เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

วาเสฏฐสูตร ทรงโปรดวาเสฏฐมาณพ 1903
 
วาเสฏฐมาณพ และ ภารทวาชมาณพ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองมีการโต้เถียงกัน ในการกล่าวถึง ชาติคือ
ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะชาติ
ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม
พระองค์ผู้มีจักษุ ขอจงทรงทราบอย่างนี้

1 ทรงโปรดวาเสฏฐมาณพ
2 วาเสฏฐมาณพและ ภารทวาชมาณพ เข้าไปเฝ้าถามปัญหา
3 พราหมณ์ในแบบลัทธิอื่น
4 พราหมณ์ในพระพุทธศาสนา
พราหมณ์ในพระพุทธศาสนา
1 ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ยึดมั่นนั้น.. ว่าเป็นพราหมณ์ (ในพุทธศาสนา)
2 ผู้ตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้ว ประกอบด้วยสรรพกิเลส.. ว่าเป็นพราหมณ์
3 ผู้มีอวิชชาดุจลิ่มสลักถอนขึ้นแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว.. ว่าเป็นพราหมณ์
4 ผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่าการทุบตี.. ว่าเป็นพราหมณ์
5 ผู้ไม่โกรธ ผู้มีองค์ธรรมเป็นเครื่องกำจัด มีศีล.. ว่าเป็นพราหมณ์
6 ผู้ไม่ติดในกาม เหมือนน้ำบนใบบัวเราเรียกผู้นั้น..ว่าเป็นพราหมณ์
7 ผู้รู้ธรรม เป็นที่สิ้นทุกข์ของตนในภพนี้เอง..ว่าเป็นพราหมณ์
8 ผู้มีปัญญา อันเป็นไปในอารมณ์.. ว่าเป็นพราหมณ์
9 ผู้ไม่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์.. ว่าเป็นพราหมณ์
10 ผู้วางอาชญาในสัตว์ ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า.. ว่าพราหมณ์
11 ผู้ไม่พิโรธตอบในผู้พิโรธ ดับอาชญาในตนได้.. ว่าเป็นพราหมณ์
12 ผู้ทำราคะ โทสะ มานะ และมักขะให้ตกไป.. ว่าเป็นพราหมณ์
13 ผู้กล่าววาจาสัตย์ อันไม่มีโทษ ..ว่าเป็นพราหมณ์
14 ผ้ไม่ถือเอาภัณฑะ ทั้งยาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่..ว่าเป็นพราหมณ์
15 ผู้ไม่มีความหวังทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า .. ว่าเป็นพราหมณ์
16 ผู้รู้ทั่วถึงธรรมอัน หยั่งลงในอมตธรรมนั้น.. ว่าเป็นพราหมณ์
17 ผู้ล่วงธรรมเป็น เครื่องข้องทั้งบุญและบาป.. ว่าเป็นพราหมณ์
18 ผู้ปราศจากมลทิน มีภพสิ้นแล้ว. ว่าเป็นพราหมณ์
19 ผู้ล่วงอวิชชา ข้ามถึงฝั่งแล้ว .. ว่าเป็นพราหมณ์
20 ผู้ละกามได้ขาดแล้ว ภพสิ้นรอบแล้ว..ว่าเป็นพราหมณ์
21 ผู้ละตัณหาได้ขาดแล้ว มีกามและภพสิ้นรอบแล้ว...ว่าเป็นพราหมณ์
22 ผู้ละกามคุณของมนุษย์และกามอันเป็นทิพย์ ..ว่าเป็นพราหมณ์
23 ผู้ละความยินดี และความไม่ยินดี ไม่มีอุปธิครอบงำ.. ว่าเป็นพราหมณ์
24 ผู้รู้ จุติ และอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ...ว่าเป็นพราหมณ์
25 ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นพระอรหันต์ ..ว่าเป็นพราหมณ์
26 ผู้ไม่มีกิเลส เครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้น.. ว่าเป็นพราหมณ์
27 ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้ชำนะแล้ว .. ว่าเป็นพราหมณ์
28 ผู้รู้ญาณเครื่องระลึกชาติก่อนได้.. ว่าเป็นพราหมณ์
เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
(ดูทั้งหมด)
 
สารบาญพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๘-๓๓ (๒๕ เล่ม) ทุกพระสูตร
1. ฉบับหลวง
2. ฉบับมหาจุฬาฯ
3. อรรถกถาไทย
4. ฉบับภาษาบาลี
5. อรรถกถา-บาลี
6. Pali Roman (Roman Script)
7. Atthakatha PaliRoman
 

 


 
1

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๘๓-๔๙๐
๘. วาเสฏฐสูตร
ทรงโปรดวาเสฏฐมาณพ


             [๗๐๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละใกล้บ้าน อิจฉานังคลคาม. ก็สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาล ผู้มีชื่อเสียงเป็นอันมาก คือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์
โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุโสณีพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาล เหล่าอื่น ที่มีชื่อเสียง อาศัยอยู่ในอิจฉานังคลคาม.

             ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพ และภารทวาชมาณพ เที่ยวเดินเล่นเป็นการพักผ่อน อยู่ มีถ้อยคำพูดกัน ในระหว่างนี้เกิดขึ้นว่า ท่านผู้เจริญ อย่างไรบุคคลจึงจชื่อว่าเป็น พราหมณ์? ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้เกิดดีทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิ อันบริสุทธิ์ตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครคัดค้านติเตียน ด้วยอ้างถึงชาติได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล บุคคลจึงจะชื่อว่าเป็น พราหมณ์.

             วาเสฏฐมาณพ กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้มีศีล และถึงพร้อม ด้วยวัตร ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล บุคคลจึงจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ภารทวาชมาณพ ไม่อาจ ให้วาเสฏฐมาณพ ยินยอมได้ถึงวาเสฏฐมาณพ ก็ไม่อาจให้ภารทวาชมาณพ ยินยอมได้ เหมือนกัน.

             [๗๐๕] ครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพได้ปรึกษากะภารทวาชมาณพว่า ท่านภาร ทวาชะ พระสมณโคดมศากยบุตรนี้ เสด็จออกผนวช จากศากยสกุล ประทับอยู่ ณ ราวป่า อิจฉานังคละ ใกล้อิจฉานังคลคาม ก็กิตติศัพท์อันงามของ ท่านพระสมณโคดมนั้น ขจรไปแล้ว อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะเสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ ที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งขึ้นไปกว่า เป็นศาสดาของเทวดา และมนุษย์ ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมมาเถิด เราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม แล้วจักทูลถามเนื้อความนี้ พระสมณโคดม จักทรงพยากรณ์แก่เราอย่างไร เราจักทรงจำ เนื้อความนั้นไว้อย่างนั้น. ภารทวาชมาณพรับคำวาเสฏฐมาณพแล้ว.


2
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๘๓-๔๙๐
วาเสฏฐมาณพและ ภารทวาชมาณพ เข้าไปเฝ้าถามปัญหา

             ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพและ ภารทวาชมาณพ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไป แล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.

             [๗๐๖] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว วาเสฏฐมาณพได้ ทูลถามพระผู้มีพระภาค ด้วย คาถาทั้งหลายว่า ข้าพระองค์ทั้งสอง เป็นผู้ทรงไตรเพท อันอาจารย์อนุญาตแล้ว และ ปฏิญาณได้เองว่า เป็นผู้ได้ศึกษาแล้ว ข้าพระองค์เป็นศิษย์ ท่านโปกขรสาติพราหมณ์ มาณพผู้นี้ เป็นศิษย์ท่านตารุกขพราหมณ์

             ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้รู้จบในบทที่พราหมณ์ผู้ทรงไตรเพทบอก แล้ว ข้าพระองค์ทั้งสอง เป็นผู้มีข้อพยากรณ์ แม่นยำตามบท เช่นเดียวกับอาจารย์ในสถาน กล่าวมนต์

             ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองมีการโต้เถียงกัน ในการกล่าวถึงชาติ คือ ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะชาติ ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม พระองค์ผู้มีจักษุ ขอจงทรงทราบอย่างนี้

             ข้าพระองค์ทั้งสองนั้น ไม่อาจจะให้กันและกันยินยอมได้ จึงได้มาเฝ้าเพื่อถาม พระผู้มี พระภาคสัมพุทธเจ้า ผู้ปรากฏด้วยอาการนี้ ชนทั้งหลาย เมื่อจะเข้าไปประนมมือ ถวายบังคม ก็จักถวายพระโคดมได้ทั่ว โลกเหมือนพระจันทร์เต็มดวงฉะนั้น

             ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระโคดมผู้เป็นดวงจักษุ อุบัติขึ้นในโลกว่า บุคคลชื่อว่า เป็น พราหมณ์เพราะชาติ หรือว่าเป็นเพราะกรรม ขอจงตรัสบอกแก่ ข้าพระองค์ทั้งสอง ผู้ไม่ทราบ ตามที่จะทราบบุคคล ผู้เป็นพราหมณ์ นั้นเถิด?


