เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดา อ่านแบบสบายตา โดยคัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ (คลิกอ่านพร้อมดาวน์โหลดไฟล์ pdf)
90 90 90 90 90
 
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์
อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
 
   
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์    
                             
                             
ดูหนังสือทั้งหมด  
ค้นหาคำที่ต้องการ                    

  ปฏิจจสมุปบาท จากพระโอษฐ์   (ที่มา เว็บไซต์ พุทธทาสศึกษา : www.buddhadasa.org) ดาวน์โหลดหนังสือ(ไฟล์ PDF)
  
  08 of 11    
  ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ (แปลโดยท่านพุทธทาส)  
     
    หมวด ๑๑ (ต่อ) หน้า  
    : ว่าด้วย ลัทธิหรือทิฏฐิ ที่ขัดกับปฏิจจสมุปบาท (: มิจฉาทิฏฐิ)    
     ผัสสะ คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒ 719  
     ทิฏฐิ ๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิด ๆของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท 723  
     ผัสสะ (แห่งปฏิจจสมุปบาท) คือที่มาของทิฏฐิ ๖๒ 727  
     ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท 732  
     (ก. สัสสตทิฏฐิ ๔ ประการ) 733  
     (ข.เอกัจจสัสสติก - เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ ๔ ประการ) 736  
     (ค. อันตานันติกทิฏฐ ๔ ประการ) 740  
     (ฆ. อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ ประการ) 743  
     (ง. อธิจจสมุปปันทิกทิฏฐิ ๒ ประการ) 747  
     บัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย ๆ 748  
     (สรุป ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ) 749  
     [หมวด ๒ อปรันตกัปปิกวาท ๔๔ ประการ] 750  
     (จ.อุทธมาฆตนิก ชนิด สัญญีทิฏฐิ ๑๖ ประการ) 750-1  
     (ฉ.อุทธมาฆตนิก ชนิด อสัญญีทิฏฐิ ๘ ประการ) 754  
     (ช.อุทธมาฆตนิก ชนิด เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ๘ ประการ) 756  
     (ฌ. อุจเฉททิฏฐิ ๗ ประการ) 758  
     (ญ. ทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ ๕ ประการ) 763  
     ถ้ารู้ปฏิจจสมุปบาทก็จะไม่เกิดทิฏฐิอย่างพวกตาบอดคลำช้าง 769  
  หมวดที่สิบเอ็ด จบ    
       
    หมวด ๑๒    
       
     ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ส่อไปในทางภาษาคน-เพื่อศีลธรรม 778  
     ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างประหลาด
779  
     ธาตุ ๓ อย่างเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไปได้ของปฏิจจสมุปบาท 790  
  หมวดที่สิบสอง จบ    
       
    บทสรุป : คุณค่าพิเศษของปฏิจจ    
        
     บทสรุป คุณค่าพิเศษของปฏิจจ- (มี ๕ เรื่อง) 798  
     ปฏิจจสมุปบาท คือเรื่องความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา 799  
     ที่สุดแห่งปฏิจจสมุปบาทคือที่สุดแห่งภพ 802  
     ธรรมไหลไปสู่ธรรม โดยไม่ต้องมีใครเจตนา 805  
    แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจ-(เกียรติสูงสุดของปฏิจจสมุปบาท) 807  
    เรื่องปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในเรื่องที่พุทธบริษัทควรทำสังคีติ 811  
  จบ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์    
       
 

 

   
 
 






หมวด 11 (ต่อ)

หน้า 719
ผัสสะ
คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก สัสสตวาท ย่อมบัญญัติอัตตา และ โลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ ประการ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่างๆ ของตนๆ ขึ้นมา (ปฏิสํเวทิสฺสนฺติ) ได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
......................................................... หน้า 720
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก เอกัจจสัสสติก-เอกัจจอสัสสติกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยงบางอย่างด้วยวัตถุ ๔ ประการ เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอันตานัน-ติกวาท ย่อมบัญญัติความมีที่สุด หรือความไม่มีที่สุดแห่งโลก ด้วยวัตถุ ๔ ประการ;เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาทิฏฐิเฉพาะอย่างๆ ของตนๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้ นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก อมราวิก-เขปิกวาท เมื่อถูกถามปัญหาใน ที่นั้นๆย่อมถึงความส่ายแห่งวาจา อันดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยวัตถุ๔ ประการ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิ เฉพาะอย่าง ๆ ของตนๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
......................................................... หน้า 721
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก อธิจจสมุป-ปันนิกวาท ย่อม บัญญัติอัตตา และโลกว่าเกิดเองลอยด้วยวัตถุ ๒ ประการ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย,...สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่างๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะ มีได้เลย. (๑๘ พวกนี้ เป็นพวก ปุพพันตานุทิฏฐิ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเป็นพวก อุทธมาฆต-นิกสัญ ญีวาท ย่อมบัญญัติ อัตตามีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๑๖ ประการ;เหตุการนี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย , ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนา ตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก อุทธมาฆต-นิกอสัญญีวาท ย่อมบัญญัติ อัตตาไม่มีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ;เหตุการณ์นี้มีได้เพราะผัสสะ เป็น ปัจจัย , ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนา ตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น: ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.

ดูก่อนภิกษูทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก อุทธมาฆต-นิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตามีสัญญา ก็ไม่ใช่ไม่มี สัญญาก็ไม่ใช่ ภายหลังจากตายแล้วด้วยวัตถุ ๘ ประการ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย

สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้น จากผัสสะ เสียแล้วจะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
......................................................... หน้า 722
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุจเฉทวาทย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความวินาศ ความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๗ ประการ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนา ตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น: ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกทิฏฐธัมม-นิพพานวาท ย่อมบัญญัติ นิพพาน อย่างยิ่ง ในทิฏฐธรรมแห่งสัตว์ ผู้มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๕ ประการ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น: ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.

(๔๔ พวกนี้ เป็นพวก ปรันตานุทิฏฐิ )

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก ปุพพันต-กัปปิกวาท ก็ดี เป็นพวก อปรันต กัปปีกวาท ก็ดี เป็นพวก ปุพพันตอปรันต กัปปีกวาท ก็ดีล้วนแต่เป็นผู้มี ปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภ ปุพพันตาปรันตขันธ์ แล้วกล่าวบัญญัติซึ่งทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท(ทางแห่งความ หลุด พ้นอย่างยิ่งของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ) มีอย่างต่างๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิรวมหมดด้วยกัน) ๖๒ ประการ;
เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ดังนี้นั้น: ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
......................................................... หน้า 723
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นเป็นพิเศษ เฉพาะในกรณี อันสำคัญยิ่งนี้ว่า ผัสสะอย่างเดียว เป็นตัวสำคัญอันร้ายกาจ นำให้เกิด สิ่งอันไม่พึงปรารถนาทุกชนิดทุกประการ รวมทั้งทิฏฐิ ๖๒ ประการนี้ด้วย ขออย่าได้ศึกษาอย่างเล่น ๆ กับคำว่าผัสสะ. หรือเมื่อได้ยินคำ ว่า "ผัสสะ คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒" ก็อย่าได้สำคัญ ไปว่าเป็นคำพูดขบขันหรือเพ้อเจ้อแล้วก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจ นั่นแหละคือต้นตอ ของความไม่เข้าใจ โดย แท้จริง ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือ ทิฏฐิ ๖๒ ก็ตาม.

คำว่า "ผัสสะ" ในที่นี้ หมายถึง "อวิชชาสัมผัส" คือผัสสะที่มีอวิชชาเข้าผสมอยู่ด้วยมิใช่ผัสสะ ที่เป็นสักว่า การกระทบระหว่างอายตนะ; คือในขั้น สุดท้าย ซึ่งเล็งถึงมโนสัมผัสที่มีเวทนาอย่างใดยอย่างหนึ่ง เป็นตัวธรรมารมณ์; ดังนั้น จึงเป็นช่องทางให้อวิชชาเข้าผสมอยู่ในสัมผัสนั้นได้ ตั้งแต่ ต้นจนปลาย; ด้วยเหตุนี้ จึงมีนามว่า "อวิชชาสัมผัส" เป็นที่เกิดแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ทุกชนิด โดยผ่านเวทนาทุก ๆ ขั้น จนถึงขั้นที่จิตสัมผัสเวทนา อันประกอบอยู่ด้วยทิฏฐินั้น ๆ ทุกคราวไป จนเป็นทิฏฐิที่แน่นแฟ้นตายตัว.


หน้า 723
ทิฏฐิ
๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิด ๆของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก สัสสตวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงด้วยวัตถุ ๔ ประการ; นั่น เป็นเพียง ความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอนแห่งจิตใจ ของบุคคล ผู้มีตัณหาเท่านั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก เอกัจจสัส-สติกเอกัจจอสัสสติกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบาง อย่างไม่เที่ยงบางอย่าง
......................................................... หน้า 724
ด้วยวัตถุ ๔ ประการ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.

ดูก่อนภิกษูทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก อันตานัน-ติกวาท ย่อมบัญญัติความมีที่สุดหรือความไม่มีที่สุดแห่งโลก ด้วยวัตถุ ๔ ประการ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นหล่านั้นซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอมราวิก-เขปีกวาท เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้นย่อมถึงความส่ายแห่งวาจา อันดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยวัตถุ ๔ ประการ; นั่นเป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้นซึ่งเป็น เพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอธิจจสมุป-ปันนิกวาท ย่อมบัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอยๆด้วยวัตถุ ๒ ประการ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็น เพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอนแห่ง จิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.

(๑๘ พวกนี้ เป็นพวก ปุพพันตานุทิฏฐิ )
......................................................... หน้า 725
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก อุทธมาฆต-นิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตามีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วย วัตถุ ๑๖ ประการ;นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวก อุทธมาฆต-นิกอสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาไม่มีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้วด้วยวัตถุ ๘ ประการ;นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก อุทธมาฆต-นิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ภายหลังแต่ตายแล้วด้วยวัตถุ ๘ ประการ; นั่น เป็นเพียง ความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเป็นพวก อุจเฉทวาท ย่อมบัญญัติความ ขาดสูญความ วินาศความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๗ ประการ; นั่นเป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มี ญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
......................................................... หน้า 726
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก ทิฏฐธัมม-นิพพานวาท ย่อมบัญญัตินิพพาน อย่างยิ่งในทิฏฐธรรมแก่สัตว์ผู้มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๕ ประการ นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้ไมีมีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้นซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจของบุคคลผู้มี ตัณหาเท่านั้น.

(๔๔ พวกนี้ เป็นพวก อปรันตานุทิฏฐิ )

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก ปุพพันตกัปปิกวาท ก็ดี เป็นพวก อปรันต กัปปิกวาท ก็ดี เป็นพวก ปุพพัน ตอปรันตกัปปิกวาท ก็ดีล้วนแต่เป็นผู้มี ปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภปุพพันตาปรันตขันธ์ แล้วกล่าวบัญญัติ

ซึ่งทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่างต่างๆเป็นเอนกด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิรวมหมด ด้วยกัน) ๖๒ ประการ ;นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้นซึ่งเป็นเพียง ความหวาด เสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเหล่านั้น.
……………………………………………………………………………………………
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห้นว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการเป็นเพียงความรู้สึก(เวทยิตํ)ของจิตที่ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ในเมื่อกระทบ อารมณ์ ก็เกิดความตื่นเต้น ฟุ้งซ่าน หวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิต, จากความรู้สึกนั้น ๆ ผู้นั้น สรุปความเห็นของตนว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นอย่างไร ได้ตาม ความรู้สึกของตน แล้วก็ถือเอาเป็นทิฏฐิของตน ว่านี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ เป็นเหตุให้เกิดมีทิฏฐิขึ้นต่าง ๆ นานา แปลกกันไปตาม ลักษณะของอารมณ์ที่มากระทบ หรือตามลักษณะของจิตที่มีภาวะต่าง ๆ กัน ของผู้เป็นเจ้าของทิฏฐิ. ถ้าเป็นผู้มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในปฏิจจ-สมุปบาท แล้ว ทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย.


