1
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๙๑-๕๐๓
๙. สุภสูตร
ทรงโปรดสุภมาณพ
[๗๐๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี เขตพระนครสา คฤหบดี ผู้หนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ด้วยกรณียกิจบางอย่าง.
ครั้งนั้น สุภมาณพโตเทยยบุตร ได้กล่าวกะคฤหบดีที่ตนอาศัยอยู่ในนิเวศน์ ของเขานั้นว่า ท่านคฤหบดี ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ว่า พระนครสาวัตถี ไม่ว่างจาก พระอรหันต์ทั้งหลายเลย วันนี้เราจะพึงเข้าไปนั่งใกล้สมณะ หรือพราหมณ์ผู้ไหนหนอ?
คฤหบดีได้กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ท่านจงเข้าไปนั่งใกล้ พระผู้มี พระภาคพระองค์นั้นเถิด.
[๗๑๐] ลำดับนั้น สุภมาณพโตเทยยบุตร รับคำคฤหบดีนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ว่า คฤหัสถ์เท่านั้นเป็นผู้ ยินดี กุศลธรรม เครื่องนำออกไปจากทุกข์ บรรพชิตไม่เป็นผู้ยินดีกุศลธรรม เครื่องนำออกไป จากทุกข์ ในเรื่องนี้ ท่านพระโคดมตรัสว่าอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรมาณพ ในเรื่องนี้ เราแยกออกกล่าว เราไม่รวมกล่าว เราพรรณนาการ ปฏิบัติผิดของคฤหัสถ์ หรือของบรรพชิต
ดูกรมาณพ จริงอยู่ คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิดแล้ว ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ไม่ยินดี กุศลธรรม เครื่องนำออกไปจากทุกข์ เพราะเหตุแห่งอธิกรณ์คือการปฏิบัติผิด
ดูกรมาณพ เราพรรณนาการปฏิบัติชอบของคฤหัสถ์ หรือของบรรพชิต จริงอยู่ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตปฏิบัติชอบแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ยินดีกุศลธรรม เครื่องนำออกไป จากทุกข์ เพราะเหตุแห่งอธิกรณ์คือการปฏิบัติชอบ
2
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๙๑-๕๐๓
ฐานะการงานของคฤหัสถ์และบรรพชิต
[๗๑๑] สุ. ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลาย กล่าวกันอย่างนี้ว่า ฐานะแห่ง การงานของฆราวาส มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก ย่อมมี ผลมาก (ส่วน)ฐานะแห่งการงานฝ่ายบรรพชา มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์ น้อย มีการเริ่มน้อยย่อมมีผลน้อย ในเรื่องนี้ท่านพระโคดมตรัสว่าอย่างไร?
พ. ดูกรมาณพ แม้ในเรื่องนี้ เราก็แยกออกกล่าว เราไม่รวมกล่าว ดูกรมาณพ ฐานะแห่งการงานที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อวิบัติ มีผลน้อยมีอยู่ ฐานะแห่งการงานที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการ เริ่มมาก เมื่อเป็นสมบัติ มีผลมากมีอยู่ ฐานะแห่งการงานที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย เมื่อวิบัติ มีผลน้อยมีอยู่ ฐานะแห่งการงานที่มีความ ต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย เมื่อเป็นสมบัติ มีผลมากมีอยู่.
[๗๑๒] ดูกรมาณพ ฐานะแห่งการงาน ที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย เป็นไฉน ดูกรมาณพ ฐานะแห่ง การงาน คือ การไถที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย.
ส่วนฐานะแห่งการงานที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่ม มาก เมื่อเป็นสมบัติย่อมมีผลมาก เป็นไฉน ฐานะแห่งการงาน คือ การไถนั่นแล ที่มีความ ต้องการมาก มีกิจมากมีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก
อนึ่ง ฐานะแห่งการงานที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่ม น้อย เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย เป็นไฉนฐานะแห่งการงาน คือ การค้าขาย ที่มีความต้องการ น้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย.