3
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๘๓-๔๙๐
พราหมณ์ในแบบของลัทธิอื่น

             [๗๐๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรวาเสฏฐะ เราจักพยากรณ์ การจำแนก ชาติ ของสัตว์ทั้งหลาย ตามลำดับ ตามสมควรแก่ ท่านทั้งสองนั้น เพราะมันมีชาติ เป็นคนละอย่างๆ ท่านจงรู้จักแม้ ติณชาติและรุกขชาติ แม้จะปฏิญาณตนไม่ได้ เพศของ ติณชาติ และรุกขชาตินั้น ก็สำเร็จด้วยชาติ เพราะมันมีชาติเป็นคนละ อย่างๆ แต่นั้น ท่านจงรู้จักตั๊กแตน ผีเสื้อ ตลอดถึงมดดำ และมดแดง เพศของสัตว์เหล่านั้น ก็สำเร็จ ด้วยชาติ เพราะ มันมีชาติเป็นคนละอย่างๆ

             อนึ่ง ท่านทั้งหลายจงรู้จักสัตว์ สี่เท้า ทั้งเล็กทั้งใหญ่ เพศของมัน ก็สำเร็จ ด้วยชาติ เพราะมัน มีชาติเป็นคนละอย่างๆ อนึ่ง จงรู้จักสัตว์มีท้องเป็นเท้า สัตว์ ไปด้วยอก สัตว์มีหลังยาว เพศของมันก็สำเร็จด้วยชาติ เพราะมันมีชาติ เป็นคนละอย่างๆ แต่นั้นจงรู้จักปลา สัตว์ เกิดในน้ำ สัตว์เที่ยวหากินในน้ำ เพศของมันก็สำเร็จด้วยชาติ เพราะมันมีชาติเป็นคนละอย่างๆ แต่นั้นจงรู้จักนก สัตว์ ไปได้ด้วยปีก สัตว์ที่ไปในอากาศ เพศของมันก็สำเร็จ ด้วยชาติ เพราะมันมีชาติ เป็นคนละอย่างๆ เพศอันสำเร็จ ด้วยชาติมีมากมาย ในชาติ (สัตว์) เหล่านี้ฉันใด

             เพศใน มนุษย์ทั้งหลายอันสำเร็จด้วยชาติมากมาย ฉันนั้น หามิได้ คือ ไม่ใช่ ด้วยผม ด้วยศีรษะ ด้วยหู ด้วยนัยน์ตา ด้วยหน้า ด้วยจมูก ด้วยริมฝีปาก ด้วยคิ้ว ด้วยคอ ด้วยบ่า ด้วยท้อง ด้วยหลัง ด้วยตะโพก ด้วยอก ในที่แคบ ในที่เมถุน ด้วยมือ ด้วยเท้า ด้วยนิ้ว ด้วยเล็บ ด้วยแข้ง ด้วยขา ด้วยวรรณะ ด้วยเสียง (หามิได้) เพศอันสำเร็จด้วยชาติ (ของมนุษย์) ย่อมไม่เหมือนในชาติ (ของสัตว์) เหล่าอื่น สิ่งเฉพาะตัว ในสรีระ (ในชาติของสัตว์อื่น) นั้น ของมนุษย์ไม่มี ก็ใน หมู่มนุษย์ เขาเรียกต่างกันตามชื่อ

             ดูกรวาเสฏฐะ ก็ในหมู่ มนุษย์ ผู้ใดอาศัยการรักษาโคเลี้ยงชีวิต ท่านจงรู้อย่างนี้ ว่า ผู้นั้นเป็นชาวนา ไม่ใช่พราหมณ์

             ดูกรวาเสฏฐะ อนึ่ง ในหมู่ มนุษย์ ผู้ใดเลี้ยงชีวิต ด้วย ศิลปมากอย่าง ท่านจงรู้ อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นศิลปิน ไม่ใช่พราหมณ์

             ดูกรวาเสฏฐะ อนึ่ง ในหมู่ มนุษย์ ผู้ใดอาศัยการค้าขายเลี้ยงชีวิต ท่านจงรู้ อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นพ่อค้า ไม่ใช่พราหมณ์

             ดูกรวาเสฏฐะ อนึ่ง ในหมู่ มนุษย์ ผู้ใดเลี้ยงชีวิต ด้วยการรับใช้ผู้อื่น ท่านจงรู้ อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นคนรับใช้ ไม่ใช่พราหมณ์