หน้า 727
ผัสสะ (แห่งปฏิจจสมุปบาท) คือที่มาของทิฏฐิ ๖๒

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกสัสสตวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงดังนี้ (๔ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่าเที่ยงแต่บางอย่างไม่เที่ยงบางอย่างดังนี้ (๔ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุดดังนี้ (๔ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติด้วยคำดิ้นได้ไม่ตายตัวดังนี้(๔ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติเกิดเองลอยๆดังนี้(๒ จำพวก)ก็ดี,
(รวมเป็น) สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์
(๑๘ จำพวก ดังกล่าวแล้วข้างบน)ก็ดี;
......................................................... หน้า 728
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่าตายแล้วมีสัญญาดังนี้(๑๖ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่าตายแล้วไม่มีสัญญาดังนี้ (๘ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่าตายแล้วมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ดังนี้ (๘ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า (ตายแล้ว) ขาดสูญดังนี้ (๗ จำพวก)ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัตินิพพานในทิฏฐธรรม(๕ จำพวก)ก็ดี,
(รวมเป็น)สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภอปรันตขันธ์
(๔๔ จำพวก ดังที่กล่าวแล้วข้างบน)ก็ดี;

(รวมทั้งหมดเป็น)สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพ-พันตขันธ์ ก็ดี ปรารภอปรันตขันธ์ก็ดีปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์ก็ดี ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่างต่างๆกันเป็นอเนกด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย๖๒ ประการก็ดี;
......................................................... หน้า 729
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด รู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่างๆของตนๆ ขึ้นมา (ปฏิสํเวเทนฺติ)๑ เพราะการถูกต้องแล้วๆด้วยผัสสายตนะทั้งหลาย ประการ. เพราะเวทนาแห่งสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, จึงมีชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ในกาลใดแล ภิกษุย่อมรู้ชัด ตามที่เป็นจริงซึ่งความเกิดขึ้น (สมุทัย) ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อัตถังคมะ) ซึ่งรส อร่อย (อัสสาทะ) ซึ่งโทษอันต่ำทราม (อาทีนวะ) ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น (นิสสรณะ) แห่งผัสสายตนะทั้งหลาย ประการ; ภิกษุนี้ชื่อว่าย่อมรู้ชัด(ซึ่งเรื่องอันเกี่ยวกับผัสสายตนะ ประการนั้น) ยิ่งกว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งหมดทีเดียวในกาล นั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์บ้าง ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง ปรารภทั้งปุพพัน ตะ และอปรันต-ขันธ์บ้าง ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็น อธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่ง
......................................................... หน้า 730
ของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตนๆ)มีอย่างต่างๆกันเป็นอเนก; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ถูกกระทำแล้วให้ตกอยู่ภายในแห่งข่าย ด้วย วัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านั้นเอง เมื่อโงหัวอยู่ทีเดียว ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้น เมื่อเที่ยวโงหัวอยู่ในที่ทั่วๆไป ก็โงหัวอยู่ใน ข่ายนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนชาวประมงและลูกมือของชาวประมงผู้เชี่ยวชาญ ได้ล้อมแหล่งน้ำน้อยไว้ด้วยอวนตาถี่ เมื่อเป็นอย่างนี้ สัตว์มี ชีวิตทั้งหลายเป็นอันมากเหล่าหนึ่งเหล่าใด ในแหล่งน้ำนี้ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ชื่อว่าถูกกระทำไว้แล้วในภายในแห่งอวน เมื่อผุดอยู่ ที่เดียว ก็ผุดอยู่ในอวนนั้น เมื่อเที่ยวผุดอยู่ในที่ทั่วๆไป ก็ยังคงผุดอยู่ในอวนนั้นนั่นเอง,นี้ฉันใด;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันต-ขันธ์บ้าง ปรารภอปรันต ขันธ์บ้าง ปรารภทั้งปุพพันตะ และอปรันตขันธ์บ้าง ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะ และอปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่างต่างๆกันเป็นอเนก; สมณพราหมณ์ทั้ง หลาย เหล่านั้นทั้งหมด ถูกกระทำแล้วให้ตกอยู่ภายในแห่งข่าย ด้วยวัตถุ(ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านั้นเองเมื่อโงหัวอยู่ที่เดียว ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้น เมื่อเที่ยวโงหัวอยู่ในที่ทั่วๆไป ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้นนั่นเอง.
......................................................... หน้า 731
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! กาย(หมู่แห่งนามรูป) ของตถาคต มีตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพถูกตัดขาดแล้วยังตั้งอยู่. กายนั้น ยังตั้งอยู่ตลอดกาลเพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นซึ่งกายนั้นอยู่เพียงนั้น แต่จักไม่เห็นซึ่งกายนั้น ในที่สุดแห่งชีวิต เพราะการทำลายแห่งกาย.

ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย! เปรียบเหมือนเมื่อพวงแห่งผลมะม่วง ขาดแล้วที่ขั้ว ผลมะม่วงใดๆที่มีขั้วเนื่องกัน ย่อมหล่นลงมาด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น,นี้ฉันใด;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ กายของตถาคต มีตัณหาเครื่องนำไป สู่ภพถูกตัดขาดแล้ว ยังตั้งอยู่. กายนั้นยังตั้งอยู่ตลอดกาลเพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นซึ่งกายนั้นอยู่เพียงนั้น แต่จักไม่เห็นซึ่งกายนั้น ในที่สุดแห่งชีวิต เพราะการทำลายแห่งกาย.

(เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พระอานนท์ ได้กราบทูลว่า "น่าอัศจรรย์พระ-เจ้าข้า!ไม่เคยมีพระเจ้าข้า! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรม ปริยายนี้มีนามว่ากระไรพระเจ้าข้า!" ดังนี้).

ดูก่อนอานนท์! ถ้าอย่างนั้น เธอจงจำธรรมปริยายนี้ไว้ว่า ชื่อว่า "อัตถ-ชาละ" บ้าง "ธัมมชาละ" บ้าง "พระชาละ" บ้าง "ทิฏฐิชาละ" บ้าง "อนุตตร-สังคามวิชัย" บ้าง ดังนี้เถิด.
…………………………………………………………………………………………….
มายเห ตุผู้รวบรวม: ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความของพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ในตอนนี้ว่า ถ้ารู้จักสมุทัย, อัตถังคมะ, อัสสาทะ,อาทีนวะ, และนิสสรณะของผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะเป็นความรู้ที่ยิ่งกว่าทิฏฐิ ๖๒ ประการเหล่านั้น.ข้อนี้แสดงว่าทิฏฐิ ๖๒ ประการเหล่านั้น เกิดขึ้นจากการที่ไม่รู้ลักษณะ ๖ ประการ อันเกี่ยวกับผัสสายตนะนั่นเอง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่รู้ว่าผัสสะ คืออะไร อะไรเป็นมูลเหตุของผัสสะ อะไรเป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ของผัสสะ อะไรเป็นรสอร่อยที่ได้รับจากผัสสะ อะไรเป็นโทษที่เลวทรามของผัสสะ อะไรเป็นอุบายที่จะอยู่เหนืออำนาจ ของผัสสะ รวมกันเป็นลักษณะ๖ ประการ.ความรู้ตามเป็นจริงทั้ง ๖ ประการ ที่เกี่ยวกับผัสสะ ก็คือความรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสายนั่นเอง : ผัสสะ เกิดมาจากอวิชชา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น มีผลให้เกิดเวทนาตัณหา อันเป็นรสอร่อยของผัสสะ แล้วให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ อันเป็นทุกข์ ซึ่ง เป็นโทษอันเลวทรามของผัสสะ และปฏิจจสมุปบาทส่วนนิโรธวารทั้งสาย เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ หรือเป็นอุบายเครื่องออกไปพ้น จากอำนาจของ ผัสสะนั่นเอง. ทิฏฐิ ๖๒ ประการไม่มีทางที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความรู้เกี่ยวกับผัสสะ ตลอดสายแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังนี้.อย่าลืมว่า ผัสสะในที่นี่ ก็คือ "อวิชชาสัมผัส"ดังที่กล่าวมาแล้ว ในเรื่องก่อนๆนั่นเอง.

หน้า 732
ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีธรรม๒ที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความ ตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย; ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้ แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง,เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไป สรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญ เราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เป็นอย่างไร เล่า?

[ หมวด ปุพพันตกัปปิกวาท๑๘ประการ]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกปุพพันตกัปปิกวาทมีปุพพันตานุทิฏฐิ [ทิฏฐิเป็นไปตามซึ่งขันธ์อันเป็นปุพพันตะ (ขันธ์ที่มีแล้วในกาลก่อน)]ปรารภขันธ์อันมีแล้วในกาลก่อน ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตาม ทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่าง ต่างๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)ทั้งหลาย ๑๘ ประการ. สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงบัญญัติ อธิมุตติบท ด้วยวัตถุ ๑๘ ประการเหล่านั้น?


หน้า 733
(ก. สัสสตทิฏฐิ ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกสัสสตวาทย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงด้วยวัตถุทั้งหลายประการ... (ต่อไปนี้จะ ตัดข้อความอันยืดยาวแห่งทิฏฐิหนึ่งๆให้เหลือเฉพาะแต่ใจความ นำมาเรียงลำดับติดต่อกันไปจนกว่าจะครบทั้ง ๖๒ ทิฏฐิ-วัตถุ และจัดเป็นหมวด ย่อยๆตามลำดับหมวดดังที่มีอยู่ในพระบาลีนับตั้งแต่หมวด ก.ข้างบนนี้ไป):-

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่านในโลกนี้อาศัยความเพียรเผากิเลส...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อม ระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนก คือระลึกได้ ๑ ชาติบ้าง,...ฯลฯ...หลายแสนชาติเป็นอเนกบ้าง;...แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน)อย่างนี้ว่า"อัตตาและโลกเป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด; แม้(ปรากฏการณ์ของ)สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป เคลื่อนไปบังเกิดไป,แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง"ดังนี้; ...เพราะว่า เราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนมีประการต่างๆเป็นอเนกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้. ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็น ฐานะที่ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.

(๒)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์ อัน เคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆเป็นอเนก คือระลึกได้ ๑ สังวัฏฏะ-วิวัฏฏกัปป์บ้าง...กระทั่ง สิบสังวัฏฏะ-วิวัฏฏกัปป์บ้าง...แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน) อย่างนี้ว่า"อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด; แม้(ปรากฏการณ์ของ)สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป
......................................................... หน้า 734
เคลื่อนไปบังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง"ดังนี้; ...เพราะว่าเราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้. ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ อันสมณ-พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.

(๓)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส... จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึง ขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆเป็นอเนก คือระลึกได้ สิบสังวัฏฏะ- วิวัฏฏกัปป์บ้าง... กระทั่งถึง สี่สิบสังวัฏฏะ-วิวัฏฏกัปป์บ้าง...แล้ว กล่าว (ตามความเห็นของตน)อย่างนี้ว่า "อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการ ตั้งอยู่ของเสา ระเนียด; แม้(ปรากฏการณ์ของ)สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป เคลื่อนไป บังเกิดไป,แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำ เสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง" ดังนี้; ...เพราะว่าเราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆเป็นอเนกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๓ อันสมณ-พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.

(๔)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรองเขา ย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณ ของตนเองว่า "อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด; แม้ (ปรากฏการณ์ ของ) สัตว์ทั้ง หลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไปเคลื่อนไป บังเกิดไป,แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง" ดังนี้; ...ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๔ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.
......................................................... หน้า 735
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเท่าใด เป็นพวกสัสสตวาทบัญญัติอัตตา และโลกว่าเป็นของเที่ยง สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่า นั้นทั้งหมด บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุ อื่นนอกจากนี้ มิได้มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!ตถาคต ย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้ว อย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น: ตถาคต ย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วยรู้ชัด ซึ่งธรรมอัน ยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อ ไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ)ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้ว เฉพาะตนนั่นเทียวเพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่อง ออกไปพ้น แห่ง เวทนาทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่น เห็นได้ยากยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคต ให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
………………………………………………………………………………
หมายเหตุผู้รวบรวม
: ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นความสำ คัญของสิ่งที่เรียกว่า"เวทนา" ดังที่พระองค์ ได้ตรัสว่า เพราะรู้เหตุให้เกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ไม่ได้ รสอร่อยโทษต่ำทราม อุบายเครื่อง ออก ตถาคต จึงรู้แจ้งสัสสตทิฏฐิเหล่านั้นรู้แจ้งซึ่งสิ่งที่ยิ่งขึ้นไปกว่าทิฏฐิเหล่านั้น แล้วไม่ยึดมั่นจนกระทั่ง รู้ แจ้งนิพพุติ (ความดับเย็น)อันเป็นภายใน.ความรู้แจ้งเวทนาในลักษณะ ๕ ประการ มีรู้แจ้งเหตุให้เกิดขึ้นเป็นต้นนั้น คือรู้แจ้งเวทนาในสายแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังของเวทนา นั้นเอง.ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่งสัสสตทิฏฐิ ๔ ประการนี้.

หน้า 736
(ข.เอกัจจสัสสติก - เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ ๔ ประการ)


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกเอกัจจสัสสติก-เอกัจจอสัสสติกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่ เที่ยงบางอย่างด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ:

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่ อาภัสรเทพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้, ครั้นมา สู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิ ในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อม ระลึก ถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน (ชั่วเวลาที่เขาอยู่ในหมู่อาภัสสรเทพ), ที่เกินกว่านั้น เขาระลึกไม่ได้.

