เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

โคปกโมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโคปกโมคคัลลานะ 1907
 


พราหมณ์ชื่อโคปกโมคคัลลานะ
สนทนากับพระอานนท์
สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วไม่นาน ท่านพระอานนท์ อยู่ที่พระวิหาร เวฬุวัน พราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะเห็น ท่านพระอานนท์เดินมาแต่ไกล จึงได้กล่าวว่า นิมนต์เถิด พระอานนท์ผู้เจริญ ท่านมาดีแล้วนานทีเดียว ที่ท่านได้แวะเวียนมาที่นี่


1 โคปกโมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโคปกโมคคัลลานะ
2 มีภิกษุบ้างไหมหนอ ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆข้อและทุกๆประการ
3 มีภิกษุบ้างไหมเล่า ที่ได้รับการแต่งตั้งจากภิกษุเถระมากรูป ให้เป็นที่พึ่งของเรา
4 มีภิกษุบ้างไหมเล่า ที่พระโคดมแต่งตั้ง ให้เป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย
5 มีภิกษุไหมหนอที่พระคุณเจ้าทั้งหลาย เคารพนับถือบูชาสักการะ
6 ภิกษุผู้มีธรรมแห่งความเลื่อมใส ๑๐ ประการนี้ เป็นที่สักการะ เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้
7 ท่านพระอานนท์ จำพรรษาอยู่ที่ไหน...พระวิหารเวฬุวัน
8 พระผู้มีพระภาคไม่ทรงสรรเสริญฌานเช่นไร
9 พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญฌานเช่นไร
เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
(ดูทั้งหมด)
 
สารบาญพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๘-๓๓ (๒๕ เล่ม) ทุกพระสูตร
1. ฉบับหลวง
2. ฉบับมหาจุฬาฯ
3. อรรถกถาไทย
4. ฉบับภาษาบาลี
5. อรรถกถา-บาลี
6. Pali Roman (Roman Script)
7. Atthakatha PaliRoman
 

 


 
1
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๗๔-๘๓

๘. โคปกโมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโคปกโมคคัลลานะ

             [๑๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วไม่นาน ท่านพระอานนท์ อยู่ที่พระวิหาร เวฬุวัน อันเคยเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร เป็นจอมแห่งมคธรัฐ ทรงระแวงพระเจ้าปัชโชต จึงรับสั่งให้ ซ่อมแซมพระนครราชคฤห์

             ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์นุ่งสบง ทรงบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร ราชคฤห์ ในเวลาเช้า ขณะนั้น ท่านมีความดำริดังนี้ว่า ยังเช้าเกินควร ที่จะเที่ยวบิณฑบาต ในพระนครราชคฤห์ก่อน ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาพราหมณ์ โคปกะโมคคัลลานะ ยังที่ทำงานและที่อยู่เถิด

             ครั้นแล้วท่านพระอานนท์ จึงเข้าไปยังที่นั้น พราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะ แลเห็น ท่านพระอานนท์เดินมาแต่ไกล จึงได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ ดังนี้ว่า นิมนต์เถิด พระอานนท์ผู้เจริญ ท่านมาดีแล้วนานทีเดียว ที่ท่านได้แวะเวียนมาที่นี่ นิมนต์นั่งเถิด นี่อาสนะแต่งตั้งไว้แล้ว ท่านพระอานนท์ นั่งบนอาสนะที่แต่งตั้งไว้แล้ว ฝ่ายพราหมณ์ โคปกะ โมคคัลลานะก็ถือเอาอาสนะต่ำ แห่งหนึ่งนั่งลง


2
มีภิกษุบ้างไหมหนอ ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆข้อและทุกๆประการ

             [๑๐๖] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่าน พระอานนท์ดังนี้ว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ผู้ถึงพร้อม ด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆ ประการ ที่พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธ ทรงถึงพร้อมแล้ว

             ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง ผู้ถึงพร้อมด้วย ธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมา สัมพุทธทรงถึงพร้อมแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติ ได้อุบัติ ที่ยังไม่เกิดได้เกิด ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงทราบชัดมรรค ทรงรู้ แจ้งมรรค และทรงฉลาดในมรรค ส่วนพระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งกรุงอุชเชนี เหล่าสาวก ในบัดนี้ เป็นผู้ดำเนินตามมรรค จึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่ ก็แหละ คำพูดระหว่าง ท่านพระอานนท์ กับพราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะได้ค้างอยู่เพียงนี้

