ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า 461
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้อย่างไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่ ความปริวิตกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า (เป็นความปริวิตกของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ และทรงคิดค้นทางออกของโลก ด้วยวิธีการ เดียวกัน คือค้นหาเหตุเกิดและเหตุดับของทุกข์ โดยมีความฉงนเหมือนกันว่า เพราะอะไรมีอยู่ ชรามรณะจึงมีได้ อ่าน)
สัตว์โลกนี้หนอ ถึงแล้วซึ่งความ ยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือ ชรามรณะ นี้จักปรากฏขึ้น ได้อย่างไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะ จึงได้มี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจ โดยแยบคาย ได้เกิดขึ้น แก่เราว่าเพราะ ชาติ นั่นแล มีอยู่ ชรามรณะ จึงได้มี เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ดังนี้
เพราะ ภพ นั่นแลมีอยู่ ชาติ จึงได้มี เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ดังนี้
เพราะ อุปาทาน นั่นแลมีอยู่ ภพจึงได้มี เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ ดังนี้
เพราะ ตัณหา นั่นแลมีอยู่อุปาทานจึงได้มี เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทานดังนี้
เพราะ เวทนา นั่นแลมีอยู่ ตัณหาจึงได้มี เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา ดังนี้
เพราะ ผัสสะ นั่นแลมีอยู่ เวทนาจึงได้มี เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา ดังนี้
เพราะ สฬายตนะ นั่นแลมีอยู่ ผัสสะจึงได้มี เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะดังนี้
เพราะ นามรูป นั่นแลมีอยู่สฬายตนะจึงได้มีเพราะมีนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะดังนี้
เพราะ วิญญาณ นั่นแลมีอยู่นามรูปจึงได้มี เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูปดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณจึงได้มี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับ จากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง
ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการ อย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว
ญาณ เกิดขึ้นแล้ว
ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว
วิชชา เกิดขึ้นแล้ว
แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า
ความเกิดขึ้น พร้อม (สมุทโย) ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทโย) ดังนี้
..............................................................................................................
ข้อสังเกตุ
ปฏิจจสมุปบาทตามพระสูตรนี้ (พระพุทธเจ้าวิปัสสี) ไม่ได้เริ่มที่ อวิชชา เหมือนพระสูตรอื่น ซึ่งหลายคนก็สงสัย แม้ท่านพุทธทาสก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ผู้จัดทำเว็บไซต์ อนาคามี จึงขอแสดงความเห็นว่า เหตุที่ไม่ได้ไปถึง อวิชชา และสังขารทั้งหลาย ก็เพราะว่า วิญญาณที่ ปรากฎในการเกิดทุกครั้ง ได้พ่วงเอา อวิชชา และสังขาร เข้ามาอยู่ในวิญญาณอยู่แล้ว โดย อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นจักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ไปจนถึง มโนวิญญาณ ซึ่งเกิดขึ้นโดยผ่าน อายตนะทั้ง ๖ ทำนองเดียวกับเมื่อพูดถึง ภพ ก็ควรรู้โดยอัตโนมัติว่า นั่นคือวิญญาณที่ผ่าน ขบวนการของปฏิจจก่อนหน้านั้นมาแล้วทั้งหมด (อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา และภพ) คือกองทุกข์ที่ไหลตามกระแสกันมา
เช่นปฏิจสสายเกิด
1.อวิชชา
2.สังขาร (สังขาร+อวิชชา) สังขารที่เกิดขึ้น ย่อมมีอวิชชาอยู่ในตัวสังขารโดยอัตโนมัติ
3.วิญญาณ (วิญญาณ+สังขาร+อวิชชา)
4.นามรูป (นามรูป+วิญญาณ+สังขาร+อวิชชา)
5.สฬายตนะ (สฬายตนะ+นามรูป+วิญญาณ+สังขาร+อวิชชา)
...ฯลฯ
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า หน้า 479
ทรงรู้ปัจจัยแห่งความเกิดและความดับ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต เป็นผู้ประกอบด้วย พลญาณ ๑๐ อย่าง และ ประกอบด้วย เวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลาง บริษัททั้งหลาย
ว่า รูป คือย่างนี้ ๆ
เหตุให้เกิดรูปคืออย่างนี้ ๆ
ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ ๆ
และว่า เวทนา คืออย่างนี้ๆ
เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ ๆ
ความไม่ตั้งอยู่ให้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ ๆ
และว่าสัญญา คืออย่างนี้ ๆ
เหตุให้เกิดสัญญา คืออย่างนี้ ๆ
ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญา คืออย่างนี้ ๆ
และว่า สังขาร ทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ
เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลายคืออย่างนี้ ๆ
ความไม่ตั้ง อยู่ได้แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ
และว่า วิญญาณคืออย่างนี้ ๆ
เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ
ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่ง วิญญาณคืออย่างนี้ ๆ
และว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับด้วยอาการอย่างนี้ นี้ได้แก่ความที่
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ
โสกะปริเทวะทุกข์โทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว
จึงมีความดับแห่งสังขาร
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ
เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป
เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะจึงมีความดับแห่งผัสสะ
เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา
เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา
เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ
โสกะปริเทวะทุกขุโทมนัส
อุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น
ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้
|