สัตว์นั้นได้กล่าวว่า"พรหมผู้เจริญผู้ใด เป็นมหาพรหม เป็นผู้ครอบงำสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีสัตว์ใดครอบงำเขา ได้ เห็นสิ่งทั้งหลายอย่างถ่องแท้ เป็นผู้ให้อำนาจเป็นไป เป็นอิศวร เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ สุด เป็นผู้จัดสรร (สิ่งทั้งปวง) ผู้มีอำนาจ เป็นบิดาแห่งสัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นแล้ว และจักเป็น. พวกเราทั้ง หลายเป็นผู้อัน พรหมนั้นนิรมิตแล้ว.

พรหมนั้น เป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ ผู้ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างเที่ยง แท้สม่ำเสมอเช่นนั้นนั่นเทียว. ส่วนว่า เราทั้งหลาย เป็นผู้อันพรหมนั้นนิรมิตแล้ว จึงเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติเป็นธรรมดามาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว" ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณ-พรหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวก เอกัจจสัสสติก เอกัจจอสัส สติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึง บัญญัติ อัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง.
......................................................... หน้า 737
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่ ขิฑ ฑาปโทสิกเทพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็น อย่างนี้, ครั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่น แล้วเขาย่อมระลึกถึง ขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนได้,ที่เกินกว่านั้นเขาระลึกไม่ได้.

สัตว์นั้นได้กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย! เทพทั้งหลาย เหล่าใด ซึ่งมิใช่พวกขิฑฑาปโทสิกา เทพทั้งหลายเหล่านั้น ถึงพร้อมด้วยธรรมคือ ความยินดีในการร่าเริงและการเล่นหัว ไม่เกินเวลา (ไม่เกิน ขนาด) เป็นอยู่ เมื่อ เทพทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ยินดีในการร่าเริงเล่นหัวจนเกินเวลาเป็นอยู่ สติย่อม ไม่หลงลืม เพราะความไม่หลงลืมแห่ง สติ เทพทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่เคลื่อน จากเทพนิกายนั้น จึงเป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่ อย่าง เที่ยงแท้สม่ำ เสมอ เช่นนั้นนั่นเทียว.

ส่วนว่าเราทั้งหลายซึ่งเป็นพวกขิฑฑาปโทสิกา ได้เป็นผู้ยินดีในการร่าเริงเล่นหัว จนเกินเวลา เมื่อพวกเรายินดีในการร่าเริงเล่นหัว จนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม เพราะความหลงลืมแห่งสติ พวกเราทั้งหลาย จึงเคลื่อนแล้ว จากเทพ นิกายนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติ เป็นธรรมดา มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้"
ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวก เอกัจจสัสสติกเอกัจจ อสัสสติกวาทอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง.

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่ มโนปโทสิกเทพ นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่าง นี้, ครั้นมาสู่
......................................................... หน้า 738
ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อม ระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนได้, ที่เกินกว่านั้น เขาระลึกไม่ได้. สัตว์นั้นได้กล่าวว่า "เทพทั้งหลายที่ไม่ใช่พวกมโนปโทสิกา ย่อมไม่เพ่งโทษ ซึ่งกันและกันเกินเวลา (เกินขนาด); เมื่อเทพทั้งหลายเหล่านั้นไม่เพ่งโทษซึ่งกันและกันเกินเวลา จิตก็ไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน เมื่อมี จิต ไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน กายก็ไม่บอบช้ำ จิตก็ไม่บอบช้ำ เทพทั้งหลายเหล่านั้น จึงไม่เคลื่อนจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้สม่ำเสมอ เช่นนั้นนั่นเทียว. ส่วนพวกเราเหล่ามโนปโทสิกา มีปรกติเข้าไปเพ่งโทษซึ่งกันและกันอยู่เกินเวลา, เมื่อเพ่งโทษซึ่งกันและกันอยู่เกินเวลา จิตก็ประทุษร้ายในกันและกัน; เมื่อมีจิตประทุษ ร้ายในกันและกัน กายก็บอบช้ำ จิตก็บอบช้ำ. พวกเราทั้งหลาย จึงเคลื่อนแล้วจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติเป็นธรรมดา แล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้" ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๓อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่ง เป็นพวกเอกัจจ สัสสติกเอกัจจ อสัสสติกวาทอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง.

(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรองเขา ย่อมกล่าวตามที่ความตรึก พาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิ ภาณ ของตน อย่างนี้ว่า "อัตตาใด ที่เขาเรียกว่า ‘จักษุ' ดังนี้บ้าง `โสตะ' ดังนี้บ้าง`ฆานะ' ดังนี้บ้าง‘ชิวหา' ดังนี้บ้าง`กายะ' ดังนี้บ้าง อัตตานี้ ๆ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยงแท้ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา. ส่วนว่าอัตตาใด ที่เขาเรียกกันว่า ’จิต' ก็ดี ‘มโน' ก็ดี `วิญญาณ' ก็ดีอัตตานี้ เป็นของเที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีอันไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้ สม่ำเสมอ เช่นนั้น นั่นเทียว" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๔
......................................................... หน้า 739
อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกเอกัจจสัสสติก-เอกัจจอสัสสติกวาท บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง สมณ-พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุ ทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลบคลำ แล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัม ปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรม อันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และ เมื่อไม่จับบฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่ง ความตั้ง อยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่อง ออกไปพ้นแห่ง เวทนา ทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้ง หลายเหล่านี้แลเป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่น เห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้ แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญเราตถาคต ให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
…………………………………………………………………………………………………..
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจ- อสัสสติกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" ; มีข้อความอย่างเดียวกับข้อความที่ พระองค์ตรัสเกี่ยวกับ พวกสัสสตวาท; ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่งเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" เพียงสิ่งเดียว.


หน้า 740
(ค. อันตานันติกทิฏฐ ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอันตานันติกวาท ย่อม บัญญัติซึ่งโลกว่า มีที่สุด หรือไม่มีที่สุด ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ:

(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส ... มีเจโตสมาธิในลักษณะ ที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า มีที่สุดอยู่ในโลกสมณพราหมณ์ผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า "โลกอันกลมรอบ ตัวนี้ มีที่สุด". เพราะเหตุไร ข้าพเจ้าจึงกล่าวอย่างนี้? เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้า อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า "มีที่สุดอยู่ในโลก".ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้า จึงรู้ความ ข้อนี้ว่า"โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด" ดังนี้.  

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงบัญญัติซึ่งโลก ว่ามีที่สุด หรือไม่มีที่สุด.

(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะ ที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มี ที่สุดอยู่ในโลก.สมณพราหมณ์ผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า "โลกอันไม่มี ที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด"; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่าโลกอัน กลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นมุสา; เพราะว่า โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด.

ข้อนี้เพ รา ะ เห ตุไรเล่า ข้า พ เจ้า อ า ศัย ค ว า ม เพีย ร เผ า กิเล ส ... มีเจ โต ส ม า ธิในลักษณะที่ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า "ไม่มีที่สุดอยู่ในโลก". ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงรู้ความข้อนี้ว่า "โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
......................................................... หน้า 741
นี้เป็นฐานะที่ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติ ซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด.

(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะ ที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า มีที่สุดในเบื้องบนและเบื้องต่ำ อยู่ในโลก มีสัญญาว่าไม่มีที่สุด ในเบื้องขวาง(รอบตัว)อยู่ในโลก. สมณ-พราหมณ์ผู้นี้ กล่าวอย่างนี้ว่า "โลกนี้มี ที่สุดด้วย ไม่มีที่สุด้วย"; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณ -พราหณ์เหล่า นั้น เป็นมุสา; ถึงแม้สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่พูดว่าโลกอันไม่มีที่สุด รอบนี้ ไม่มีที่สุด ดังนี้นั้น คำของสมณพราหมณ์แม้ เหล่านั้น ก็เป็นมุสา;เพราะเหตุว่า โลกนี้มีที่สุด้วย ไม่มีที่สุดด้วย.

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะ ที่ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า "มีที่สุดในเบื้องบน และเบื้องต่ำ อยู่ในโลก" มีสัญญาว่า "ไม่มีที่สุดในเบื้องขวาง(รอบตัว) อยู่ในโลก". ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้ความข้อนี้ว่า "โลกนี้มีที่สุด้วย ไม่มีที่สุด้วย" ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๓ อันสมณ-พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติซึ่งโลกว่า มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด.

(๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรองเขาย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของ ตนเองว่า"โลกนี้มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้.สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นมุสา; แม้สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันไม่มีที่สุด
......................................................... หน้า 742
รอบนี้ ไม่มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เป็นมุสา; ถึงแม้สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่กล่าวว่าโลกนี้ มีที่สุด้วย ไม่มีที่สุดด้วยดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์แม้เหล่า นั้น ก็เป็นมุสา; เพราะว่า โลกนี้มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็น ฐานะ ที่ อันสมณ-พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติซึ่ง โลกว่า มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอันตานันติก-วาท บัญญัติโลกว่ามีที่สุด หรือไม่มีที่สุด สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลบคลำ แล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัม ปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วยรู้ชัด ซึ่งธรรม อันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่ จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความ ตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทรามและซึ่งอุบายเป็นเครื่องออก ไปพ้นแห่ง เวทนา ทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้ง หลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่น เห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง,เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญเราตถาคต ให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
......................................................... หน้า743
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวกอันตานันติกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูล มาจากสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" ; มีข้อ ความอย่างเดียวกับข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาทอีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้ แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่งอันตานันติกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำ คัญของสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา” เพียงสิ่งเดียว.


หน้า 743
(ฆ. อมราวิกเขปิกทิฏฐิ
ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอมราวิกเขปิกวาทเมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้นย่อมถึงความส่ายแห่งวาจา อันดิ้นได้ไม่ ตายตัว ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ: (๑๓) ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน ...มีความคิดว่าเราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่ รู้ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ไปพยากรณ์เข้าว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว นั่นจะเป็นการกล่าวเท็จ ของเรา; การกล่าวเท็จ เป็นความคับแค้น, ความคับแค้น เป็นอันตราย. ดังนี้ สมณพราหมณ์ผู้นี้ กลัวต่อ มุสาวาท ขยะแขยงต่อมุสาวาท อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้เป็นกุศลเช่นนี้เป็นอกุศล; เมื่อถูกเขา ถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า "อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่,ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อัน สมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้นๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว.
......................................................... หน้า 744
(๑๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน ...มีความคิดว่าเราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ไปพยากรณ์เข้าว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว นั่นจะทำ ให้เกิดฉันทะ (ความพอใจ) บ้าง ราคะบ้าง โทสะบ้าง ปฏิฆะ(ความหงุดหงิด) บ้าง; ฉันทะ ราคะ โทสะ ปฏิฆะ เกิดในธรรมใด ธรรมนั้น เป็นอุปทานแก่เรา อุปาทานนั้น เป็นความคับแค้นแก่เรา ความคับแค้น เป็นอันตรายดังนี้ สมณพราหมณ์ผู้นี้กลัวต่ออุปาทาน ขยะแขยงต่ออุปทาน อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้เป็นกุศล เช่นนี้เป็นอกุศล; เมื่อถูกเขาถามอยู่ด้วย ปัญหาข้อนี้ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจา อันดิ้นได้ ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า "อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่" ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิก-เขปิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้นๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว.

(๑๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน ...มีความคิดว่าเราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ไปพยากรณ์เข้าว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้วเกิดมี สมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน เชี่ยวชาญใน การข่มด้วยวาทะ มีความเฉียบ แหลมดุจยิงถูกเส้นขนเนื้อทราย เผอิญมาเที่ยวทำลายทิฏฐิของผู้อื่น ด้วยปัญญาอยู่สมณพราหมณ์ เหล่านั้น จะพึง รุมกันซักไซ้ไล่เลียงเราในที่นั้น เราจะไม่สามารถตอบโต้แก่เขาได้ การที่ตอบโต้เขาไม่ได้ นั้น มันเป็นความคับแค้นแก่เรา ความคับแค้นนั้นเป็น อันตราย ดังนี้.สมณพราหมณ์ผู้นี้ กลัวต่อการรุม ล้อมซักถาม ขยะแขยงต่อการรุมล้อมซักถาม อยู่อย่างนี้ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้เป็นกุศล เช่นนี้เป็น อกุศล; เมื่อถูกเขาถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า "อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!นี้ เป็น ฐานะที่ ๓ อันสมณ พราหมณ์ พวกหนึ่งซึ่งเป็น พวกอมราวิก เขปิกวาท อาศัยแล้วปรารภแล้ว เมื่อถูกถาม ปัญหานั้นๆ ย่อมถึง ความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว.
......................................................... หน้า 745
(๑๖)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณืบางท่าน เป็นคนเขลา เป็นคนงมงาย เพราะความเป็นคนเขลา เพราะความเป็นคนงมงาย เมื่อถูกถาม ปัญหาในที่นั้น ๆ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว โดย กล่าวว่า ถ้าท่านถามเราว่า โลกอื่นมีอยู่หรือ? ถ้าเรารู้สึกว่าโลกอื่นมีอยุ่ เราก็จะพยากรณ์ข้อนั้นแก่ ท่านว่า โลกอื่นมีอยู่.แต่ความจริงนั้น แม้การตอบว่าอย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างโน้น ก็มิได้ เป็น ที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างอื่น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าไม่ ก็มิได้เป็นที่ชอบใจ แก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ ก็หามิได้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา....