ส่วนฐานะแห่งการงานที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อยมีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่ม น้อย เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก เป็นไฉน ฐานะแห่งการงาน คือการค้าขายนั่นแล ที่มี ความต้องการน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีกิจน้อย มีความเริ่มน้อย เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก.
[๗๑๓] ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนฐาน ะคือกสิกรรม ที่มีความต้องการมาก มีกิจมากมีอธิกรณ์มาก มีความเริ่มมาก เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย ฉันใด ฐานะแห่งการงาน ของฆราวาสก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการ เริ่มมาก เมื่อวิบัติย่อมมีผลน้อย.
ฐานะคือกสิกรรมนั่นแล ที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการ เริ่มมาก เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก ฉันใด ฐานะแห่งการงานของฆราวาส ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ที่มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก.
การงานคือการค้าขาย ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่ม น้อย เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย ฉันใด ฐานะแห่งการงานฝ่ายบรรพชา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย เมื่อวิบัติ ย่อมมีผลน้อย.
ฐานะแห่งการงานคือการค้าขายนั่นแล ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อยเมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก ฉันใด ฐานะแห่งการงาน ฝ่ายบรรพชา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย เมื่อเป็นสมบัติ ย่อมมีผลมาก.
3
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๙๑-๕๐๓
บัญญัติธรรม ๕ ประการ
[๗๑๔] สุ. ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมบัญญัติธรรม ๕ ประการ เพื่อทำบุญเพื่อยินดีกุศล.
พ. ดูกรมาณพ พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมบัญญัติธรรม ๕ ประการ เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศลนั้นเหล่าไหน ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขอโอกาส ขอท่านจงกล่าวธรรม ๕ ประการนั้นในบริษัทนี้เถิด.
สุ. ท่านพระโคดม ณ ที่ที่พระองค์หรือท่าน ผู้เป็นดังพระองค์ประทับนั่งอยู่ ข้าพเจ้าไม่มีความหนักใจเลย.
พ. ถ้าอย่างนั้น เชิญกล่าวเถิดมาณพ.
[๗๑๕] สุ. ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมบัญญัติธรรมข้อที่ ๑ คือ สัจจะเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล ย่อมบัญญัติข้อที่ ๒ คือ ตบะ ... ข้อที่ ๓ คือ พรหมจรรย์ ... ข้อที่ ๔ คือ การเรียนมนต์ ... ข้อที่ ๕ คือ การบริจาค เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติธรรม ๕ ประการนี้ เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล ในเรื่องนี้ ท่านพระโคดมตรัสว่าอย่างไร?
[๗๑๖] ดูกรมาณพ ก็บรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย แม้พราหมณ์คนหนึ่ง เป็นผู้ใด ใครก็ตามที่กล่าวอย่างนี้ว่า เราทำให้แจ้งชัด ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว เสวยผล แห่งธรรม๕ ประการนี้ มีอยู่หรือ?
สุ. ข้อนี้หามิได้ ท่านพระโคดม.
พ. ดูกรมาณพ ก็แม้อาจารย์คนหนึ่ง แม้อาจารย์ของท่านคนหนึ่ง ตลอด ๗ ชั่วอาจารย์ของพวกพราหมณ์ เป็นผู้ใดใครก็ตามที่กล่าวอย่างนี้ว่า เราทำให้แจ้งชัด ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว เสวยผลแห่งธรรม ๕ ประการนี้ มีอยู่หรือ?
สุ. ข้อนี้หามิได้ ท่านพระโคดม.
พ. ดูกรมาณพ ก็แม้ฤาษีทั้งหลาย ผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤาษีอัฏฐกะฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทพ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคิ ฤาษีอังคีรสะ ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้แต่งมนต์ เป็นผู้บอกมนต์ พราหมณ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ขับตาม กล่าวตามซึ่งบทมนต์เก่านี้ ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้แล้ว บอกไว้ แม้ท่านเหล่านั้นได้กล่าวแล้วอย่างนี้ว่าเราทั้งหลายทำให้แจ้งชัด ด้วยปัญญา อันยิ่งด้วยตนเอง เสวยผลแห่งธรรม ๕ ประการนี้ มีอยู่หรือ?