             ดูกรวาเสฏฐะ อนึ่ง ใน หมู่มนุษย์ ผู้ใดอาศัยของที่เขาไม่ให้เลี้ยงชีวิต ท่านจงรู้ อย่างนี้ ว่า ผู้นี้เป็นโจร ไม่ใช่พราหมณ์

             ดูกรวาเสฏฐะ อนึ่ง ใน หมู่มนุษย์ ผู้ใดอาศัยศาตราวุธเลี้ยงชีวิต ท่านจงรู้ อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นทหาร ไม่ใช่พวกพราหมณ์

             ดูกรวาเสฏฐะ อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดเลี้ยงชีวิต ด้วยการงานของปุโรหิต ท่านจงรู้ อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นเจ้าหน้าที่การบูชา ไม่ใช่พราหมณ์

             ดูกรวาเสฏฐะ อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดปกครองบ้าน และเมือง ท่านจงรู้อย่างนี้ ว่า ผู้นี้เป็นพระราชา ไม่ใช่พราหมณ์ และเรา ก็ไม่เรียกบุคคลผู้เกิดในกำเนิดไหนๆ หรือ เกิดจากมารดา (เช่นใดๆ) ว่าเป็นพราหมณ์


4
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๘๓-๔๙๐
ความเป็นพราหมณ์ในพุทธศาสนา


             บุคคลถึงจะเรียกกันว่า ท่านผู้เจริญ ผู้นั้น ก็ยังเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวลอยู่ นั่นเอง เราเรียกบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ยึดมั่น นั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดแลตัดสังโยชน์ทั้งปวงได้แล้วไม่สะดุ้ง เราเรียกผู้นั้นผู้ล่วง กิเลสเครื่องข้อง ไม่ประกอบด้วยสรรพกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์

              เราเรียกบุคคล ผู้ตัดอุปนาหะดังชะเนาะ ตัณหาดังเชือกหนัง ทิฏฐิดังเชือกบ่วง พร้อมทั้งทิฏฐานุสัยประดุจปม มีอวิชชาดุจลิ่มสลักถอนขึ้นแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดไม่ ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า การทุบตีและการจองจำได้ เราเรียกผู้มีขันติ เป็นกำลังดังหมู่พลนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

              เราเรียก บุคคลผู้ไม่โกรธ ผู้มีองค์ธรรมเป็น เครื่องกำจัด มีศีล ไม่มี กิเลสดุจฝ้า ฝึกฝนแล้ว มีสรีระตั้งอยู่ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำบนใบบัว หรือดังเมล็ดพันธุ์ผักกาด บน ปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์

              ผู้ใดรู้ธรรมเป็นที่สิ้นทุกข์ของตน ในภพนี้เอง เราเรียกผู้ปลงภาระผู้ไม่ประกอบ แล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

              เราเรียกบุคคล ผู้มีปัญญา อันเป็นไปในอารมณ์อันลึก มีเมธา ฉลาดในอุบาย อันเป็นทาง และมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์อัน สูงสุด ว่าเป็นพราหมณ์

              เราเรียกบุคคล ผู้ไม่คลุกคลีด้วย คฤหัสถ์ และบรรพชิตทั้งสองพวก ผู้ไปได้ด้วย ไม่มีความ อาลัย ผู้ไม่มีความปรารถนา ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดวางอาชญาในสัตว์ ทั้งหลาย ทั้งเป็นสัตว์ที่หวั่นหวาด และมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ ผู้อื่นให้ฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่าพราหมณ์

             เราเรียกบุคคลผู้ไม่ พิโรธตอบในผู้พิโรธ ดับอาชญาในตนได้ ในเมื่อสัตว์ ทั้งหลาย มีความถือมั่น ไม่มีความถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดทำราคะ โทสะ มานะ และมักขะให้ตกไป ดังเมล็ดพันธุ์ ผักกาดตกจาก ปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

              ผู้ใดกล่าววาจาสัตย์ อันไม่มีโทษ ให้ผู้อื่นรู้สึกได้ อันไม่เป็น เครื่องขัดใจคน เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

             แม้ผู้ใดไม่ ถือเอาภัณฑะ ทั้งยาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม ที่เจ้าของ ไม่ให้ ในโลก เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใด ไม่มีความหวังทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า เราเรียกผู้ไม่มีความ หวัง ผู้ไม่ประกอบแล้ว นั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดไม่มีความ อาลัย ไม่มีความสงสัยเพราะรู้ทั่วถึง เราเรียกผู้บรรลุธรรมอัน หยั่งลงใน อมตธรรมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดล่วงธรรมเป็น เครื่องข้องทั้งสอง คือ บุญและบาปในโลกนี้ได้ เราเรียกผู้ ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี ผู้บริสุทธิ์นั้น ว่าเป็นพราหมณ์