             [๑๐๗] ขณะนั้น วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ เที่ยวตรวจ ราชการ ในพระนครราชคฤห์ ได้เข้าไปยังที่ทำงานของพราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะ ที่มีท่านพระอานนท์อยู่ด้วย แล้วได้ทักทายปราศรัยกับท่าน พระอานนท์ ครั้นผ่านคำ ทักทายปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่ง เรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ณ บัดนี้ พระคุณท่านนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ และพระคุณท่านพูดเรื่องอะไร ค้างอยู่ ในระหว่าง

             ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ ในเรื่องที่พูดกันอยู่นี้ พราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะ ได้ถามอาตมภาพอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่ง บ้างไหมหนอ ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆ ประการที่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธ ทรงถึงพร้อมแล้ว

             เมื่อพราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะ ถามแล้วอย่างนี้ อาตมภาพได้ตอบ ดังนี้ว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆประการ ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงถึงพร้อมแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติ ได้อุบัติที่ยังไม่เกิดได้เกิด ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงทราบชัดมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค และทรงฉลาด ในมรรค

             ส่วนเหล่าสาวกในบัดนี้ เป็นผู้ดำเนินตามมรรค จึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่ นี่แลคำพูดระหว่างอาตมภาพ กับพราหมณ์โคปกะโมคคัลลานะได้ค้างอยู่ ต่อนั้นท่าน ก็มาถึง

             [๑๐๘] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ อัน พระโคดม ผู้เจริญพระองค์นั้น ทรงแต่งตั้งไว้ว่าเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็น ที่พึงอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจ ะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

             อา. ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้


 3
มีภิกษุบ้างไหม ที่ได้รับการแต่งตั้งจากภิกษุเถระมากรูป ให้เป็นที่พึ่งอาศัยของเรา

            [๑๐๙] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า อันสงฆ์ ที่ภิกษุ ผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกัน สมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จ ล่วงลับ ไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

             อา. ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระ มากรูป ด้วยกัน สมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

             ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้ อะไรเล่า จะเป็นเหตุ แห่งความสามัคคีกันโดยธรรม

             อา. ดูกรพราหมณ์ อาตมภาพทั้งหลาย มิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัยเลย พวกอาตมภาพ มีที่พึ่งอาศัย คือ มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย


4
มีภิกษุบ้างไหมเล่า ที่พระโคดมแต่งตั้ง ให้เป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย

           [๑๑๐] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า มีภิกษุสักรูป หนึ่งบ้างไหมหนอ อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นทรงแต่งตั้งไว้ว่าเมื่อเรา ล่วงลับ ไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จัก เป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึง เข้าไปหาได้ในบัดนี้ พระคุณเจ้าตอบว่า

             ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาในบัดนี้ กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกั นสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็น ที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ พระคุณเจ้า ตอบว่า

             ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่ภิกษุ ผู้เป็นเถระมากรูป ด้วยกัน สมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จัก เป็นที่พึ่ง อาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ และกระผม ถามต่อไปว่า ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้ อะไรเล่าจะเป็นเหตุแห่งความ สามัคคีกัน โดยธรรม พระคุณเจ้าตอบว่า

             ดูกรพราหมณ์ อาตมภาพทั้งหลาย มิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัย พวกอาตมภาพมี ที่พึ่ง อาศัย คือ มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ก็คำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้ว นี้ กระผมจะพึงเห็นเนื้อความได้อย่างไร

             [๑๑๑] อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่แล ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงแสดง ปาติโมกข์ แก่ภิกษุทั้งหลาย ทุกๆ วันอุโบสถ อาตมภาพทั้งหลายเท่าที่มีอยู่นั้น จะเข้าไป อาศัยคามเขตแห่งหนึ่งอยู่ ทุกๆ รูปจะประชุมร่วมกัน