สุ. ข้อนี้หามิได้ ท่านพระโคดม.
[๗๑๗] พ. ดูกรมาณพ ได้ทราบกันดังนี้ว่า บรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ไม่มี พราหมณ์แม้คนหนึ่งจะเป็นผู้ใดใครก็ตามที่ได้กล่าวอย่างนี้ว่า เราทำให้แจ้งชัดด้วย ปัญญา อันยิ่งด้วยตนเองแล้ว เสวยผลแห่งธรรม ๕ ประการนี้ ไม่มีแม้อาจารย์คนหนึ่ง แม้ปาจารย์ของอาจารย์คนหนึ่งตลอด ๗ ชั่วอาจารย์ของพวกพราหมณ์นี้ จะเป็นผู้ใด ใครก็ตาม ที่ได้กล่าวอย่างนี้ว่า เราทำให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว คือ เสวยผลแห่งธรรม ๕ ประการนี้
แม้ฤาษีทั้งหลายผู้เป็นบุรพาจารย์ ของพวกพราหมณ์ ฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทพ ฤาษีเวสสามิตรฤาษียมตัคคิ ฤาษีอังคีรสะ ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ เป็นผู้แต่งมนต์ เป็นผู้บอกมนต์ พราหมณ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์เก่านี้ ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ แม้ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้กล่าว อย่างนี้ว่า
เราทั้งหลายทำให้แจ้งชัด ด้วยปัญญา อันยิ่งด้วยตนเองแล้ว เสวยผลแห่งธรรม ๕ ประการนี้ ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนแถวคนตาบอด ซึ่งเกาะกันต่อๆ ไป แม้คนต้น ก็ไม่เห็น คนกลางก็ไม่เห็น คนหลังก็ไม่เห็น ฉันใด ภาษิตของพราหมณ์ทั้งหลาย เห็นจะ เปรียบได้กับแถวคนตาบอด ฉันนั้น คือ แม้คนชั้นต้นก็ไม่เห็น แม้คนชั้นกลางก็ไม่เห็น แม้คนชั้นหลังก็ไม่เห็น.
[๗๑๘] เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสอย่างนี้แล้ว สุภมาณพโตเทยยบุตร ถูกพระผู้มี พระภาคตรัสเปรียบด้วยแถวคนตาบอด โกรธ ขัดใจ เมื่อจะด่าติเตียนว่ากล่าวพระผู้มี พระภาคว่า พระสมณโคดม จักถึงความลามกเสียแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระโคดม พราหมณ์โปกขรสาติโอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสุภควัน ได้กล่าวอย่างนี้ว่า อย่างนี้นั่นแหละ ก็สมณพราหมณ์เหล่าไรนี้ ย่อมปฏิญาณญาณทัสนะวิเศษ ของพระอริยะ อย่างสามารถยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ภาษิตนี้ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมถึงความ เป็นภาษิต น่าหัวเราะทีเดียวหรือย่อมถึงความเลวทรามทีเดียวหรือ ย่อมถึงความว่าง ทีเดียวหรือ ย่อมถึงความเปล่าทีเดียวหรือถ้าเช่นนั้น มนุษย์จักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้แจ้ง ชัดซึ่งญาณทัสนะวิเศษ ของพระอริยะอย่างสามารถยิ่งกว่าธรรมดาของมนุษย์ได้อย่างไร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
พ. ดูกรมาณพ ก็พราหมณ์โปกขรสาติ โอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสุภควัน กำหนดรู้ใจของสมณพราหมณ์ทั้งสิ้นด้วยใจของตนหรือ?