(จะมีการตอบส่ายไปส่ายมา ไม่ตายตัวถึง ๕ ประการ ในลักษณะอย่างนี้ ในทุก ๆ คำถาม ซึ่งได้สมมติ ขึ้นต่อไปอีกถึง ๑๕ คำถาม. รวมกันทั้งหมด เป็น ๑๖ คำถาม ทั้งคำถามที่กล่าวแล้วข้างต้น. สำหรับอีก ๑๕ คำถามต่อไปนั้น คือ ๒. โลกอื่นไม่มีหรือ? ๓. โลกอื่นมีและไม่มีหรือ? ๔. โลกอื่นมี ก็หามิได้ไม่มี ก็หา มิได้หรือ? ๕. สัตว์เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) มีหรือ? ๖. สัตว์เป็นโอปปาติกะไม่มีหรือ? ๗. สัตว์เป็น โอปปาติกะมี และไม่มี หรือ? ๘. สัตว์เป็นโอปปาติกะมีก็หามิได้ไม่มีก็หามิได้หรือ? ๙. ผลแห่งกรรมดีกรรม ชั่วมีหรือ? ๑๐. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มีหรือ? ๑๑. ผลแห่ง กรรมดีกรรมชั่วมีและไม่มีหรือ? ๑๒. ผลแห่ง กรรมดีกรรมชั่วมีก็หามิได้ไม่มีก็หามิได้หรือ? ๑๓. ตถาคตตายแล้วมีอีกหรือ? ๑๔. ตถาคตตายแล้ว ไม่มีอีก หรือ?๑๕. ตถาคตตายแล้วมีอีกและไม่มีอีกหรือ? ๑๖. ตถาคตตายแล้วมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้หรือ? แล้วก็มีคำตอบต่อท้ายทุก ๆ ปัญหาว่า ถ้าเขารู้สึกว่าอย่างไร เขาก็จะตอบว่า อย่างนั้น ตามตัวปัญหาที่ถาม แล้วก็กลับปฏิเสธว่า แต่ความจริงนั้น แม้การตอบว่า อย่างนี้ ก็ไม่ เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า อย่างโน้น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างอื่น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าไม่ ก็ไม่เป็น ที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ก็หามิได้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา.) ก่อนภิกษุทั้งหลาย!
......................................................... หน้า 746
นี้เป็นฐานะที่ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปิกวาทอาศัยแล้วปรารภแล้ว เมื่อถูก ถามปัญหานั้น ย่อมถึงซึ่งความส่าย แห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอมราวิก- เขปิกวาท เมื่อถูกเขาถาม ปัญหา ในที่นั้น ๆ ย่อมถึงซึ่งความส่าย แห่ง วาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งหมด ก็อาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัถตุ ทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ วัตถุอื่นนอกจากนี้มิได้มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำ แล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัม ปรายภพอย่างนั้น:ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรม อันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับ ฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยากยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่ จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะ บัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่อง นำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
..................................................................................
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวกอมราวิกเขปิกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูล มาจากสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" ; มีข้อความ อย่างเดียวกับข้อความที่พระองค์ตรัส เกี่ยวกับพวก สัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท
......................................................... หน้า 747
อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่ง อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำ คัญของสิ่งที่เรียกว่า "เวทนาเพียงสิ่งเดียว.



หน้า 747
(ง. อธิจจสมุปปันทิกทิฏฐิ
ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอธิจจสมุปปันนิก-วาทย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอยด้วยวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการ:

(๑๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเทพทั้งหลายมีชื่อว่า อสัญญีสัตว์ (สัตว์ผู้ไม่มีสัญญา) มีอยู่. ก็พวกเทพเหล่านั้น ย่อมเคลื่อนจากอสัญญีเทพ นิกายนั้น เพราะการเกิดขึ้นแห่งสัญญา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากอสัญญีเทพนิกายนั้นแล้ว มาสู่ความเป็น(มนุษย์)อย่างนี้, ครั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน ครั้นออกบวชจากเรือนแล้วเป็นผู้ไม่มีเรือน ครองชีวิตอยู่, ได้อาศัยความเพียรเผากิเลส... เกิดเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกได้ถึงการเกิดขึ้นแห่งสัญญานั้น; ที่ไกลไปกว่านั้น (เมื่อเป็นอสัญญีสัตว์) เขาระลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า "อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองลอย ๆ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในกาลก่อน ข้าพเจ้ามิได้มีอยู่เลย แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามี เพราะข้าพเจ้าน้อมจิตไป เพื่อความไม่มีแล้วกลับมี" ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอธิจจ-สมุปปันนิกวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติซึ่งอัตตา และโลกว่าเกิดเองลอย .

(๑๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมรพราหมณ์บางท่าน เป็นสักตรึกนักตรองเขา ย่อมกล่าวตามที่ความ ตรึกพาไป ความตรองแล่นไปตาม ปฏิภาณของตนเอง
......................................................... หน้า 748
อย่างนี้ว่า "อัตตาและโลกเกิดเองลอย ๆ"ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เป็นฐานะที่ อันสมณพราหมณ์ พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวก อธิจจสมุปปันนิกวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึง


หน้า 748
บัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย
.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอธิจจสมุป-ปันนิกวาท บัญญัติอัตตา และโลกว่าเกิดขึ้นเองลอย ๆ; สมณ พราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัย วัตถุทั้งหลาย๒ ประการเหล่านี้ หรือวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือ เอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำ แล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น: ตถาคตย่อมรู้ชัด ซึ่งข้อ นั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่ง สิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่ จับ ฉวยอยู่ ความดับเย็น(นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไป พ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่น เห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตามเป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นสิ่งที่หยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อ จะพูดสรรเสริญเราตถาคต ให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.


หน้า 749
(สรุป ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกปุพพันต-กัปปิวาท มีปุพพันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์อันมีแล้วในกาลก่อน (ขันธ์มี ส่วนสุดในกาล ก่อน); ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบททั้งหลาย มีอย่างเป็นอเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย๑๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใด ประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๑๘ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิ เหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้นมี อภิสัมปรายภพอย่างนั้น :

ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วยรู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตามเป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัย ที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียดรู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
............................................................................................... หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวกอธิจจสมุปปันนิกวาท ๒ จำพวกนี้ ก็มี มูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" มีข้อ ความอย่างเดียวกับข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้ แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่าง นั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่งอธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียก ว่า"เวทนา" เพียงสิ่งเดียว.
...............................................................................................
(ครั้นตรัสปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ จบลงดังนี้แล้ว ต่อนี้ไปเป็นการตรัสอปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ ประการ:-)


หน้า 750
[หมวด ๒ อปรันตกัปปิกวาท ๔๔ ประการ]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพงกอปรันตกัปปิกวาทมีอปรันตานุทิฏฐิ [ทิฏฐิ เป็นไปตามซึ่งขันธิอันเป็นอปรันติ (ขันธ์มีส่วน สุดในเบื้องหน้า)]ปรารภซึ่งขันธ์มีที่สุดในเบื้องหน้าย่อม กล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบททั้งหลาย มีอย่างเป็นอเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการ. สมณพราหมณ์ทั้ง. หลายเหล่านั้น อาศัยอะไรปรารภอะไร จึงบัญญัติอธิมุตติบท ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านั้น!


หน้า 750 -1
(จ.อุทธมาฆตนิก ชนิด สัญญีทิฏฐิ ๑๖ ประการ)


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุทธมาฆตนิก-สัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจ ากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยวัตถุทั้ง หลาย ๑๖ ประการ:

(๑๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตามีรูป๑ (เท่านั้น จึงจะ)เป็นอัตตาหาโรคมิได้(อโรโค) ๒หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป ๓ (เท่านั้น จึงจะ)เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
......................................................... หน้า 751
(๒๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"อัตตามีรูปก็ได้ ไม่มีรูปก็ได้ เป็น อัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็มิไช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น)อัตตามีที่สุด(เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"อัตตามีที่สุดก็ได้ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด ก็มิใช่ไม่มี ที่สุดก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
......................................................... หน้า 752
(๒๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญาอย่าง เดียวกัน (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตา หาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญานานา อย่าง (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหา โรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๒๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น)อัตตามีสัญญาน้อย (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๓๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญา (มาก) ไม่มีประมาณ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๓๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหา โรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๓๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตามีทุกข์โดยส่วน เดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหา โรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
......................................................... หน้า 753
(๓๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตามีทั้งสุขและทุกข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหา โรค มิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๓๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า"(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้นจึงจะ) เป็นอัตตาหา โรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆต-นิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติ อัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้ง หลาย ๑๖ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๑๖ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำ แล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น: ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอัน ยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต วิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้ง
......................................................... หน้า 754
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญ เราตถาคตให้ถูกต้อง ตรงตามที่ เป็นจริง.!


หน้า 754
(ฉ.อุทธมาฆตนิก
ชนิด อสัญญีทิฏฐิ ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุทธมาฆตนิก-อสัญญีวาทย่อมบัญญัติอัตตาหลัง จากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยวัตถุ ทั้งหลาย ๘ประการ :

(๓๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตามีรูป(เท่านั้นจึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจาก ตายแล้ว,เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๓๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๓๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่าอัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้เป็น อัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๓๘)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็ มิใช่ไม่มี รูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตา หาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
......................................................... หน้า 755
(๓๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด(เท่านั้นจึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).


(๔๐)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด(เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้(นี้อย่างหนึ่ง).

(๔๑)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่าอัตตามีที่สุดก็ได้ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็น อัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้(นี้อย่างหนึ่ง).

(๔๒)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ไม่มี ที่สุดก็มิใช่(เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆต-นิกอสัญญีวาท ย่อมบัญญัติ อัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้ง หลาย ๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการ เหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้มิได้มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้ว อย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น: ตถาคตย่อม รู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่ง ไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่ง
......................................................... หน้า 756
ที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตน นั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษ แล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยากยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัย ที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต วิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรร เสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.


หน้า 756
(ช.อุทธมาฆตนิก
ชนิด เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุทธมาฆตนิก-เนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติ อัตตาหลังจากตายแล้ว ว่ามีสัญญา ก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการ :

(๔๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตามีรูป (เท่านั้น จึงจะ)เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจาก ตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๔๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป (เท่านั้น จึงจะ)เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญา ก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
......................................................... หน้า 757
(๔๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“อัตตามีรูปก็ได้ ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญา ก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๔๖)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็ มิใช่ไม่มี รูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตา หาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๔๗)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด (เท่านั้นจึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจาก ตายแล้ว,เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๔๘)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด(เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว,เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หา มิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๔๙)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า อัตตามีที่สุดก็ได้ ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หา มิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).

(๕๐)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุดสุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่(เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
......................................................... หน้า 758
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆต-นิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่า มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้; สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย เหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใด ประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย๘ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่าฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้ว อย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น: ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่ง ไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้ง หลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ ทำให้ แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญ เราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.


หน้า 758
(ฌ. อุจเฉททิฏฐิ
ประการ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุจเฉทวาท ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญซึ่งความ พินาศซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการ : -
......................................................... หน้า 759
(๕๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตานี้ใด ที่เป็น อัตตามีรูป ประกอบขึ้นด้วยมหาภูตทั้ง มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด ภายหลังแต่ การตาย เพราะการทำลายแห่งกายย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้เท่า นั้น ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญ โดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.

(๕๒) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี; แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าว เพียง เท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมี อัตตา อื่นที่ เป็นทิพย์ เป็นอัตตามีรูป เป็นพวกกามาพจร มีกวฬิง การาหารเป็นภักษา๑ ท่านไม่รู้ไม่เห็นซึ่ง อัตตานั้น แต่ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญ โดยถูกต้อง"ดังนี้. สมณ พราหมณ์ พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
......................................................... หน้า 760
(๕๓) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าว เพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาที่มีรูปสำเร็จมาจากใจ (มโนมโย) มีอวัยวะ ใหญ่น้อยครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่ทราม ท่านไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตานั้น แต่ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้ใด ภายหลัง แต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศย่อมไม่มี.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตา อย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณ พราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติ ซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.