             ครั้นแล้วจะเชิญภิกษุรูป ที่สวดปาติโมกข์ได้ ให้สวด ถ้าขณะที่สวดปาติโมกข์ อยู่ ปรากฏภิกษุมีอาบัติ และโทษที่ล่วงละเมิด อาตมภาพทั้งหลายจะให้เธอทำตามธรรม ตามคำที่ทรงสั่งสอนไว้ เพราะฉะนั้น เป็นอันว่า ภิกษุผู้เจริญทั้งหลาย มิได้ให้พวก อาตมภาพ กระทำธรรมต่างหากให้พวกอาตมภาพกระทำ


5
มีภิกษุไหมหนอที่พระคุณเจ้าทั้งหลาย เคารพนับถือบูชาสักการะ

             ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่ง บ้างไหมหนอ ซึ่งพระคุณเจ้า ทั้งหลาย สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้วย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ ในบัดนี้

             อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่รูปหนึ่งแล ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย สักการะเคารพ นับถือบูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้

             [๑๑๒] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า มีภิกษุสักรูป หนึ่งบ้างไหมหนอ อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ทรงแต่งตั้งไว้ว่าเมื่อเราล่วงลับ ไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ พระคุณเจ้าตอบว่า

             ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า อันสงฆ์ที่ภิกษุ ผู้เป็นเถระมากรูป ด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ พระคุณเจ้าตอบว่า

             ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูป ด้วยกัน สมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็น ที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย จักพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ กระผม ถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลาย สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ พระคุณเจ้าตอบว่า

             ดูกรพราหมณ์ มีอยู่รูปหนึ่งแล ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย สักการะ เคารพ นับถือ บูชาครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ คำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้วนี้ กระผมจะพึงเห็นเนื้อความ ได้อย่างไร

             [๑๑๓] อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่แล ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธ ตรัสบอกธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสไว้ ๑๐ ประการ บรรดาพวกอาตมภาพ รูปใดมีธรรมเหล่านั้น อาตมภาพทั้งหลาย ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชารูปนั้น ครั้นสักการะเคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้


6
ภิกษุผู้มีธรรมแห่งความเลื่อมใส ๑๐ ประการนี้ เป็นที่สักการะ เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้

ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน

             ดูกรพราหมณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

             (๑) เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระ และโคจรอยู่ ย่อมเป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย

             (๒) เป็นพหูสูต ทรงการศึกษา สั่งสมการศึกษา ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามใน ท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็นปานนั้น ย่อมเป็นอันเธอได้สดับแล้ว มากทรงจำไว้ได้ คล่องปาก เพ่งตามได้ด้วยใจ แทงตลอดดีด้วยความเห็น

             (๓) เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

             (๔) เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันเกิดมีในมหัคคตจิตเครื่องอยู่สบาย ในปัจจุบันตาม ความปรารถนา ได้ไม่ยาก ไม่ลำบาก

             (๕) ย่อมแสดงฤทธิ์ ได้เป็นอเนกประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ปรากฏตัวหรือหายตัวไปนอกฝา นอกกำแพง นอกภูเขาได้ ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ทำการผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดิน เหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตก เหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศโดยบัลลังก์ เหมือนนก ก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ปานฉะนี้ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้

             (๖) ย่อมฟังเสียงทั้งสอง คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ได้ ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์

             (๗) ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น และบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิต มีโมหะหรือ จิต ปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิต ฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็น มหัคคตะ จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่น ก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้น

             (๘) ย่อมระลึกขันธ์ ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ คือ ระลึกได้ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้างยี่สิบชาติ บ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้างพันชาติบ้าง แสนชาติ บ้าง หลายสังวัฏกัปบ้าง หลายวิวัฏกัปบ้าง หลายสังวัฏวิวัฏกัปบ้าง ว่าในชาติโน้น เรามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์ อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้

             เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว บังเกิดในชาติโน้น แม้ในชาตินั้น เราก็มีชื่อ อย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว จึงเข้าถึงในชาตินี้ ย่อมระลึกขันธ์ ที่อยู่อาศัยในชาติก่อน ได้เป็นอเนกประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ เช่นนี้

             (๙) ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์ กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ๑- ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีตมีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม เช่นนี้

             (๑๐) ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ ทั้งหลาย สิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่