สุ. ท่านพระโคดม พราหมณ์โปกขรสาติ โอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสุภควัน ย่อมกำหนดรู้ใจของนางปุณณิกา ทาสีของตน ด้วยใจของตนเองเท่านั้น ก็ที่ไหนจัก กำหนดรู้ใจของสมณพราหมณ์ทั้งสิ้นด้วยใจของตนได้เล่า.
[๗๑๙] พ. ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดแต่กำเนิด เขาไม่เห็นรูปดำ รูปขาวไม่เห็นรูปเขียว รูปเหลือง รูปแดง รูปสีชมพู รูปที่เสมอ และไม่เสมอ หมู่ดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เขาพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ไม่มีรูปดำ รูปขาว ไม่มีคนเห็นรูปดำ รูปขาว ไม่มีรูปเขียว ไม่มีคนเห็นรูปเขียว ไม่มีรูปเหลือง ไม่มีคนเห็นรูปเหลือง ไม่มีรูปแดง ไม่มีคนเห็นรูปแดง ไม่มีรูปสีชมพู ไม่มีคนเห็นรูปสีชมพู ไม่มีรูปที่เสมอและไม่เสมอ ไม่มีคนเห็นรูปที่เสมอและไม่เสมอ ไม่มีหมู่ดาว ไม่มีคนเห็นหมู่ดาว ไม่มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ไม่มีคนเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เราไม่รู้ไม่เห็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่มี เมื่อเขากล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบหรือมาณพ?
สุ. ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม รูปดำรูปขาวมี คนเห็นรูปดำรูปขาวก็มี รูปเขียว มีคนเห็นรูปเขียวก็มี รูปแดงมี คนเห็นรูปแดงก็มี รูปสีชมพูมี คนเห็นรูปสีชมพูก็มี รูปที่เสมอ และไม่เสมอมี คนเห็นรูปเสมอและไม่เสมอก็มี หมู่ดาวมี คนเห็นหมู่ดาวก็มี ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มี คนเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็มี เราไม่รู้ไม่เห็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นย่อมไม่มีผู้ที่กล่าวดังนี้ ไม่ชื่อว่ากล่าวชอบ ท่านพระโคดม.
พ. ดูกรมาณพ พราหมณ์โปกขรสาติโอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสุภควัน ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เป็นคนบอด ไม่มีจักษุ เขาจักรู้ จักเห็น จักทำให้แจ้งชัด ซึ่ง ญาณทัสนะวิเศษของพระอริยะอย่างสามารถ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ได้หรือหนอ ข้อนี้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
[๗๒๐] ดูกรมาณพ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์มหาศาล ชาวโกศลคือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุโสณีพราหมณ์ หรือโตเทยยพราหมณ์ บิดาของท่าน วาจาดีที่พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้น กล่าวตาม สมมติ หรือไม่ตามสมมติเป็นอย่างไหน?
สุ. ตามสมมติ ท่านพระโคดม.
พ. วาจาดีที่พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้น พิจารณาแล้วจึงกล่าว หรือไม่พิจารณา แล้ว จึงกล่าวเป็นอย่างไหน?
สุ. พิจารณาแล้ว ท่านพระโคดม.
พ. วาจาดีที่พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้น รู้แล้วจึงกล่าว หรือว่าไม่รู้แล้วจึงกล่าว เป็นอย่างไหน?
สุ. รู้แล้ว ท่านพระโคดม.
พ. วาจาดีอันประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ที่พราหมณ์ มหาศาลเหล่านั้นกล่าว เป็นอย่างไหน?
สุ. ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านพระโคดม.
[๗๒๑] พ. ดูกรมาณพ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้น เป็นไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ พราหมณ์ โปกขรสาติโอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสุภควัน กล่าววาจาตามสมมติ หรือไม่ตามสมมติ?
สุ. ตามสมมติ ท่านพระโคดม.
พ. เป็นวาจาที่รู้แล้วจึงกล่าว หรือเป็นวาจาที่ไม่รู้แล้ว?
สุ. เป็นวาจาที่ไม่รู้แล้ว ท่านพระโคดม.
