พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๐๗-๑๐๙
ปาริฉัตตกสูตร
[๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีใบเหลือง สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ พากันดีใจว่า เวลานี้ต้น ปาริฉัตตกพฤกษ์ ใบเหลือง ไม่นานเท่าไร ก็จักผลัดใบใหม่
สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลัดใบใหม่ สมัยนั้น เทวดา ชั้นดาวดึงส์ พากันดีใจว่า เวลานี้ต้นปาริฉัตตกพฤกษ์ กำลังผลัดใบใหม่ ไม่นานเท่าไร ก็จักผลิดอกออกใบ
สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลิดอกออกใบแล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์ ผลิดอกออกใบแล้ว ไม่นาน เท่าไร ก็จักเป็นดอกเป็นใบ
สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบแล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์ เป็นดอกเป็นใบแล้ว ไม่นาน เท่าไร ก็จักเป็นดอกตูม
สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกตูมแล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ พากันดีใจว่า เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์ ดอกออกตูมแล้ว ไม่นานเท่าไร ก็จักเริ่มแย้ม
สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ เริ่มแย้มแล้ว สมัยนั้นเทวดาชั้นดาวดึงส์ พากันดีใจว่า เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์เ ริ่มแย้มแล้ว ไม่นานเท่าไร ก็จักบานเต็มที่
สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ บานเต็มที่แล้ว สมัยนั้น เทวดา ชั้นดาวดึงส์ พากันดีใจ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วย กามคุณ ๕ บำรุงบำเรอ อยู่ตลอด ระยะ ๕ เดือนทิพย์ ณ ควงแห่งไม้ ปาริฉัตตกพฤกษ์
ก็เมื่อปาริฉัตตกพฤกษ์ บานเต็มที่แล้ว แผ่รัศมีไปได้ ๕๐ โยชน์( 800 กม.) ใน บริเวณรอบๆจะส่งกลิ่นไปได้ ๑๐๐ โยชน์ (1600 กม.) ตามลม
อานุภาพของ ปาริฉัตตกพฤกษ์ มีดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
สมัยใด อริยสาวกคิดจะออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยนั้นอริยสาวก เปรียบเหมือน ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีใบเหลือง
สมัยใด อริยสาวกปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็น บรรพชิต สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลัดใบใหม่
สมัยใด อริยสาวกสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดา ชั้นดาวดึงส์ ผลิดอกออกใบ
สมัยใด อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอก ผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุข เกิดแต่สมาธิอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เป็นดอกเป็นใบ
สมัยใด อริยสาวกมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ สิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้น ดาวดึงส์ เป็นดอกตูม
สมัยใด อริยสาวกบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์ และดับ โสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ สมัยนั้น อริยสาวก เปรียบเหมือน ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เริ่มแย้ม
สมัยใด อริยสาวกทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สมัยนั้น อริยสาวก เปรียบเหมือน ปาริฉัตตกพฤกษ์ ของเทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่
สมัยนั้น ภุมมเทวดา ย่อมประกาศให้ได้ยินว่า ท่านรูปนี้ มีชื่ออย่างนี้ เป็นสัทธิวิหาริก ของท่านชื่อนี้ ออกจากบ้านหรือนิคมชื่อโน้น บวชเป็นบรรพชิต กระทำให้แจ้ง ซึ่ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย สิ้นไป ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
เทวดาชั้นจาตุมหาราชฟังเสียง แห่งภุมมเทวดา ... เทวดาชั้นดาวดึงส์ ... เทวดาชั้นยามา ... เทวดาชั้นดุสิต ... เทวดาชั้นนิมมานรดี ... เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ...
เทวดาชั้นพรหมฟังเสียง แห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดีแล้ว ย่อมประกาศ ให้ได้ยินว่าท่านรูปนี้มีชื่ออย่างนี้ เป็นสัทธิวิหาริกของท่านผู้นี้ ออกจากบ้านหรือนิคม ชื่อโน้น บวชเป็นบรรพชิต กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
โดยเหตุนี้ เสียงก็ระบือไปตลอดพรหมโลกชั่วขณะนั้น ชั่วครู่นั้น อานุภาพของ พระขีณาสพ เป็นดังนี้
|