             ดูกรพราหมณ์ เหล่านี้แล ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑๐ ประการอัน พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธตรัสบอกไว้ บรรดาพวกอาตมภาพ รูปใดมีธรรมเหล่านี้ อาตมภาพทั้งหลาย ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชารูปนั้น ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้

             [๑๑๔] เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวแล้วอย่างนี้ วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ แห่งมคธรัฐ ได้เรียกอุปนันทะเสนาบดีมาพูดว่า ดูกรเสนาบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน ที่พระคุณเจ้าเหล่านี้ สักการะธรรม ที่ควรสักการะเคารพธรรมที่ควรเคารพ นับถือธรรมที่ควรนับถือ บูชาธรรมที่ควรบูชาอยู่อย่างนี้ ตกลงพระคุณเจ้าเหล่านี้ ย่อมสักการะธรรม ที่ควรสักการะ เคารพธรรมที่ควรเคารพนับถือธรรม ที่ควรนับถือ บูชาธรรมที่ควรบูชา ก็ในเมื่อพระคุณเจ้าเหล่านั้น จะไม่พึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาสิ่งนี้ พระคุณเจ้าเหล่านั้น จะพึงสักการะเคารพ นับถือ บูชาสิ่งไร แล้วจะเข้าไปอาศัย สิ่งไรอยู่ได้เล่า


7
ท่านพระอานนท์ จำพรรษาอยู่ที่ไหน...พระวิหารเวฬุวัน

             [๑๑๕] ต่อนั้น วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ถามท่าน พระอานนท์ ดังนี้ว่า ก็เวลานี้ พระอานนท์อยู่ที่ไหน

             อา. ดูกรพราหมณ์ เวลานี้ อาตมภาพอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน
             ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ก็พระวิหารเวฬุวัน เป็นที่รื่นรมย์ เงียบเสียงและไม่ อึกทึกครึกโครม มีลมพัดเย็นสบาย เป็นที่พักผ่อนของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกออกเร้น อยู่หรือ

             อา. ดูกรพราหมณ์ แน่นอน พระวิหารเวฬุวัน จะเป็นที่รื่นรมย์ เงียบเสียง และ ไม่อึกทึกครึกโครม มีลมพัดเย็นสบาย เป็นที่พักผ่อนของมนุษย์ สมควรแก่การหลีก ออกเร้นอยู่ ก็ด้วยมีผู้รักษาคุ้มครองเช่นท่าน

             [๑๑๖] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ความจริง พระวิหารเวฬุวันจะเป็นที่รื่นรมย์ เงียบเสียง และไม่อึกทึกครึกโครม มีลมพัดเย็นสบาย เป็นที่พักผ่อนของมนุษย์ สมควรแก่ การหลีกออกเร้นอยู่ ก็ด้วยมีพระคุณเจ้าทั้งหลายเพ่งฌาน และมีฌานเป็นปรกติต่างหาก พระคุณเจ้าทั้งหลายทั้งเพ่งฌาน และมีฌานเป็นปรกติทีเดียว

             ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมขอเล่าถวาย สมัยหนึ่งพระโคดมผู้เจริญ พระองค์ นั้น ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล กระผมเข้าไปเฝ้าพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ยังที่ประทับ ณกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ณ ที่นั้นแล พระองค์ได้ตรัสฌานกถา โดยอเนกปริยายพระองค์ ทั้งเป็นผู้เพ่งฌาน และ เป็น ผู้มีฌานเป็นปรกติ แต่ก็ทรงสรรเสริญฌานทั้งปวง


8
พระผู้มีพระภาคไม่ทรงสรรเสริญฌานเช่นไร

(มีใจจดจ่อในกามราคะ ทำกามราคะไว้ภายใน มีใจพยาบาท )

             [๑๑๗] อา. ดูกรพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสรรเสริญฌาน ทั้งปวงก็มิใช่ ไม่ทรงสรรเสริญฌานทั้งปวงก็มิใช่ พระองค์ไม่ทรงสรรเสริญฌานเช่นไร

             ดูกรพราหมณ์ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้

๑) มีใจรัญจวนด้วยกามราคะ
ถูกกามราคะ ครอบงำอยู่ และไม่รู้จักสลัดกามราคะ อันเกิดขึ้นแล้ว ตามความเป็นจริง เธอย่อมเพ่งเล็ง จดจ่อ ปักใจ มุ่งหมายเฉพาะกามราคะ ทำกามราคะไว้ในภายใน