              เราเรียกบุคคลผู้ปราศจากมลทิน บริสุทธิ์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดังดวงจันทร์ มีความ เพลิดเพลิน ในภพสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดล่วงอวิชชาประดุจทางลื่น หรือดุจหล่มอันถอนได้ยาก เป็น เครื่องให้ ท่องเที่ยวให้หลงนี้ได้ ข้ามถึงฝั่งแล้ว มีความเพ่งอยู่ ไม่หวั่นไหว ไม่มีความสงสัย ดับแล้ว เพราะไม่ถือมั่น เราเรียกผู้นั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดละกามได้ขาดแล้ว เป็น บรรพชิต เว้นรอบในโลกนี้ เราเรียกผู้มีกาม และภพสิ้นรอบแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดละตัณหาได้ขาดแล้ว เป็น บรรพชิต เว้นรอบในโลกนี้ เราเรียกผู้มีกาม และภพสิ้นรอบแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดละกามคุณอันเป็นของมนุษย์ ล่วงกามคุณ อันเป็นของทิพย์แล้ว เราเรียกผู้ ไม่ประกอบด้วย กิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

              เราเรียก บุคคลผู้ละความยินดี และความไม่ยินดี เป็นผู้เย็น ไม่มีอุปธิครอบงำ โลกทั้งปวง ผู้แกล้วกล้านั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดรู้ จุติ และอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้ไม่ข้อง ผู้ไปดีตรัสรู้แล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

              เทวดา คนธรรพ์และหมู่มนุษย์ ไม่รู้คติของผู้ใด เราเรียกผู้นั้นผู้มีอาสวะ สิ้นแล้ว เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดไม่มีกิเลส เครื่องกังวลทั้งข้างหน้า ข้างหลัง และท่ามกลาง เราเรียกผู้ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

              เรา เรียกบุคคลผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ผู้ชำนะ แล้ว โดยวิเศษ ผู้ไม่หวั่นไหว อาบเสร็จแล้ว ตรัสรู้แล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์

             ผู้ใดรู้ญาณเครื่องระลึกชาติ ก่อนได้ เห็นสวรรค์และอบาย และบรรลุธรรมเป็น ที่สิ้นชาติ เราเรียกผู้นั้น ว่าเป็นพราหมณ์ อันชื่อคือนามและโคตรที่กำหนด ตั้งไว้นี้ เป็นแต่สักว่าโวหารในโลก เพราะเกิดขึ้นมา ตามชื่อ ที่กำหนดตั้งกันไว้ในกาลนั้นๆ ทิฏฐิ อันนอนเนื่องอยู่ในหทัย สิ้นกาลนาน ของสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้ เมื่อสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ก็ พร่ำกล่าวว่า เป็นพราหมณ์เพราะชาติ

             บุคคลจะชื่อว่าเป็นคนชั่ว เพราะชาติก็หาไม่ จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติ ก็หาไม่ ที่แท้ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม เป็นชาวนา เพราะกรรม เป็นศิลปินเพราะกรรม เป็น พ่อค้าเพราะกรรม เป็นคนรับใช้ เพราะกรรม แม้เป็น โจร ก็เพราะกรรม แม้เป็นทหารก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตเพราะ กรรม แม้เป็น พระราชา ก็เพราะกรรม

             บัณฑิตทั้งหลายมีปกติ เห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็น กรรม นั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะ กรรม หมู่สัตว์ย่อม เป็นไป เพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ ในกรรม เหมือนลิ่มสลักของรถ ที่กำลัง แล่นไป ฉะนั้น บุคคล ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยกรรมอันประเสริฐนี้ คือ ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ และทมะ

             กรรม ๔ อย่างนี้ เป็นกรรมอันสูงสุดของ พรหมทั้งหลาย ทำให้ผู้ประพฤติ ถึงพร้อม ด้วยวิชชา ๓ ระงับ กิเลสได้ สิ้นภพใหม่แล้ว

             ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพรหม เป็นท้าวสักกะ ของ บัณฑิต ผู้รู้แจ้ง ทั้งหลาย.

             [๗๐๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพ และภารทวาช มาณพ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่ม แจ้ง นัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรง ประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาง ให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจะได้เห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ กับทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็น สรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำ ข้าพระองค์ทั้งสองว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉะนี้แล.

จบ วาเสฏฐสูตร ที่ ๘.

   
 





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์