พ. เป็นวาจาที่พิจารณาแล้วจึงกล่าว หรือเป็นวาจาที่ไม่ได้พิจารณาแล้ว?
สุ. เป็นวาจาที่ไม่ได้พิจารณาแล้ว ท่านพระโคดม.
พ. กล่าววาจาที่ประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์?
สุ. ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านพระโคดม.
[๗๒๒] พ. ดูกรมาณพ นิวรณ์ ๕ ประการนี้แล ๕ ประการเป็นไฉน คือ กามฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ นิวรณ์ ๕ ประการนี้แล.
ดูกรมาณพ พราหมณ์โปกขรสาติโอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสุภควัน ถูก นิวรณ์ ๕ ประการนี้ร้อยไว้แล้ว รัดไว้แล้ว ปกคลุมไว้แล้ว หุ้มห่อไว้แล้ว เขาจักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้แจ้งชัดซึ่งญาณทัสนะวิเศษ ของพระอริยะอย่างสามารถ ยิ่งกว่าธรรมของ มนุษย์หรือหนอ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
[๗๒๓] ดูกรมาณพ กามคุณ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปอันจะ พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด เสียงอันจะพึงรู้แจ้งด้วยหู ... กลิ่นอันจะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ... รสอันจะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด กามคุณ ๕ ประการนี้แล
ดูกรมาณพ พราหมณ์โปกขรสาติโอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสุภควัน กำหนัด แล้ว หมกมุ่นแล้วด้วยกามคุณ ๕ ประการนี้ ถูกกามคุณ ๕ ประการนี้ครอบงำแล้ว ไม่เห็นโทษ ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องถอนออก บริโภคอยู่ เขาจักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้ แจ้งชัด ซึ่งญาณทัสนะวิเศษของพระอริยะอย่างสามารถ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์หรือหนอ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
[๗๒๔] ดูกรมาณพ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลพึงอาศัยหญ้าและ ไม้ เป็นเชื้อติดไฟขึ้น และพึงติดไฟที่ไม่มีหญ้าและไม้เป็นเชื้อ ไฟไหนหนอพึงมีเปลว มีสีและมีแสง?
สุ. ท่านพระโคดม ถ้าการติดไฟอันไม่มีหญ้า และไม้เป็นเชื้อ เป็นฐานะที่จะมีได้ ไฟนั้นก็จะพึงมีเปลว มีสี และมีแสง.
พ. ดูกรมาณพ ข้อที่บุคคลจะพึงติดไฟอันไม่มีหญ้า และไม้เป็นเชื้อขึ้นได้นี้ ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่โอกาส เว้นจากผู้มีฤทธิ์ ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนไฟอาศัยหญ้า และไม้ เป็นเชื้อติดอยู่ฉันใด เรากล่าวปีติ อันอาศัยเบญจกามคุณนี้เปรียบ ฉันนั้น เปรียบเหมือน ไฟ ไม่มีหญ้าและไม้เป็นเชื้อติดอยู่ได้ ฉันใด เรากล่าวปีติ ที่เว้นจากกาม เว้นจาก อกุศลธรรม เปรียบฉันนั้น
ก็ปีติที่เว้นจากกามเว้นจาก อกุศลธรรมเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจาก กาม สงัดจากอกุศลธรรมบรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ปีตินี้ แลเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรมดูกรมาณพ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่แม้ปีตินี้ก็เว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม.
[๗๒๕] ดูกรมาณพ ในธรรม ๕ ประการที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติ เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศลนี้ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติธรรมข้อไหน เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล ว่ามีผลมากกว่า?
สุ. ท่านพระโคดม ในธรรม ๕ ประการที่พราหมณ์ทั้งหลาย บัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศลนี้ พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมบัญญัติธรรม คือ จาคะ เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล ว่ามีผลมากกว่า.
[๗๒๖] พ. ดูกรมาณพ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน ในการบริจาคทานนี้ จะพึง มีมหายัญเกิดขึ้น เฉพาะแก่พราหมณ์คนหนึ่ง. ครั้งนั้น พราหมณ์สองคนพึงมา ด้วยหวังว่าจักเสวยมหายัญของพราหมณ์ชื่อนี้.
