พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๗
สัมโพธสูตรที่ ๑
ความดำริก่อนตรัสรู้ สูตรที่ ๑
(การรู้ คุณ โทษ และการสลัดออก แห่ง อายตนะภายใน)
[๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดดังนี้ว่า อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นความสลัดออกแห่งจักษุ ฯลฯ แห่งหู ฯลฯ แห่งจมูก ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่งกาย ฯลฯ อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นความสลัดออกแห่งใจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า
สุขโสมนัสเกิดขึ้น เพราะอาศัยจักษุ นี้ เป็นคุณแห่งจักษุ
จักษุเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ เป็นโทษแห่งจักษุ
การกำจัดการละฉันทราคะ ในจักษุ นี้ เป็นความสลัดออกแห่งจักษุ ฯลฯ
สุขโสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจ นี้เป็นคุณแห่งใจ ใจเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งใจ การกำจัดการละฉันทราคะ ในใจ นี้เป็นความสลัดออกแห่งใจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออก โดยเป็นความ สลัดออก อย่างนี้เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตตรสัมมา สัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น
เมื่อใด เราได้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออก โดยเป็นความสลัดออก อย่างนี้ เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และ มนุษย์ ก็ญาณทัสนะเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
จบสูตรที่ ๑
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๘
สัมโพธสูตรที่ ๒
ความดำริก่อนตรัสรู้ สูตรที่ ๒
(การรู้ คุณ โทษ และการสลัดออก แห่ง อายตนะภายนอก)
[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดดังนี้ว่า อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นความสลัดออก แห่งรูป ฯลฯ แห่งเสียง ฯลฯ แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า สุขโสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูป นี้เป็นคุณแห่งรูป รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษ แห่งรูป การกำจัด การละฉันทราคะในรูป นี้เป็นความสลัดออกแห่งรูป ฯลฯ สุขโสมนัส เกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมารมณ์ นี้เป็นคุณแห่งธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งธรรมารมณ์ การกำจัด การละ ฉันทราคะ ในธรรมารมณ์นี้เป็นความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออก โดยเป็นความ สลัดออก อย่างนี้ เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์เพียงนั้น
เมื่อใด เราได้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดย เป็น คุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออก โดยเป็นความสลัดออก อย่างนี้ เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมา สัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดา และมนุษย์ ก็ญาณทัสนะเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
จบสูตรที่ ๒
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๙
อัสสาทสูตรที่ ๑
การแสวงหาคุณของอายตนะ สูตรที่ ๑
(แสวงหาคุณแห่งอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราได้เที่ยวแสวงหา คุณแห่งจักษุ ได้พบคุณแห่งจักษุ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหา โทษแห่งจักษุ ได้พบโทษแห่งจักษุ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหา ความสลัดออกแห่งจักษุ ได้พบความสลัดออกแห่งจักษุ
ได้เห็น ด้วย ดี ด้วยปัญญา ฯลฯ
แห่งหู ฯลฯ แห่งจมูก ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่งกาย ฯลฯ
เราได้เที่ยวแสวงหา คุณแห่งใจ ได้พบคุณแห่งใจ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหา โทษแห่งใจ ได้พบโทษแห่งใจ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหา ความสลัดออกแห่งใจ ได้พบความสลัดออกแห่งใจ ได้เห็นด้วยดี ด้วยปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ตามความเป็นจริง
ซึ่งคุณ แห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ
ซึ่งโทษ(แห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ ) โดยความเป็นโทษ
ซึ่งความสลัดออก (แห่งอายตนะภายใน ๖ เหล่านี้ ) โดยเป็นความสลัดออก เพียงใด ฯลฯ
ก็ญาณทัสนะเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเรา ไม่กำเริบ ชาตินี้ มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
จบสูตรที่ ๓
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๙-๑๐
อัสสาทสูตรที่ ๒
การแสวงหาคุณของอายตนะ สูตรที่ ๒
(แสวงหาคุณแห่งอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์)
[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราได้เที่ยวแสวงหา คุณแห่งรูป ได้พบคุณแห่งรูป ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหา โทษแห่งรูป ได้พบโทษแห่งรูป ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหา ความสลัดออกแห่งรูป ได้พบความสลัดออก แห่งรูป ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา ฯลฯ
แห่งเสียง ฯลฯ แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ ฯลฯ
เราได้เที่ยวแสวงหาคุณแห่ง ธรรมารมณ์ ได้พบคุณแห่งธรรมารมณ์ ได้เห็นด้วยดีด้วย ปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหาโทษแห่ง ธรรมารมณ์ ได้พบโทษแห่งธรรมารมณ์ ได้เห็น ด้วยดีด้วยปัญญา
เราได้เที่ยวแสวงหาความสลัดออกแห่ง ธรรมารมณ์ ได้พบความสลัด ออก แห่งธรรมารมณ์ ได้เห็นด้วยดีด้วยปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งความสลัดออก โดยเป็นความ สลัดออก เพียงใด ฯลฯ ก็ญาณทัสนะเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ว่าความหลุดพ้นของเรา ไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
จบสูตรที่ ๔
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๐-๑๑
โนอัสสาทสูตรที่ ๑
การปฏิเสธคุณของอายตนะ สูตรที่ ๑
[๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งจักษุจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึง กำหนัดในจักษุ แต่เพราะคุณในจักษุมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัด ในจักษุ
ถ้าโทษแห่งจักษุจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในจักษุ แต่เพราะโทษแห่งจักษุมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในจักษุ
ถ้าความสลัดออกแห่งจักษุจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงสลัดออก จากจักษุ แต่เพราะความสลัดออก แห่งจักษุมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัดออกจาก จักษุ ฯลฯแห่งหู ฯลฯ แห่งจมูก ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่งกาย ฯลฯ
ถ้าคุณแห่งใจจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดในใจ แต่เพราะ คุณแห่งใจมีอยู่ ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดในใจ
ถ้าโทษแห่งใจจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในใจ แต่ เพราะโทษแห่งใจมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในใจ
ถ้าความสลัดออกแห่งใจจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงสลัดออกจาก ใจ แต่เพราะความสลัดออกแห่งใจมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัดออกจากใจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายยังไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะ ภายใน ๖ เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งความสลัดออกโดย เป็นความสลัดออก เพียงใด สัตว์ทั้งหลายก็ยังไม่เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไป จากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีใจหาเขตแดนมิได้อยู่ เพียงนั้น
แต่เมื่อใด สัตว์ทั้งหลาย ได้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖เหล่านี้ โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออก โดยเป็นความ สลัดออก เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไปจากโลก พร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดา และมนุษย์ มีใจอันหาเขตแดนมิได้อยู่ ฯ
จบสูตรที่ ๕
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๑-๑๒
โนอัสสาทสูตรที่ ๒
การปฏิเสธคุณของอายตนะ สูตรที่ ๒
[๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าคุณแห่งรูปจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึง กำหนัดในรูป
แต่เพราะคุณแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดในรูป
ถ้าโทษแห่ง รูปจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป
แต่เพราะโทษแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในรูป
ถ้าความสลัดออกแห่งรูป จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงสลัดออกจากรูป
แต่เพราะความสลัดออกแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัดออกจากรูป ฯลฯ
แห่งเสียงฯลฯ แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ ฯลฯ
ถ้าคุณแห่ง ธรรมารมณ์ จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงกำหนัดในธรรมารมณ์
แต่เพราะคุณแห่งธรรมารมณ์มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดในธรรมารมณ์
ถ้าโทษแห่งธรรมารมณ์ จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายใน ธรรมารมณ์
แต่เพราะโทษแห่งธรรมารมณ์มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายใน ธรรมารมณ์
ถ้าความสลัดออกจากธรรมารมณ์ จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึง สลัดออก จากธรรมารมณ์ แต่เพราะความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึง สลัดออก จาก ธรรมารมณ์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายยังไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะ ภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งความสลัดออก โดยเป็น ความสลัดออกเพียงใด สัตว์ทั้งหลาย ก็ยังไม่เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไปจากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก จากหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และ มนุษย์ มีใจหาเขตแดนมิได้อยู่เพียงนั้น
แต่เมื่อใด สัตว์ทั้งหลาย ได้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งความสลัดออก โดยเป็นความ สลัดออก เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นผู้ออกไปพรากไป หลุดพ้นไปจากโลก พร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีใจอันหาเขตแดนมิได้อยู่
จบสูตรที่ ๖
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๒
อภินันทสูตรที่ ๑
ว่าด้วยผู้เพลิดเพลินอายตนะ สูตรที่ ๑
[๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดยังเพลิดเพลินจักษุ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเพลิดเพลิน ทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯลฯ ผู้ใดยังเพลิด เพลินใจ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเพลิดเพลินทุกข์
ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนผู้ใดไม่ เพลิดเพลิน จักษุ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์ ฯลฯ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินใจ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์
จบสูตรที่ ๗
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๒-๑๓
อภินันทสูตรที่ ๒
ว่าด้วยผู้เพลิดเพลินอายตนะ สูตรที่ ๒
[๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดยังเพลิดเพลิน รูป ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเพลิดเพลิน ทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯลฯ ผู้ใดยังเพลิด เพลินธรรมารมณ์ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์เรากล่าวว่า ผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์
ส่วนผู้ใดไม่เพลิดเพลินรูป ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลิน ทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์ ฯลฯผู้ใดไม่เพลิดเพลิน ธรรมารมณ์ ผู้นั้นชื่อว่า ไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์
จบสูตรที่ ๘
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๓
อุปปาทสูตรที่ ๑
ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ สูตรที่ ๑
[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏ แห่งจักษุ นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่ง ชรา และมรณะ ฯลฯ ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏแห่งใจ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ
ส่วนความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งจักษุ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ ฯลฯความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งใจ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชรา และมรณะ
จบสูตรที่ ๙
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๓-๑๔
อุปปาทสูตรที่ ๒
ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ สูตรที่ ๒
[๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏ แห่งรูป นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่ง ชราและมรณะ ฯลฯ ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิดความปรากฏแห่งธรรมารมณ์ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ
[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งรูป นี้เป็นความดับ แห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ ฯลฯ ความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่งธรรมารมณ์ นี้เป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ
จบสูตรที่ ๑๐ |