(๕๔) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้นมีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าว เพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่นอันเป็น อัตตาซึ่งเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีความรู้สึก อยู่แต่เพียงว่า`อากาศหาที่สุดมิได้' ดังนี้อยู่, เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงรูปสัญญาเสียได้ โดยประการทั้ง ปวง เพราะดับไปแห่งปฏิฆ-สัญญา เพราะไม่ กระทำสัญญาต่าง ๆ ไว้ในใจ.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็น ซึ่งอัตตานั้น.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการ_ทำลายแห่งกาย ก็ย่อม ขาดสูญ ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็น อัตตา อันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้.สมณพราหมณ์ พวกหนึ่งย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
......................................................... หน้า 761
(๕๕) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าว
เพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่.
        ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาซึ่งเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีความรู้สึก อยู่ แต่เพียงว่า `วิญญาณหาที่สุดมิได้' ดังนี้อยู่, เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงอากาสานัญ จายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง ท่านผู้เจริญเอ๋ย ท่านย่อมไม่รู้ ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ช้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้ใด ภายหลัง แต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตา อย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณ พราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติ ซึ่งความขาดสูญซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.

(๕๖) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิด ที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าว เพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาซึ่งเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ อันมีความรู้สึก อยู่แต่เพียงว่า`ไม่มีอะไร' ดังนี้อยู่,พราะเป็น อัตตาซึ่งก้าวล่วงวิญญา ณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่ง อัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย!อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะ การทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติ ซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
......................................................... หน้า 762
(๕๗) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่าน กล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมีอัตตา อื่น อันเป็นอัตตาซึ่งเข้าถึงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วง อากิญ จัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อม เห็นซึ่งอัตตานั้น.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อม ขาดสูญ ก็ย่อมขาดสูญ ย่อม วินาศ ย่อมไม่มี.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่า เป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์ พวกหนึ่งย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญซึ่ง ความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่อย่างนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุจเฉทวาทย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่; สมณ-พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัย วัตถุทั้งหลาย ๗ ประการเหล่านี้นั่น เทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่งในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการเหล่านี้,วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้ว อย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิ-สัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่ง ธรรมอันยิ่ง ไปกว่านั้นด้วยและไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่ง ความตั้งอยู่ ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย
......................................................... หน้า 763
        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความ ไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้ง หลาย เหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัย ที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้ แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง,เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญ เรา ตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.


หน้า 763
(ญ. ทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ ๕ ประการ)


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกทิฏฐิธัมมนิพพาน-วาท ย่อมบัญญัติซึ่งปรมทิฏฐัม มนิพพาน (นิพพานอย่างยิ่งในทิฏฐธรรม) แก่สัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการ :

(๕๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์บางท่าน มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า "อัตตานี้ใดอิ่มเอิบ แล้ว เพียบพร้อมแล้ว ให้เขาบำเรออยู่ ด้วยกามคุณทั้งหลาย ๕ ประการ.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตา อย่างนี้เท่านั้น เป็นอัตตาที่ถึงแล้วซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติ ซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
......................................................... หน้า 764
(๕๙) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าวเพียง เท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ข้อนั้นเพราะ เหตุว่า กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา; โสกะปริเทวะทุกขะ โทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย ย่อมบังเกิดขึ้นเพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ของกามทั้ง หลายเหล่านั้น.
        ท่านผู้เจริญเอ๋ย! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจาก อกุศล ธรรม ทั้งหลาย เข้าถึงซึ่งปฐมฌาน อันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน" ดังนี้.สมณพราหมณ์ พวกหนึ่งย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.

(๕๙) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าวเพียง เท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
        ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในปฐมฌานนั้น องค์ฌานใด เป็นเพียงธรรมอันบุคคล ทำการ วิตกทำการวิจารแล้ว, เพราะเหตุแห่งองค์ฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งปฐมฌานนั้น ว่าเป็นของที่ยังหยาบอยู่.
        ท่านผู้เจริญเอ๋ย! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่ระงับ วิตกวิจารเสียได้แล้วเข้าถึงทุติยฌาน อันไม่มี วิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ทำให้สมาธิเป็นธรรม อันเอกผุดมีขึ้น, แล้วแลอยู่.
        ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันบรรลุแล้ว ซึ่งปรมทิฏฐธัมม-นิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ ที่มีอยู่ อย่างนี้.
......................................................... หน้า 765
(๖๐) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็ มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าว เพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในทุติยฌานนั้น องค์แห่งฌานใด ถึงซึ่งปีติ เป็นที่เฟื่องฟูแห่งใจ, เพราะเหตุแห่งองค์ฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งทุติยฌานนั้นว่ายังเป็น ของที่ยังหยาบ อยู่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่เข้าถึงซึ่งตติยฌาน เพราะความจางคลายแห่ง ปีติ ด้วยเป็นผู้อุเบกขาด้วย มีสติสัมปชัญญะด้วย เสวยสุขโดยนามกายด้วย อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้เข้าถึงฌานนี้ว่า เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้, แล้วแลอยู่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐธรรมนิพพาน"ดังนี้.สมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.

(๖๑) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่าน กล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าว เพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
         ท่านผู้ เจริญเอ๋ย! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในตติยฌานนั้น องค์แห่งฌานใดเป็นเพียงความยินดีแห่งจิตว่า ‘สุขๆ'ดังนี้, เพราะเหตุแห่งฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งตติยฌานนั้นว่าเป็นของที่ยังหยาบอยู่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่เข้าถึงซึ่งจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์และสุข มีแต่ความที่ สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะเหตุที่ละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่ง โสมนัสและโทมนัสทั้งหลายในกาลก่อน ดังนี้, แล้วแลอยู่.
         ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแลที่ชื่อว่า เป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐ-ธัมมนิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐ ธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
......................................................... หน้า 766
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกทิฏฐธัมม-นิพพานวาท ย่อมบัญญัตซึ่ง ปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุ ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่งในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้,วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำ แล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรม อันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่ง ความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้ง หลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย,ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้ แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรร เสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (สรุป อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ ประการ)
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกอปรันต-กัปปิกวาท มีอปรันตานุทิกฐิ ปรารภขันธ์มีส่วนสุดในเบื้องหน้า; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติ บททั้งหลาย มีประการต่าง ๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุ ประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้มิได้มี.
......................................................... หน้า 767
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำ แล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่ง ธรรมอัน ยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่งความ ตั้ง อยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลาย
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้ง หลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตามเป็นธรรมเงียบ สงบ ประณีตไม่เป็น วิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้ แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญ เรา ตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (สรุปทิฏฐิหมดทั้ง ๖๒ ประการ)
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์บ้าง (คือพวก ปุพพันตกัปปกวาท) ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง (คือพวกอปรันต-กัปปิกวาท)ปรารภทั้งปุพพันตะ และอปรันตขันธ์ บ้าง(คือพวกปุพพันตาปรันตกัปปิกวาท)ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ ทั้งที่เป็นปุพพันตะ และอปรันตะ;ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้น อย่างยิ่งของสัตว์ ตาม ทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่างต่างๆ กันเป็นเอนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย๖๒ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี
......................................................... หน้า 768
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตคาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือ เอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมี คติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่ง ธรรม อันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคต รู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความ ตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะ รู้ตาม เป็นธรรม เงียบสงบประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะ บัณฑิต-วิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไป สรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
……………………………………………………………………………………………….
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทุกๆ ตอนที่ทรงแสดงซึ่งทิฏฐิหมวดหนึ่งๆจบลงไปทั้ง ๑๐ หมวดย่อย จะมีคำสรุปท้ายให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" ในลักษณะที่ว่าเป็นตัวการ สำคัญ : ถ้าไม่รู้สมุทัย ความดับ รสอร่อยโทษต่ำทราม และอุบายเป็นเครื่องออก แห่งเวทนาทั้งหลายแล้ว จะไม่มีความดับเย็น จะมีแต่การเกิดขึ้นแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ๖๒ ประการนี้ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างใด อย่างหนึ่ง.ในทางที่ตรงกันข้าม ถ้ารู้ข้อเท็จจริงทั้ง ๕ ประการนี้ เกี่ยวกับเวทนาแล้ว ไม่มีทางที่จะถือเอา หรือจะลูบคลำ หรือจะถึงทับ ด้วยอุปาทาน ในสิ่งใดเลย. ข้าพเจ้าขอร้องให้ตรวจดูคำว่า "ผัสสะ" และ "เวทนา" มากมายหลายสิบคำที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับทิฏฐิเหล่านี้ ดังที่ปรากฏอยู่ในพระพุทธภาษิต ที่นำมา แสดงไว้ ก่อนหน้าเรื่องทิฏฐิ ๖๒ นี้ โดยหัวข้อที่ว่า"ผัสสะ คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ๖๒", และว่า "ทิฏฐิ ๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิดๆของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท", "ผัสสะ (แห่งปฏิจจสมุปบาท) คือที่มาของทิฏฐิ ๖๒".
ทิฏฐิวัตถุ คือต้นเหตุเดิมอันจะให้เกิดทิฏฐิต่าง ๆ ขึ้น มีอยู่ ๖๒ วัตถุ แต่เราเรียกกันว่าทิฏฐิ๖๒ เฉย ๆ.



769
ถ้ารู้ปฏิจจสมุปบาทก็จะไม่เกิดทิฏฐิอย่างพวกตาบอดคลำช้าง

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก ครองจีวรถือบาตรเข้าไปสู่เมืองสาวัตถี เพื่อบิณฑบาตในเวลาเช้า; กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า :-

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในเมืองสาวัตถีนี้ มีสมณพราหมณ์ปริพพาชกผู้มีทิฏฐิต่าง ๆ กันเป็นอันมาก อาศัยอยู่ ล้วนแต่มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน มีความชอบใจต่าง ๆ กันมีความพอใจต่าง ๆ กัน อาศัยทิฏฐิต่าง ๆ กัน:

สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่า โลกเที่ยงเท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่า โลกไม่เที่ยงเท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่า โลกมีที่สุดเท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวกมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่าชีวะก็อันนั้นสรีระก็อันนั้นเท่านั้นเป็นคำจริงคำอื่นเป็นโมฆะ';
......................................................... หน้า 770
สมณพราหมณ์บางพวกมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่าชีวะก็อันอื่นสรีระก็อันอื่นเท่านั้นเป็นคำจริงคำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวกมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่าตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมมีอีกเท่านั้นเป็นคำจริงคำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวกมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่าตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมไม่มีอีกเท่านั้นเป็นคำจริงคำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวกมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่าตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมมีอีกก็มีย่อมไม่มีอีกก็มีเท่านั้นเป็นคำจริงคำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์บางพวกมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า `คำนี้ว่าตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมมีอีกก็หามิได้ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้เท่านั้นเป็นคำจริงคำอื่นเป็นโมฆะ';

สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเกิดการบาดหมางกันทะเลาะกันวิวาทกัน
ทิ่มแทงซึ่งกันและกันอยู่ด้วยหอกคือปากทั้งหลายว่า `ธรรมเป็นอย่างนี้ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้; ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ธรรมเป็นอย่างนี้' อยู่ดังนี้".

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ปริพพาชกทั้งหลายผู้เป็นเจ้าลัทธิอื่น ๆ เหล่านั้น เป็นคนบอดไร้จักษุ จึงไม่รู้อัตถะ ไม่รู้อนัตถะ; จึงไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้อธรรมะ : เมื่อไม่รู้อัตถะอนัตถะ เมื่อไม่รู้ธรรมะอธรรมะ ก็เกิดการ บาดหมางกัน ทะเลาะกัน
......................................................... หน้า 771
วิวาทกัน ทิ่มแทงซึ่งกันและกันอยู่ด้วยหอกคือปากทั้งหลายว่า "ธรรมเป็นอย่างนี้ธรรมมิใช่เป็น อย่างนี้: ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้"อยู่ดังนี้".ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!เรื่องเคยมีมาแล้ว ในเมืองสาวัตถีนี้เอง มีพระราชาองค์หนึ่ง ตรัสกะราชบุรุษคนหนึ่งว่า มานี่ซิ บุรุษผู้เจริญ! คนตาบอด แต่กำเนิด ในเมืองสาวัตถีนี้ มีประมาณเท่าใด ท่านจงให้คนทั้งหมดนั้น มาประชุมกันในที่แห่งหนึ่ง.

บรุษนั้น ทำตามพระประสงค์แล้ว. พระราชานั้น ได้ตรัสสั่งกะบุรุษนั้นว่า ดูก่อนพนาย! ถ้าอย่างนั้น ท่านจงแสดงซึ่งช้าง แก่คนตาบอดแต่กำเนิดเถิด. ราชบุรุษนั้นได้ทำตามพระประสงค์ โดยการ :-
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งศีรษะช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำ เนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งหูช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งงาช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งงวงช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งกายช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งเท้าช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งหลังช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งโคนหางช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งพวงหางช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง ดังนี้.