ในพราหมณ์สองคนนั้น คนหนึ่งมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่าโอหนอ เราเท่านั้น พึงได้อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑะที่เลิศ ในโรงภัต พราหมณ์อื่นไม่พึงได้อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑะที่เลิศ ในโรงภัต.
แต่ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ พราหมณ์คนอื่นพึงได้อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑะที่เลิศ ในโรงภัต พราหมณ์ผู้นั้นไม่พึงได้อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑะที่เลิศ ในโรงภัต.
พราหมณ์นั้นโกรธน้อยใจ ว่าพราหมณ์เหล่าอื่นได้อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑะที่เลิศ ในโรงภัต เราไม่ได้อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑะที่เลิศในโรงภัต
ดูกรมาณพ ก็พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมบัญญัติวิบากอะไรของกรรมนี้?
สุ. ท่านพระโคดม ในเรื่องนี้ พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมให้ทานด้วยคิดอย่างนี้ว่า พราหมณ์นั้น อันพราหมณ์ผู้นี้แล ทำให้โกรธให้น้อยใจดังนี้หามิได้ ในเรื่องนี้ พราหมณ์ ทั้งหลายย่อมให้ทานอันเป็นการอนุเคราะห์เท่านั้นโดยแท้.
พ. ดูกรมาณพ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อที่พราหมณ์ทั้งหลายให้ทาน อันเป็นการ อนุเคราะห์ นี้ก็เป็นบุญกิริยาวัตถุข้อที่ ๖ ของพราหมณ์ทั้งหลายซิ?
สุ. ท่านพระโคดม เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อที่พราหมณ์ทั้งหลายให้ทาน อันเป็นการ อนุเคราะห์นี้ ก็เป็นบุญกิริยาวัตถุข้อที่ ๖ ของพราหมณ์ทั้งหลาย.
[๗๒๗] พ. ดูกรมาณพ ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลาย บัญญัติเพื่อ ทำบุญ เพื่อยินดีกุศล ท่านพิจารณาเห็นมีมากที่ไหน?
สุ. ท่านพระโคดม ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลาย บัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นมีมากในบรรพชิต มีน้อยในคฤหัสถ์ เพราะคฤหัส มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก จะเป็นผู้พูดจริงเสมอร่ำไป ไม่ได้
ส่วนบรรพชิตมีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย จึงเป็นผู้พูดจริงเสมอร่ำไปได้เพราะคฤหัสถ์มีความต้องการมาก มีกิจมาก มีอธิกรณ์มาก มีการเริ่มมาก จะเป็นผู้มีความเพียร ...ประพฤติพรหมจรรย์ ... มากด้วยการสาธยาย ... มากด้วยการบริจาคเสมอร่ำไปไม่ได้
ส่วนบรรพชิตมีความต้องการน้อย มีกิจน้อย มีอธิกรณ์น้อย มีการเริ่มน้อย จึงเป็น ผู้มีความเพียร ... ประพฤติพรหมจรรย์ ... มากด้วยการสาธยาย ... มากด้วยการ บริจาคเสมอร่ำไปได้ ท่านพระโคดม ธรรม ๕ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติ เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นมีมากในบรรพชิต มีน้อยในคฤหัสถ์.
[๗๒๘] พ. ดูกรมาณพ ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลาย บัญญัติเพื่อ ทำบุญเพื่อยินดีกุศล เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความ เบียดเบียน.
ดูกรมาณพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พูดจริง เธอรู้สึกว่าเราเป็นผู้พูดจริงย่อมได้ ความรู้อรรถย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์ ประกอบด้วยธรรม ความ ปราโมทย์ อันประกอบด้วยกุศลนี้ เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.
ดูกรมาณพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเพียร ... ประพฤติพรหมจรรย์ ... มากด้วยการสาธยาย... มากด้วยการบริจาค เธอรู้สึกว่า เราเป็นผู้มากด้วยการบริจาค ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์ อันประกอบด้วยธรรม ความปราโมทย์อันประกอบด้วยกุศลนี้เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิต ไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน.
ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลาย บัญญัติเพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศลนี้ เรากล่าวว่าเป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุภมาณพโตเทยยบุตร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้สดับมาว่าพระสมณโคดม ทรงรู้จักหนทางเพื่อความเป็น สหายของพรหม.
[๗๒๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บ้านนฬการคามใกล้แต่ที่นี้ บ้านนฬการคามไม่ไกล ใกล้แต่ที่นี้มิใช่หรือ?
สุภมาณพ กราบทูลว่า อย่างนั้นท่านพระโคดม บ้านนฬการคามใกล้แต่ที่นี้ บ้านนฬการคามไม่ไกลแต่ที่นี้.
พ. ดูกรมาณพ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้น เป็นไฉน บุรุษผู้เกิดแล้วทั้งเจริญแล้ว ในบ้านนฬการคามนี้แล เขาออกจากบ้านนฬการคาม ไปในขณะนั้น พึงถูกถามถึงหนทาง แห่งบ้านนฬการคามจะพึงชักช้า หรือตกประหม่าหรือหนอ?
สุ. ข้อนี้หามิได้ ท่านพระโคดม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุรุษนั้น ทั้งเกิดแล้ว ทั้งเจริญแล้วในบ้านนฬการคาม รู้จักทางของบ้านนฬการคามทุกแห่งดีแล้ว.
พ. ดูกรมาณพ บุรุษผู้เกิดแล้วทั้งเจริญแล้ว ในบ้านนฬการคามนั้น ถูกถามถึง ทาง ของบ้านนฬการคาม ไม่พึงชักช้า หรือตกประหม่าแล ตถาคตถูกถามถึงพรหมโลก หรือปฏิปทาเครื่องให้ถึงพรหมโลก ก็ไม่ชักช้า หรือตกประหม่าเช่นเดียวกัน
ดูกรมาณพ เราย่อมรู้จักทั้งพรหมโลกและปฏิปทา เครื่องให้ถึงพรหมโลก อนึ่ง ผู้ปฏิบัติด้วยประการใด จึงเข้าถึงพรหมโลกเราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.
สุ. ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า พระสมณโคดม ทรงแสดงทางเพื่อ ความเป็นสหายของพรหม ข้าพเจ้าขอโอกาส ขอท่านพระโคดม โปรดทรงแสดงทาง เพื่อความเป็นสหายของพรหมแก่ข้าพเจ้าเถิด.
พ. ดูกรมาณพ ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว. สุภมาณพโตเทยยบุตร ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว.
4
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๔๙๑-๕๐๓
ทางไปพรหมโลก
[๗๓๐] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรมาณพ ก็ทางเพื่อความเป็นสหาย ของพรหมเป็นไฉน ดูกรมาณพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตา ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั่วหน้า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วย เมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เมื่อ เมตตาเจโตวิมุติ อันภิกษุนั้นเจริญแล้วอย่างนี้ กรรมใดเป็นกามาพจรที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้นจักไม่เหลืออยู่ ไม่คงอยู่ ในกรรมเป็นรูปาวจรนั้น
ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนบุรุษเป่าสังข์ ผู้มีกำลังพึงให้คนรู้ได้ตลอดทิศทั้งสี่ โดยไม่ยาก ฉันใด เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ ที่ภิกษุนั้นเจริญแล้วอย่างนี้ ก็ฉันนั้นกรรมใด เป็นกามาพจรที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้นจักไม่เหลืออยู่ ไม่คงอยู่ในกรรม เป็นรูปาวจรนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นทาง เพื่อความเป็นสหายของพรหม
ดูกรมาณพ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วย มุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา ... แผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ ทุกเหล่า เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั่วหน้า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เมื่ออุเบกขา เจโตวิมุติ อันภิกษุนั้น เจริญแล้วอย่างนี้ กรรมใดเป็นกามาวจร ที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้น จักไม่เหลืออยู่ ไม่คงอยู่ในกรรมเป็นรูปาวจรนั้น
ดูกรมาณพ เปรียบเหมือนบุรุษเป่าสังข์ ผู้มีกำลังพึงให้คนรู้ได้ ตลอดทิศทั้งสี่ โดยไม่ยาก ฉันใด เมื่ออุเบกขาเจโตวิมุติ อันภิกษุเจริญแล้ว อย่างนี้ก็ฉันนั้น กรรมใดเป็น กามาวจรที่ภิกษุทำแล้ว กรรมนั้นจักไม่เหลืออยู่ ไม่คงอยู่ในกรรมเป็นรูปาวจรนั้น แม้ข้อนี้ ก็เป็นทางเ พื่อความเป็นสหายของพรหม.
