐิว่า ชีพ(ชีวะ)ก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๑)
เมื่อมี ทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒)
ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

สังขารเป็นไฉน และ สังขารนี้เป็นของใคร (พระองค์ตรัสว่าตั้งปัญหายังไม่ถูก เพราะคำทั้งสองมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น)
เมื่อมีทิฐิว่าชีพ(ชีวะ)ก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๑)
เมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง (นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒)
ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุด ทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร


เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
(ดูทั้งหมด)
สารบาญพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๘-๓๓ (๒๕ เล่ม) ทุกพระสูตร
1. ฉบับหลวง
2. ฉบับมหาจุฬาฯ
3. อรรถกถาไทย
4. ฉบับภาษาบาลี
5. อรรถกถา-บาลี
6. Pali Roman (Roman Script)
7. Atthakatha PaliRoman
 
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)
 

 


 


1)
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๑๕
(พระสูตรเต็ม P697)

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ปฐมเทศนา)
ตรัสกับปัญญวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี

(โดยย่อ)

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด๒ อย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ

ส่วนสุด ๒ อย่างนั้น เป็นไฉน? คือ

            ๑) การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุข ในกามทั้งหลาย เป็นของเลว เป็นของ ชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐไม่ประกอบด้วยประโยชน์

            ๒) การประกอบความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไป เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

             ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ
๑ ปัญญาอันเห็นชอบ
๒ ความดำริชอบ
๓ เจรจาชอบ
๔ การงานชอบ
๕ เลี้ยงชีวิตชอบ
๖ พยายามชอบ
๗ ระลึกชอบ
๘ ตั้งจิตชอบ


2)
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๒ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๐๘-๔๑๑
(พระสูตรเต็ม P1497 )

ปรายนสูตร (ส่วนสุดที่ ๑ ส่วนสุดที่ ๒ ส่วนท่ามกลาง)
ส่วนสุดทั้งสอง/ตรัสกับ ภิกษุผู้เถระหลายรูป  ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี 

(โดยย่อ)

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้ง ๒ ด้วยปัญญา แล้วไม่ติดอยู่ในส่วน ท่ามกลาง เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้วดังนี้

1) ผัสสะ
ผัสสะ เป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดผัสสะ เป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับผัสสะ เป็นส่วนท่ามกลาง(ทางสายกลาง)
ตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ เหตุเกิดผัสสะ และ ความดับผัสสะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ

          ด้วยเหตุเท่านี้แลภิกษุชื่อว่า ย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควร กำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุด แห่งทุกข์ ได้ในปัจจุบันเทียว

2) อดีต อนาคต ปัจจุบัน
อดีต เป็นส่วนสุดที่ ๑
อนาคต เป็นส่วนสุดที่ ๒
ปัจจุบัน เป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัด อดีต อนาคต และปัจจุบัน นั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
          ด้วยเหตุเท่านี้แล...

3) เวทนา
สุขเวทนา เป็นส่วนสุดที่ ๑
ทุกขเวทนา เป็นส่วนสุดที่ ๒
อทุกขมสุขเวทนา เป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัด สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนานั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
          ด้วยเหตุเท่านี้แล...

4) นามรูป
นาม เป็นส่วนสุดที่ ๑
รูป เป็นส่วนสุดที่ ๒
วิญญาณ เป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดนาม รูป และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
          ด้วยเหตุเท่านี้แล...   

5) อายตนะ ๖
อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑
อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๒
วิญญาณ เป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัด อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
          ด้วยเหตุเท่านี้แล....

6) สักกายะ
สักกายะ เป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดสักกายะ
เป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับสักกายะ
เป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัดสักกายะ เหตุเกิดสักกายะ และความดับสักกายะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
          ด้วยเหตุเท่านี้แลภิกษุชื่อว่า ย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควร กำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุด แห่งทุกข์ ได้ในปัจจุบันเทียว


3)
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๖๐-๑๖๒
(พระสูตรเต็ม P2409 )

คณิกาสูตร (ว่าด้วยหญิงโสเภณี)
ส่วนสุดทั้งสอง/ ทรงเปล่งอุทานกับภิกษุมากรูป ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนคร ราชคฤห์ 


            ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทาน พระวโรกาส ในพระนครราชคฤห์ มีนักเลง ๒ พวก เป็นผู้กำหนัด มีจิตปฏิพัทธ์ในหญิง แพศยาคนหนึ่ง ...ถึงความตายในที่นั้นบ้าง ถึงความทุกข์ปางตายบ้าง พระเจ้าข้า

            ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทาน
นี้ในเวลานั้นว่า เบญจกามคุณ ที่บุคคลถึงแล้วและที่บุคคลจะพึงถึง ทั้งสอง นี้เกลื่อน กล่น แล้วด้วยธุลี คือ ราคะ แต่บุคคลผู้เร่าร้อน สำเหนียกตามอยู่ อนึ่ง การศึกษา อันเป็นสาระ ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ การอุปัฏฐากอันเป็นสาระ นี้เป็นส่วนสุดที่ ๑

            อนึ่ง การประกอบตนพัวพัน ด้วยความสุขในกาม ของบุคคลผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มี นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒

            ส่วนสุด ทั้งสองนี้เป็นที่เจริญแห่งตัณหา และอวิชชาอย่างนี้ ตัณหาและ อวิชชา ย่อมยังทิฐิให้เจริญ สมณพราหมณ์บางพวกไม่รู้ส่วน สุดทั้งสองนั้น ย่อมจมอยู่ (ในสงสารด้วยอำนาจการถือมั่น สัสสตทิฐิ)

            สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมแล่นไป (ด้วยอำนาจ การถือมั่นอุจเฉททิฐิ) ส่วนท่านผู้ที่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปใน ส่วนสุดทั้งสองนั้น และได้สำคัญ ด้วยการ ละส่วนสุดทั้งสองนั้น วัฏฏะของท่านผู้ที่ดับไม่มีเชื้อเหล่านั้น ย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติ


4)
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๗๓ (พระสูตรเต็ม P682)

อัญญตรสูตร
ส่วนสุดทั้งสอง/รัสกับพราหมณ์ผู้หนึ่ง ณ พระเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี 

           คนนั้นทำเหตุ คนนั้นเสวยผลหรือหนอ พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรพราหมณ์โวหารนี้ว่า คนนั้นทำเหตุ คนนั้นเสวยผล เป็นส่วนสุดที่หนึ่ง

           พราหมณ์นั้น ทูลถามว่าพระโคดมผู้เจริญ ก็คนอื่นทำเหตุ คนอื่นเสวยผล หรือ 
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์โวหารนี้ว่า คนอื่นทำเหตุ คนอื่นเสวยผล เป็นส่วนสุดที่สอง

           ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลางไม่เข้าใกล้ส่วนสุด ทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะ อวิชชาดับ ด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับเพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับ แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
(พระผู้มีพระภาคอธิบายด้วย ปฎิจจสมุปบาทสายเกิด-สายดับ)

           เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์นั้นได้กราบทูลพระผู้มี พระภาค ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนักข้า แต่พระโคดม ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก

            ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคล หงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทางหรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน


5)
พระไตรปิฎก ฉบับหลวงเล่มที่ ๑๖ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๗๔ (พระสูตรเต็ม P683)

ชาณุสโสณิสูตร
ส่วนสุดทั้งสอง/รัสกับพราหมณ์ชาณุสโสณี ณ พระเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี 

            ชาณุสโสณีพราหมณ์ได้ทูลถามพระผู้มี พระภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือหนอแล
            ภ. ดูกรพราหมณ์ โวหารนี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นส่วนสุด ที่หนึ่ง

            ชา. พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่หรือ
            ภ. ดูกรพราหมณ์  โวหารนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ เป็นส่วนสุดที่สอง 

            ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุด ทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับ ด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
(พระผู้มีพระภาคอธิบายด้วย ปฎิจจสมุปบาทสายเกิด-สายดับ)

            [๑๗๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ชาณุสโสณีพราหมณ์ ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนา แจ่มแจ้งยิ่งนัก 

            ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือ ตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด พระองค์ทรง ประกาศ ธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน


6)
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๗๕ (พระสูตรเต็ม P684)

โลกายติกสูตร
ส่วนสุดทั้งสอง/ตรัสกับพราหมณ์ ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะ ณ พระเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี 

           ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะ* เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ฯลฯ
* คัมภีร์โลกายตะ หมายถึงคัมภีร์ที่ว่าด้วยศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นโดยการอ้างทฤษฎีและประเพณีทาง
สังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรมแต่อย่างใด


           [๑๗๖] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะ ได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า

พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือหนอ 
ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่ง โลกที่หนึ่ง(โลกายตะข้อที่ ๑)

โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ
ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่ง โลกที่สอง (โลกายตะข้อที่ ๒)

โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ
ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันนี้ เป็นทิฐิว่าด้วย
ความสืบต่อแห่ง 
โลกที่สาม (โลกายตะข้อที่ ๓)

โล. พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันหรือ
ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันนี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อ แห่ง โลกที่สี่ (โลกายตะข้อที่ ๔)

           ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุด ทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้น แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณ จึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
(พระผู้มีพระภาคอธิบายด้วย ปฎิจจสมุปบาทสายเกิด-สายดับ)

           [๑๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว โลกายติกพราหมณ์ ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก

           ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาง ให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็น รูปดังนี้ ฉันใดพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน


7)
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๖๕-๖๘ (พระสูตรเต็ม P1880)

อวิชชาปัจจยสูตร
ส่วนสุดทั้งสอง/ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี 

             [๑๒๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

             [๑๒๙] เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้ เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่า ชรามรณะ เป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่าชรามรณะเป็นอย่างอื่น และชรา มรณะนี้ เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้นมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่ พยัญชนะ เท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมไม่มี หรือว่า เมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ

             [๑๓๐] ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาติเป็นไฉน และชาตินี้ เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุผู้ใดพึงกล่าวว่า ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ชาติเป็นอย่างอื่น และชาตินี้ เป็นของ ผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมไม่มี หรือว่าเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะภพ เป็นปัจจัยจึงมีชาติ

             [๑๓๑] ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภพเป็นไฉน และภพนี้ เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุผู้ใดพึงกล่าวว่า ภพเป็นไฉน และภพนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ภพเป็นอย่างอื่น และภพนี้เป็นของ ผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น
ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมไม่มี หรือเมื่อมี ทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ...

             [๑๓๒] ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สังขารเป็นไฉน และ สังขารนี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูกดูกรภิกษุ ผู้ใดพึง กล่าวว่า สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า สังขารเป็นอย่างอื่น และสังขารนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่ พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติ พรหมจรย์ย่อมไม่มี หรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุด ทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์