๒) มีใจปั่นป่วนด้วยพยาบาท ถูกพยาบาทครอบงำอยู่ และไม่รู้จักสลัดพยาบาท อันเกิดขึ้นแล้ว ตามความเป็นจริง เธอย่อมเพ่งเล็ง จดจ่อ ปักใจมุ่งหมายเฉพาะพยาบาท ทำพยาบาทไว้ในภายใน

๓) มีใจกลัดกลุ้มด้วยถีนมิทธะ
ถูกถีนมิทธะครอบงำอยู่ และไม่รู้จักสลัดถีนมิทธะ อันเกิดขึ้น แล้วตามความเป็นจริง เธอย่อมเพ่งเล็ง จดจ่อ ปักใจ มุ่งหมายเฉพาะถีนมิทธะ ทำถีนมิทธะ ไว้ในภายใน

๔) มีใจกลัดกลุ้มด้วยอุทธัจจกุกกุจจะ
ถูกอุทธัจจกุกกุจจะ ครอบงำอยู่ และไม่รู้จักสลัด อุทธัจจกุกกุจจะ อันเกิดขึ้นแล้ว ตามความเป็นจริง เธอย่อมเพ่งเล็งจดจ่อ ปักใจ มุ่งหมาย เฉพาะอุทธัจจกุกกุจจะ ทำอุทธัจจ กุกกุจจะ ไว้ในภายใน

๕) มีใจกลัดกลุ้มด้วยวิจิกิจฉา
ถูกวิจิกิจฉาครอบงำอยู่ และไม่รู้จักสลัด วิจิกิจฉาอัน เกิดขึ้น แล้ว ตามความเป็นจริง เธอย่อมเพ่งเล็ง จดจ่อ ปักใจ มุ่งหมายเฉพาะ วิจิกิจฉา ทำวิจิกิจฉาไว้ในภายใน

             ดูกรพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ไม่ทรงสรรเสริญฌานเช่นนี้แล


9
พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญฌานเช่นไร

(ฌาณ ๑ ๒ ๓ ๔)


             ดูกรพราหมณ์ ก็พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสรรเสริญฌานเช่นไรเล่า ภิกษุในธรรม วินัยนี้
๑) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร
๒) มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน
๓) มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็น ธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบ วิตกและวิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้วางเฉย เพราะหน่ายปีติ มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌาน ที่พระอริยะ เรียกเธอได้ว่า ผู้วางเฉย มีสติอยู่เป็นสุขอยู่
๔) เข้าจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะ ละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่

             ดูกรพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสรรเสริญฌานเช่นนี้แล
(ทรงสรรเสริญฌาน ๑- ๔)

             [๑๑๘] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ เป็นอันว่า พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ทรงติเตียนฌานที่ควรติเตียน ทรงสรรเสริญฌานที่ควรสรรเสริญเอาละ กระผมมีกิจมาก มีกรณียะมาก จะขอลาไปในบัดนี้

             อา. ดูกรพราหมณ์ ขอท่านโปรดสำคัญกาลอันควร ในบัดนี้เถิด ต่อนั้นวัสสการ พราหมณ์ มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระอานนท์แล้ว ลุกจาก อาสนะ หลีกไป

             [๑๑๙] ครั้งนั้นแล เมื่อวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ แห่งมคธรัฐหลีกไปแล้ว ไม่นาน พราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า ปัญหาของ กระผม ซึ่งกระผมได้ถามพระอานนท์ผู้เจริญนั้น พระคุณเจ้า ยังมิได้พยากรณ์แก่ กระผมเลย

             ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ เราได้กล่าวแก่ท่านแล้วมิใช่หรือว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆประการ ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมา สัมพุทธทรงถึงพร้อมแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติได้อุบัติ ที่ยังไม่เกิดได้เกิด ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงทราบชัดมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค และทรงฉลาด ในมรรค ส่วนเหล่าสาวกในบัดนี้ เป็นผู้ดำเนินตามมรรค จึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่

จบ โคปกโมคคัลลานสูตร ที่ ๘

 





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์