[๗๓๑] เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสอย่างนี้แล้ว สุภมาณพโตเทยยบุตร ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศ ธรรม โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้น
ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมกับ ทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็น สรณะ ขอท่านพระโคดม โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทูลลาไป ณ บัดนี้ ข้าพระองค์มีกิจมาก มีกรณียะมาก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรมาณพ ท่านจงสำคัญเวลาอันควร ณ บัดนี้เถิด.
ครั้งนั้นแล สุภมาณพโตเทยยบุตร เพลิดเพลินพระภาษิต ของพระผู้มีพระภาค แล้วลุกออกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วกลับไป.
[๗๓๒] สมัยนั้น ชาณุโสณีพราหมณ์ ออกจากพระนครสาวัตถี โดยรถ อันเทียมด้วยม้าขาวทั้งหมด แต่ยังวัน ได้เห็นสุภมาณพโตเทยยบุตร กำลังมาแต่ไกล แล้วได้ถามสุภมาณพโตเทยยบุตรว่า ท่านภารทวาชะไปไหนมาแต่วัน.
สุภมาณพโตเทยยบุตรตอบว่า ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าจากสำนัก พระสมณโคดม มาที่นี่.
ชา. ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านภารทวาชะเห็นจะเป็นบัณฑิต รู้พระปัญญาอันเฉียบแหลมของพระสมณโคดม?
สุ. ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นใคร และเป็นอะไรเล่า จึงจักรู้เท่าพระปัญญา อันเฉียบแหลมของพระสมณโคดม ผู้ใดพึงรู้เท่าพระปัญญา อันเฉียบแหลมของ พระสมณโคดม แม้ผู้นั้นก็พึงเป็นเช่น พระสมณโคดมเป็นแน่.
ชา. เพิ่งได้ฟัง ท่านภารทวาชะ สรรเสริญพระสมณโคดม ด้วยการสรรเสริญ อย่างยิ่ง.
สุ. ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นใคร เป็นอะไรเล่า จึงจักสรรเสริญ พระสมณโคดม ท่านพระโคดมอันเทวดา และมนุษย์สรรเสริญแล้วๆ ประเสริฐกว่าเทวดาและ มนุษย์ ทั้งหลาย
อนึ่งธรรม ๕ ประการนี้ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติ เพื่อทำบุญ เพื่อยินดีกุศล พระสมณโคดมตรัสว่าเป็นบริขารแห่งจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความเบียดเบียน
[๗๓๓] เมื่อสุภมาณพโตเทยยบุตร กล่าวอย่างนี้แล้ว ชาณุโสณีพราหมณ์ ลงจากรถ อันเทียมด้วยม้าขาวทั้งหมด แล้วห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง น้อมอัญชลีไปทาง ที่พระผู้มีพระภาคประทับแล้วเปล่งอุทานว่า เป็นลาภของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงได้ดีแล้วหนอ ที่พระตถาคตอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับ ในแว่นแคว้นของพระองค์ ฉะนี้แล.
จบ สุภสูตร ที่ ๙.
|