ครั้งบุรุษนั้นแสดงซึ่งช้าง แก่พวกคนตาบอดแต่กำเนิด ดังนั้นแล้ว ได้เข้าไปกราบทูลพระราชาว่า "พวกคนตาบอดแต่กำเนิดเหล่านั้น ได้เห็นช้างแล้ว. ข้าแต่เทวะ!ขอพระองค์จงทรงทราบซึ่งสิ่ง อันพึงกระทำต่อไป ในกาลนี้เถิด พระเจ้าข้า!".พระราชาได้
......................................................... หน้า 772
เสด็จไปสู่ที่ประชุมแห่งคนตาบอดแต่กำเนิด แล้วตรัสว่า "พ่อบอดทั้งหลาย! พ่อเห็นช้างแล้วหรือ?" ครั้นได้ทรงรับคำตอบว่า เห็นแล้ว จึงตรัสว่า "ถ้าเห็นแล้ว พ่อบอดทั้งหลายจงกล่าวดูทีว่า ช้างนั้น เป็นอย่างไร?"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนตาบอดพวกใดได้คลำศีรษะช้างก็กล่าวว่าข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนหม้อ,

คนตาบอดพวกใดได้คลำหูช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนกระด้ง,
คนตาบอดพวกใดได้คลำงาช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนผาล,
คนตาบอดพวกใดได้คลำงวงช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนงอนไถ,
คนตาบอดพวกใดได้คลำกายช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนพ้อม,
คนตาบอดพวกใดได้คลำเท้าช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนเสา,
คนตาบอดพวกใดได้คลำหลังช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนครกกระเดื่อง,
คนตาบอดพวกใดได้คลำโคนหางช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า!ช้างเหมือนสากตำข้าว,คนตาบอดพวกใดได้คลำพวงหางช้างก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า! ช้างเหมือนไม้กวาด,

คนตาบอดแต่กำเนิดทั้งหลายเหล่านั้นเถียงกันอยู่ว่า ช้างเป็นอย่างนี้ ช้างมิใช่อย่างนี้บ้าง; ช้างมิใช่อย่างนี้ ช้างเป็นอย่างนี้ต่างหาก ดังนี้บ้าง; ได้ประหารซึ่งกันและกันด้วยกำหมัดทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พระราชามีความพอพระทัยเป็นอันมากด้วยเหตุนั้น, นี้ฉันใด;
......................................................... หน้า 773
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ ปริพพาชกทั้งหลายผู้เป็นเจ้าลัทธิอื่น ๆ เหล่านั้นเป็นคน บอดไร้จักษุ จึงไม่รู้อัตถะ ไม่รู้อนัตถะ; จึงไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้อธรรมะ: เมื่อไม่รู้อัตถะอนัตถะ เมื่อไม่ รู้ธรรมะอธรรมะ ก็เกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่งแทงซึ่งกันและกันอยู่ด้วยหอก คือปากทั้งหลายว่า "ธรรมเป็นอย่างนี้ ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้;ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ธรรมเป็นอย่างนี้" อยู่ดังนี้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้สึกความข้อนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า:-
"ได้ยินว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายพวกหนึ่ง ย่อมข้องอยู่ในทิฏฐิหนึ่งๆ แห่งทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้. ชนทั้งหลาย ผู้มีความเห็นแล่นไปสู่ที่สุดข้างหนึ่ง ถือเอาซึ่งทิฏฐิต่างกันแล้ว ย่อมวิวาทกัน เพราะเหตุนั้น," ดังนี้ แล.
………………………………………………………………………………………………….
ายเห ตุผู้รวบ รวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การทะเลาะวิวาทกันด้ว ย เรื่อ งเดีย ว กัน มีขึ้น ม า ได้เพ รา ะ เห ตุที่พ ว ก ห นึ่ง ๆ ถือ เอ า เพีย งส่ว น ห นึ่ง ๆ ข อ งเรื่องนั้นมายืนยัน แก่ผู้อื่น จึงเกิด ความต่างกันถึงกับเป็นเหตุให้วิวาททำ ร้ายกันเหมือนพวกตาบอดคลำ ช้าง ๙ พวก ประหัตประหารกัน เพราะคลำ อวัยวะของช้างคนละส่วนกัน ทั้ง ๙พวก. ธรรมหรือสัตถุศาสน์ในพระพุทธศาสนา เป็นเหมือน ช้างที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่าช้าง แล้วยังอาจจะแบ่งได้เป็น ๙ ส่วน ตามจำ นวนแห่งนวังคสัตถุศาสน์ กล่าวคือ สุตตะ เคยยะเวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ รวม ๙ องค์ด้วยกันฉันใด ก็ฉันนั้น. แต่ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่องสำ คัญ เพียงเรื่องเดียว คือ อิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท ที่สามารถ แสดงให้เห็นว่า ธรรมทั้งหลายเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งในฝ่ายเกิดและฝ่ายดับแห่งกองทุกข์แล้ว ก็จะเท่า กับคลำ ช้างทีเดียวทั้งตัว ไม่มีโอกาสจะเถียงกัน แล้ววิวาทหรือทำร้ายกันได้แต่ประการใดเลย.

หมวดที่สิบเอ็ด จบ



หน้า 778
หมวด ๑๒

ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ส่อไปในทางภาษาคน-เพื่อศีลธรรม
มีเรื่อง: ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาทอย่างประหลาด—ธาตุ๓ อย่างเป็นที่ตั้งแห่งความเ)นไปได้ของปฏิจจสมุปบาท.


หน้า 779
ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างประหลาด

ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “ชารามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ” ดังนี้, เช่นนี้และ เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้ว่า “ชรามณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ”:-ดูก่อนอานนน์! ถ้าหากว่าชาติ จักไมได้มีแก่ใครๆ ในที่ไหนๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ เพื่อความเป็นเทพ แห่งหมู่เทพทั้งหลายก็ดี, เพื่อความ
......................................................... หน้า 780
เป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ทั้งหลายก็ดี,เพื่อความ เป็นภูต แห่งพวกภูตทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น มนุษย์ แห่งพวกมนุษย์ทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้าทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็นสัตว์มีปีกแห่งพวกสัตว์มีปีกทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็นสัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายก็ดี, แล้วไซร้; ดูก่อนอานนท์! ชาติก็จักไม่ได้มีแล้วแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เพื่อความเป็นอย่างนี้แล. เมื่อชาติไม่มี เพราะความดับ ไปแห่งชาติโดยประการทั้งปวงแล้ว; ชรามรณะ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ (ปญฺญาเยถ) ไหมหนอ?

("
ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละ คืนนิทานนั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของชรามรณะ;นั้นคือ ชาติ.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "ชาติ เพราะปัจจัยคือภพ" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ" :ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าภพ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการกล่าวคือ กามภพ ก็ดี, รูปภพ ก็ดี, อรูปภพ ก็ดี, แล้วไซร์; เมื่อภพไม่มีเพราะความดับ ไปแห่งภพ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ชาติ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้น หามิได้

พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้,นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือ สมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของชาติ;นั้นคือ ภพ.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย
......................................................... หน้า 781
ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน":ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าอุปาทาน จักไม่ได้มีแก่ ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ กามุปาทาน ก็ดี ทิฏฐุปาทาน ก็ดี สีลัพพัตตุปาทาน ก็ดี อัตตวาทุ-ปาทาน ก็ดี, แล้วไซร้; เมื่ออุปาทานไม่มี เพราะความ ดับไปแห่งอุปาทาน โดยประการทั้งปวงแล้ว; ภพจะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ?("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!")

ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทานนั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของภพ; นั้นคือ อุปาทาน.ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "อุปาทานมี เพราะปัจจัย คือตัณหา" ดังนี้,เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้ว่า "อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา":

ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหาโผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา, แล้วไซร้; เมื่อตัณหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหาโดยประการทั้งปวงแล้ว; อุปาทาน จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของอุปาทาน; นั้นคือ ตัณหา.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา" ดังนี้,เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ตัณหามี เพราะปัจจัย คือเวทนา": ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าเวทนา จักไม่ได้มีแก่ใครๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา
......................................................... หน้า 782
ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา. แล้วไซร้; เมื่อเวทนาไม่มี เพราะความดับไปแห่งเวทนา โดยประการทั้งปวงแล้ว; ตัณหาจะมีขึ้นมาให้ เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!")

ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของตัณหา; นั้นคือ เวทนา.ดูก่อนอานนท์! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) เพราะอาศัยเวทนาจึงมีตัณหา;
เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มจฺจริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขา-ธิกรณํ);

กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่งการวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง! มึง!" การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลาย:ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนกย่อมเกิดขึ้นพร้อม ด้วยอาการอย่างนี้; (เป็นอันว่า)ข้อความเช่นนี้ เป็นข้อความที่เราได้กล่าวไว้แล้ว.
......................................................... หน้า 783
ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้ กล่าวไว้แล้วว่า "ธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า‘มึง! มึง!' การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลาย; ย่อม เกิดขึ้นพร้อม เพราะเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้นเป็นเหตุ " ดังนี้ :

ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าการหวงกั้นจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการหวงกั้นไม่มี เพราะความดับไปแห่งการหวงกั้น โดยประการทั้งปวงแล้ว; ธรรมเป็นบาปอกุศล เป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าว คำหยาบว่า "มึง! มึ่ง!" การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย จะพึงเกิดขึ้นพร้อมได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนกเหล่านี้ กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่งการวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง! มึง!" การพูดคำส่อเสียด และการกล่าวเท็จ; นั้นคือการหวงกั้น.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น"ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าว แล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าว ไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น" : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าความตระหนี่ จักไม่ได้ มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้, เมื่อความตระหนี่ไม่มีเพราะความดับไปแห่ง ความตระหนี่ โดยประการทั้งปวงแล้ว; การหวงกั้นจะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ?("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น
......................................................... หน้า 784
เรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัยของการหวงกั้น; นั้นคือ ความตระหนี่.ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว.

ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่":

ดูก่อนอานนท์!ถ้าหากว่าความจับอกจับใจจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความจับอกจับใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความจับอกจับใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความตระหนี่จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!")

ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละ คือปัจจัย ของความตระหนี่; นั้นคือ ความจับอกจับใจ.ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความสยบ มัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว.

ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ". ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากความสยบมัวเมา จักไม่ได้มี แก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความสยบมัวเมาไม่มี เพราะความดับไป แห่งความสยบมัวเมา โดยประการทั้งปวงแล้ว;ความจับอกจับใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!")ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทานนั่นแหละ คือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความจับอกจับใจ; นั้นคือ ความสยบมัวเมา.
......................................................... หน้า 785
ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจจึงมีความสยบมัวเมา" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์!ความนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า"เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา" :

ดูก่อนอานนท์!ถ้าหากว่าความกำหนัดด้วยความพอใจ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆโดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความกำหนัดด้วยความพอใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความกำหนัด ด้วยความพอใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความสยบมัวเมา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้,นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละ คือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความสยบมัวเมา; นั้นคือ ความกำหนัดด้วยความพอใจ.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์!ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า"เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ" :

ดูก่อนอานนท์!ถ้าหากว่าความปลงใจรักจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความปลงใจรักไม่มี เพราะความดับไปแห่งความปลงใจรัก โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความ กำหนัดด้วยความพอใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุนั่นแหละคือนิทาน นั่นและคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัยของ ความกำหนัดด้วยความพอใจ; นั้นคือ ความปลงใจรัก.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก"ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรา กล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย
......................................................... หน้า 786
โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก" : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าการได้ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆโดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการได้ไม่มี เพราะความดับไปแห่งการได้โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความปลงใจรัก จะมีขึ้นมา ให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละ คือเหตุนั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความปลงใจรัก; นั้นคือการได้.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้" ดังนี้,เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้ว่า "เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้" :

ดูก่อนอานนท! ถ้าหากว่าการแสวงหาจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการแสวงหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งการแสวงหา โดยประการทั้งปวงแล้ว; การได้ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุนั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการได้; นั้นคือ การแสวงหา.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา" ดังนี้.เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา" : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหาว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิดโดยทุกอาการกล่าวคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา, แล้วไซร้; เมื่อตัณหา
......................................................... หน้า 787
ไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวงแล้ว; การแสวงหา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัยของการแสวงหา; นั้นคือ ตัณหา.

ดูก่อนอานนท์! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) ธรรมทั้งสอง๑เหล่านี้รวมเป็น ธรรมที่มีมูล อัน เดียวกันในเวทนา; คือเวทนาอย่างเดียว ก็เป็นมูลสำหรับให้เกิดตัณหาแต่ละอย่าง ๆ ทั้งสองอย่าง ได้.ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ" :

ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าผัสสะ จักไม่ได้มีแก่ ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัสกายสัมผัสมโนสัมผัส, แล้วไซร้;เมื่อผัสสะไม่มี เพราะ ความดับไปแห่งผัสสะ โดยประการทั้งปวงแล้ว;เวทนา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? (ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!")ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละ คือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของเวทนา; นั้นคือผัสสะ
......................................................... หน้า 788
ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป๑"

ดูก่อนอานนท์! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งนาม ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์นิมิต อุเทศ ทั้งหลาย เป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้วการสัมผัสด้วยการเรียกชื่อ(อธิวจน สมฺผสฺโส) ในกรณีอันเกี่ยวกับรูปกาย จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!");

ดูก่อนอานนท์! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งรูป ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์นิมิต อุเทศ ทั้งหลายเป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้วการสัมผัสด้วยการกระทบ (ปฏิฆสมฺผสฺโส) ในกรณี อันเกี่ยวกับรูปกาย จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!");

ดูก่อนอานนท์! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งนามด้วย ซึ่งหมู่แห่งรูปด้วยย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลายเป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิตอุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้ว การสัมผัสด้วยการเรียกชื่อ ก็ดี การสัมผัสด้วยการกระทบก็ดี จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!");

ดูก่อนอานนท์! การบัญญัติซึ่งนามรูป ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์นิมิต อุเทศ ทั้งหลายเป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้วผัสสะ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!");
......................................................... หน้า 789
ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของผัสสะ; นั้นคือ นามรูป.

ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ" ดังนี้,เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ" : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา แล้วไซร้;นามรูปจักปรุงตัวขึ้นมาในท้องแห่งมารดาได้ไหม? (ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!");

ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าวิญญาณก้าวลงในท้องแห่งมารดาแล้ว∗ จักสลายลงเสียแล้วไซร้; นามรูป จักบังเกิดขึ้น เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้ไหม? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!");

ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าวิญญาณของเด็กอ่อน ที่เป็นชายก็ตาม เป็นหญิงก็ตาม จักขาดลงเสียแล้วไซร้; นามรูป จักถึงซึ่งความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์ บ้างหรือ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า"!);

ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของนามรูป; นั้นคือ วิญญาณ.
………………………………………………………………………………….
∗ข้อความนี้ เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างภาษาคน, หรือภาษาศีลธรรม. แต่เราอาจ ถือเอาข้อความนี้ เป็นเพียงอุปมา แล้วถือเอาข้อความในภาษาธรรมเป็นอุปไมย. หรือมิฉะนั้นก็ถือว่าเป็น เรื่องศีลธรรม โดยส่วนเดียว.
......................................................... หน้า 790
ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป" ดังนี้,เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป":ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าวิญาณ จักไม่ได้มีที่ตั้งที่อาศัยในนามรูป แล้วไซร้; ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือชาติชรามรณะต่อไป จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!")

ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของวิญญาณ; นั่นคือ นามรูป.ดูก่อนอานนท์! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลก จึงเกิดบ้าง จึงแก่บ้างจึงตายบ้าง จึงจุติ บ้าง จึงอุบัติบ้าง : คลองแห่งการเรียก (อธิวจน) ก็มีเพียงเท่านี้, คลองแห่งการพูดจา (นิรุตฺติ) ก็มีเพียงเท่านี้, คลองแห่งการบัญญัติ (ปญฺญตฺติ) ก็มีเพียงเท่านี้, เรื่องที่จะต้องรู้ด้วยปัญญา (ปญฺญาวจร) ก็มีเพียงเท่านี้, ความเวียนว่ายในวัฏฏะ ก็มีเพียงเท่านี้ : นามรูปพร้อมทั้งวิญญาณตั้งอยู่ เพื่อการบัญญัติซึ่งความเป็นอย่างนี้ (ของนามรูปกับวิญญาณ นั่นเอง).


หน้า 790
ธาตุ
อย่างเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไปได้ของปฏิจจสมุปบาท

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! คำที่กล่าวๆกันว่า‘ภพ-ภพ' ดังนี้นั้นภพย่อมมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรแลพระเจ้าข้า?"
......................................................... หน้า 791
ดูก่อนอานนท์! ถ้ากรรมอันมีกามธาตุเป็นวิบาก (วิบาก=ผลแห่งการกระทำ) จักไม่ได้มีแล้วไซร้, กามภพจะพึงปรากฎได้แลหรือ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!")

ดูก่อนอานนท์! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณชื่อว่าพืช,ตัณหาชื่อว่ายางในพืช. เมื่อวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครืองผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุอันทราม (กามธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป (อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ) ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนอานนท์! ถ้ากรรมอันมีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้,รูปภพ จะพึงปรากฎได้แลหรือ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์!ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อหา, วิญญาณชื่อว่าพืช, ตัณหาชื่อว่ายางในพืช.เมื่อวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุปานกลาง(รูปธาตุ)อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนอานนท์! ถ้ากรรมอันมีอรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้,อรูปภพ จะพึงปรากฎได้แลหรือ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์!ด้วยเหตุดังนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเนื้อหา, วิญญาณชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช.เมื่อวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุอันประณีต (อรูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไปย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้.

ดูก่อนอานนท์! ภพ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
......................................................... หน้า 792
(ต่อไปนี้ เป็นข้อความในสูตรอีกสูตรหนึ่ง๑ ซึ่งมีหลักธรรมทำนองเดียวกัน:-)

"
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ? คำที่กล่าวกันว่าภพ-ภพ' ดังนี้นั้นภพย่อมมีได้ด้วยเหตุที่ประมาณเท่าไรแลพระเจ้าข้า?"ดูก่อนอานนท์! ถ้ากรรมอันมีกามธาตุเป็นวิบาก (วิบาก = ผลแห่งการกระ-ทำ) จักไม่ได้ มีแล้วไซร้, กามภพ จะพึงปรากฎได้แลหรือ? ("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!")

ดูก่อนอานนท์! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณชื่อว่าพืช, ตัณหาชื่อว่ายางในพืช. เมื่อเจตนา ก็ดี ความปรารภนา(ปตฺถนา) ก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุอันทราม (กามธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีด้วยอาการ อย่างนี้.

ดูก่อนอานนท์! ถ้ากรรมอันมีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, รูปภพจะพึงปรากฎได้แลหรือ?("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณชื่อว่าพืช, ตัณหาชื่อว่ายางในพืช.เมื่อเจตนาก็ดี ความปรารภนาก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุปานกลาง (รูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดในภพ-ใหม่ต่อไป ย่อมมีด้วย อาการอย่างนี้.

ดูก่อนอานนท์! ถ้ากรรมอันมีอรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้,อรูปภพ จะพึงปรากฎได้แลหรือ?("ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์!
......................................................... หน้า 793
ด้วยเหตุดังนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณชื่อว่าพืช, ตัณหาชื่อว่ายางในพืช. เมื่อเจตนา ก็ดี ความ ปรารภนาก็ดีของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุอันประณีต (อรูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนอานนท์! ภพ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
………...........................................................................
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปในที่นี้ หมายถึงการเกิด แห่งภพ เพราะอำนาจแห่งอุปาทาน ของสัตว์ผู้ประกอบด้วยอวิชชาและตัณหา ในขณะแห่งปฏิจจสมุปบาท สายหนึ่ง ๆ ทุกสาย ต่างกันไปตามอารมณ์ของตัณหา ซึ่งเป็นกามธาตุบ้าง รูปธาตุบ้างอรูปธาตุบ้าง; ดังนั้น ถ้าธาตุทั้ง ๓ นี้ ยังมีอยู่ แม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การเกิดในภพใหม่ ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น ก็พึงมีต่อไป.

หมวดที่สิบสอง
จบ




หน้า 798
ลำดับเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ บทสรุป
ว่าด้วย คุณค่าพิเศษของปฏิจจสมุปบาท
(มี ๕ เรื่อง)


มีเรื่อง :
1) ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - -
2) ที่สุดแห่งปฏิจจสมุปบาทคือที่สุดแห่งภพ –
3) ธรรมไหลไปสู่ธรรมโดยไม่ต้องมีใครเจตนา --
4) แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท --
5) เรื่องปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในเรื่องที่พุทธบริษัทควรทำสังคีติ.


หน้า 799
ปฏิจจสมุปบาท คือเรื่องความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา


ภิกษุโมลิยผัคคุนะ ได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกินซึ่งวิญญาณาหาร พระเจ้าข้า?" พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า :-"นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย: เราย่อม ไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน' ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน' ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา
......................................................... หน้า 800
ในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า `ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน (ซึ่งวิญญาณาหาร) พระเจ้าข้า?' ดังนี้.ก็เรามิได้กล่าว อย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า `ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ?’ ดังนี้แล้ว, นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลย ที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า

วิญญาหาร ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป. เมื่อภูตะ (ความเป็นภพ) นั้น มีอยู่' สฬายตนะ ย่อมมี;เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ(การสัมผัส)', ดังนี้".

"
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?"

นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย: เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคล ย่อมสัมผัส" ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคล ย่อมสัมผัส" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใคร เล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "ผัสสะมี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย พระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา.

คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา (ความรู้สึกต่ออารมณ์)", ดังนี้."ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่อ อารมณ์ พระเจ้าข้า?"นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย: เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคล ย่อมรู้สึกต่อ อารมณ์"ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคล ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควร ถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า?"
......................................................... หน้า 801
ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า"เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา พระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควร เฉลย ในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า"เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา(ความอยาก)", ดังนี้.

"
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า?"

นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย: เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคล ย่อมอยาก" ดังนี้, ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคลย่อมอยาก" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า"ก็ใครเล่าย่อมอยาก พระเจ้าข้า?" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยจึง มีตัณหา พระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลย ในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่น)", ดังนี้.

"
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่าย่อมยึดมั่นพระเจ้าข้า?"

นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย: เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคลย่อมยึดมั่น" ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคลย่อมยึดมั่น" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า?" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "เพราะมี อะไรเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทานพระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็น
......................................................... หน้า 802
ปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน; เพราะ มีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;" เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็น ปัจจัย, ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขุโทมนัส-อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนผัคคุนะ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งผัสสายตนะ(แดนเกิดแห่งผัสสะ)ทั้ง นั้น นั่นเทียว จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมี ความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขุโทมนัส-อุปายาสทั้งหลาย จึงเดับสิ้น: ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดังนี้ แล.


หน้า 802
ที่สุดแห่งปฏิจจสมุปบาทคือที่สุดแห่งภพ


ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงออกจากสมาธินั้น โดยกาลอันล่วงไปแห่งวันทั้ง ๗ ทรงตรวจดูโลกด้วย พุทธจักษุแล้ว ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้เดือนร้อนอยู่ ด้วยความเดือนร้อนมีประการต่าง ๆ และเร่าร้อนอยู่ด้วย ความเร่าร้อนมีประการต่าง ๆ อันเกิดจากราคะบ้าง อันเกิดจากโทสะบ้าง อันเกิดจากโมหะบ้าง,ครั้นทรง รู้สึกความข้อนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานี้ว่า :-
......................................................... หน้า 803
** "สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือนร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า๑ ย่อมกล่าวซึ่งโรค(ความเสียบแทง)นั้น โดยความเป็นตน."
** เขาสำคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็น (ตามที่เป็นจริง)โดยประการอื่นจาก ที่เขาสำคัญนั้น.
** สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น(จากที่มันเป็นอยู่จริง) จึงได้ เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
** เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้น ก็เป็นภัย(น่ากลัว); เขากลัวต่อสิ่งใดสิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์.
** พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ นั้นเอง.
**  สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด กล่าวความหลุนพ้นจากภพว่ามีได้เพราะภพ; เรากล่าวว่า สมณะทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.
** ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามีได้เพราะวิภพ๒ เรา กล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.
** ก็ทุกข์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยซึ่ง อุปธิ ทั้งปวง.
** ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ไม่มี ก็เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง.
** ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลาย อันอวิชชาหนาแน่นบังหน้าแล้ว; และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพ อันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้.
……………………………………………………………………………………….
๑คำว่า "มีผัสสะบังหน้า (ผสฺสปเรโต)" หมายความว่า เมื่อเขาถูกต้องผัสสะใด จิตทั้งหมดของ เขายึดมั่น อยู่ในผัสสะนั้น จนไม่มองเห็นสิ่งอื่น แม้จะใหญ่โตมากมายเพียงใด ทำนองเส้นผมบังภูเขา : เขาหลงใหล ยึดมั่น แต่ในอัสสาทะของผัสสะนั้นจนไม่มองเห็นสิ่งอื่น; อย่างนี้เรียกว่ามีผัสสะบังหน้า คือบังลูกตา ของเขา ให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ผิดไปจากตามที่เป็นจริง.
๒คำว่า "วิภพ" ในที่นี้ ตรงกันข้ามกับคำว่า "ภพ" คือไม่มีภพตามอำนาจของนัตถิกทิฏฐิหรืออุจเฉท-ทิฏฐิโดยตรง คือไม่เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา; ดังนั้น แม้เขาจะรู้สึกว่าไม่มีอะไร มันก็มีความไม่มีอะไรนั้นเอง ตั้งอยู่ในฐานะเป็นภพ ชนิดที่เรียกว่า "วิภพ" เป็นที่ตั้งแห่งวิภวตัณหา.

......................................................... หน้า 804
** ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง๑ เพื่อความมีแห่งประโยชน์ โดยประการทั้งปวง; ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
** เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง อย่างนี้อยู่;เขาย่อมละภวตัณหาได้ และไม่เพลิดเพลินซึ่งวิภวตัณหาด้วย.
** ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ (แห่งภพทั้งหลาย) เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา โดยประการ ทั้งปวง นั้นคือ นิพพาน.
** ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว เพราะไม่มีความยึดมั่น.
** ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำมารได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้คงที่(คือไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป), ดังนี้แล.
…………………………………………………………………………………………………..
หมายเหตุผู้รวบรวม :
ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เมื่อประทับเสวยวิมุตติสุข หลังการตรัสรู้ใหม่ๆบริเวณ ต้นโพธิ์นั้น บางเวลาทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจ-สมุปบาท บางเวลาทรงพิจารณาความเป็นไปของหมู่สัตว์ ที่เป็นไปตามอาการของปฏิจจ-สมุปบาท อย่างประจักษ์ชัด จนถึงกับออกพระอุทานนี้ ซึ่งก็แสดงอยู่ในตัว แล้วว่า ความมีผัสสะบังหน้า ในขณะแห่งการกระทบของผัสสะนั่นเอง เป็นจุดตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาท ที่ทำให้เกิดภพ และมีความหลงใหลในภพต่างๆจนเกิดทุกข์มีความกลัวเป็นต้น.เขารู้ทุกๆสิ่ง ชนิดที่ตรง กันข้ามจากที่มันเป็นจริง; ดังนั้นจึงกล่าวว่า เขาย่อมรู้ ย่อมสำคัญ ย่อมเห็นโดยประการอื่นจากที่ธรรมชาติ เหล่านั้นเป็นอยู่จริง: อันนี้เรียกว่าเป็นอวิชชาของเขา
…………………………………………………………………………………………………..
๑คำว่า "ในที่หรือในเวลาทั้งปวง"ตลอดถึงคำว่า"เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง" เป็นคุณบท แห่งค่าอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของภพ.ความมีความเป็นอย่างใดก็ตาม ย่อมเนื่องด้วยเวลาที่พอเหมาะ เนื้อที่ที่พอดี ประโยชน์ที่น่ารัก มันจึงจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือยั่วยวนให้ยึดถือ; ดังนั้นภพชนิดไหน ก็ตาม ย่อมเนื่องอยู่ด้วยสิ่งทั้ง ๓ นี้ แต่แล้วในที่สุดมันก็เป็นเพียงสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา ดังที่กล่าวแล้ว ในพุทธอุทานนั้น.ว่าด้วยปฏิจจฯ ที่มีลักษณะเพื่อศีลธรรม ๘๐๕เป็นสิ่งซึ่งจะ เข้ามา ประกอบกับสัมผัส จนได้นามว่า"อวิชชาสัมผัส"; เป็นเงื่อนต้นแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังที่ได้กล่าว ไว้แล้ว โดยหัวข้อชื่อนั้น (อวิชชาสัมผัส คือต้นเหตุอันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท; ซึ่งเป็นเรื่องที่ ๖ แห่งหมวดที่ ๔)


หน้า 805
ธรรมไหลไปสู่ธรรม โดยไม่ต้องมีใครเจตนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "อวิป-ปฏิสาร จงบังเกิดแก่เรา".ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว อวิปปฏิสารย่อมเกิด(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "ปราโมทย์จงบังเกิดแก่เรา".ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อไม่มีวิปปฏิสารปราโมทย์ย่อมเกิด(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อปราโมทย์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "ปีติจงบังเกิดแก่เรา". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อปราโมทย์แล้วปีติย่อมเกิด(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อมีใจปีติแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "กายของเราจงรำงับ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีใจปีติแล้ว กายย่อมรำงับ(เอง).
......................................................... หน้า 708
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อกายรำงับแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "เราจงเสวยสุขเถิด".ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อกายรำงับแล้ว ย่อมได้เสวยสุข(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อมีสุข ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "จิตของเราจงตั้งมั่นเป็นสมาธิ".ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า"เราจงรู้จงเห็นตามที่เป็นจริง". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามที่เป็นจริง(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า"เราจงเบื่อหน่าย" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "เราจงคลายกำหนัด". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัด(เอง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อจิตคลายกำหนัดแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า"เราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่าเมื่อคลายกำหนัดแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ(เอง).
......................................................... หน้า 807
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล วิราคะ ย่อมมี วิมุตติญาณ-ทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; นิพพิทา ย่อมมีวิราคะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;ยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมมีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย; สมาธิ ย่อมมียถา-ภูต

ญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; สุข ย่อมมีสมาธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;ปัสสัทธิ ย่อมมีสุขเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; ปีติ ย่อมมีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;ปราโมทย์ ย่อมมีปีติเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; อวิปปฏิสาร ย่อมมีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; ศีลอันเป็นกุศล ย่อมมีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล ธรรมย่อมไหลไปสู่ธรรม;ธรรมย่อมทำธรรมให้เต็ม เพื่อการถึงซึ่งฝั่ง (คือนิพพาน)จากที่มิใช่ฝั่ง(คือสังสาระ)ดังนี้.
……………………………………………………………………………………..
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เราเพียงแต่ตั้งเจตนาในการกระทำให้ถูกต้อง ก็พอแล้ว; ไม่ต้องตั้งเจตนาในการที่จะให้การกระทำนั้นออกผล,นั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แถมยังจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความกระวนกระวาย หรือเป็นทุกข์ โดยไม่จำเป็นอีกด้วย.คนโดยมากกระทำผิดในข้อนี้ จึงทำการงานอยู่ด้วยความทนทรมาน หรือป่วยเป็นโรคทางจิต.หลักเกณฑ์อันนี้ใช้ได้ทั้งในทางคดีโลกและคดีธรรม; แม้ที่สุดแต่การที่เหตุให้เกิดผลในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ก็ยังมีลักษณะเช่นนี้และโดยเด็ดขาด.


หน้า 807
แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท
(เกียรติสูงสุดของปฏิจจสมุปบาท)


ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทรงกล่าวธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า:-
......................................................... หน้า 808
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย,จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ(โสตะ+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเว ;...ฯลฯ... ...ฯลฯ...

(ใน กรณีแห่งโสตะ ฆานะชิวหา และกายะ ตอนที่ละเปยยาลไว้เช่นนี้ทุกแห่ง หมายความว่ามีข้อความเต็มดุจในกรณีแห่งจักษุและกรณีแห่งมนะทุกตัวอักษร).

เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;...ฯลฯ... ...ฯลฯ...

เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;...ฯลฯ... ...ฯลฯ...

เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กายะ+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
......................................................... หน้า 809
เพราะอาศัยซึ่งมนะด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มนะ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมี อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

--- (ปฏิปักขนัย) ---

เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่ง ธรรม ๓ ประการ (จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นแหละจึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะโสกะปริเทวะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ(โสตะ+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวท ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... (ในกรณีแห่งโสตะฆานะ ชิวหา และกายะ ตอนที่ละเปยยาลไว้เช่นนี้ทุกแห่ง หมายความว่ามีข้อความเต็ม ดุจในกรณีแห่งจักษุและกรณีแห่งมนะทุกตัวอักษร).
......................................................... หน้า 810
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ(ฆานะ+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...

เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;...ฯลฯ... ...ฯลฯ...

เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ;การประจวบ พร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ(กายะ+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...

เพราะอาศัยซึ่งมนะด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ;การประจวบ พร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มนะ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;

เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นแหละ จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะโสกะปริเทวะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

สมัยนั้นแล ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่.พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุ ผู้ยืนแอบฟังนั้นแล้ว ได้ตรัสคำนี้กะภิกษุนั้นว่า "ดูก่อนภิกษุ! เธอได้ยินธรรม-ปริยายนี้แล้วมิใช่หรือ?"
(
ได้ยินพระเจ้าข้า!")
......................................................... หน้า 811
ดูก่อนภิกษุ! เธอจงรับเอาธรรมปริยายนี้ไป; ดูก่อนภิกษุ! เธอจงเล่าเรียนธรรมปริยายนี้ ;ดูก่อนภิกษุ! เธอจงทรงไว้ ซึ่งธรรมปริยายนี้; ดูก่อนภิกษุ!ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์,เป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์", ดังนี้ แล.
………………………………………………………………………………………………
หมายเหตุผู้รวบรวม : เรายังไม่เคยพบเลยว่า มีสูตรใดบ้าง, นอกจากสูตรนี้, ที่พระพุทธองค์ทรงนำเอา ข้อความเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาสาธยายเล่น ตามลำพังพระองค์, เหมือนคนสมัยนี้ ฮัมเพลงบางเพลงเล่นอยู่ คนเดียว. เรื่องปฏิจจสมปบาทเป็นเรื่องที่มีเกียรติสูงสุด ด้วยเหตุผล กล่าวคือ ถึงกับทรงนำมาสาธยายเล่น ในยามว่างลำ พังพระองค์ ๑; ทรงกำ ชับให้ภิกษุเล่าเรียน ๑; ทรงบัญญัติว่าเรื่องนี้เป็นอาทิพรหมจรรย์ ๑; ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความแห่งสูตรนี้แล้ว ; และทรงตีค่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทเท่ากับพระองค์เอง โดยตรัสว่า "ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นเห็นธรรม : ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท " (ม ห าหัต ถิป โท ป ม สูต ร ๑๒/๓๕๙/๓๔๖)ซึ่งเทียบกันได้กับพุทธภาษิตในขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย ว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็น ตถาคต : ผุ้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม " (๑๗/๑๔๗/๒๑๖)๑; ดัง นั้นจึงถือว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่อง ที่มีเกียรติสูงสุด สมแก่การที่เป็นหัวใจของพุทธ-ศาสนา แต่กลับเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจน้อยที่สุด; ดังนั้นจึงนำ เอาข้อความแห่งสูตรข้างบนนี้มาอ้างไว้ ในหนังสือเล่มนี้ถึง ๕ แห่งด้วยกัน โดยหัวข้อว่า "ทรงแนะนำอย่างยิ่งให้
ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท " และว่า "ปฏิจจสมุปบาทมีเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ ", "ตรัสว่าปฏิจจ สมุปบาทเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์""ทรงกำชับสาวกให้เล่าเรียนปฏิจจสมุปบาท ", "แม้พระพุทธองค์ก็ทรง สาธยาย ปฏิจจสมุปบาท"

………………………………………………………………………………………………


หน้า 811
เรื่องปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในเรื่องที่พุทธบริษัทควรทำสังคีติ


ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย! ธรรมสองอย่างอันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้ผู้เห็นผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้วมีอยู่; อันพุทธบริษัททั้งหลาย

......................................................... หน้า 812
(ภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเทียวพึงทำสังคีติ (คือสอบสวนจนเป็นที่เข้าใจตรงกันทุกคนแล้วช่วยกันสาธยาย เพื่อทรงจำไว้อย่างมั่นคง)ในธรรมสองอย่างนั้น, ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น, โดยประการที่พรหมจรรย์(ศาสนา)นี้จะพึงมั่นคงตั้งอยู่นาน.

ข้อนั้นจะพึงเป็นไป
เพื่อหิตสุข แก่มหาชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ธรรมสองอย่างนั้นเล่าคืออะไร? ธรรมสองอย่างนั้นคือ :-

อายตนกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ
ปฏิจจสมุปบาทกุสลตา -ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย! เหล่านี้แลคือธรรมสองอย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว; อันพุทธบริษัททั้งหลาย (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเทียว พึงทำสังคีติ (คือสอบสวน จนเป็นที่เข้าใจ ตรงกันทุกคนแล้วช่วยกันสาธยายเพื่อทรงจำไว้อย่างมั่นคง) ในธรรมสองอย่างนั้น, ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น, โดยประการที่พรหมจรรย์ (ศาสนา)นี้จะพึงมั่นคงตั้งอยู่นาน. ข้อนั้นจะพึงเป็นไป เพื่อ หิตสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, ดังนี้แล.
………………………………………………………………………………………………

ายเห ตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตจนเข้าใจได้อย่างชัดเจน ว่าความฉลาดในอายตนะ ก็คือ ฉลาดในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง; และเมื่อฉลาดในการควบคุมอายตนะแล้ว ก็สามารถคุมการเกิดแห่งกระแสของปฏิจจสมุปบาท; นับว่าเนื่องกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้, และเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติโดยแท้.


บทสรุป จบ
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์