ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า 615 ปฏิจจสมุปบาทที่ยิ่งกว่า ปฏิจจสมุปบาท (มี ๒๔ อาการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย สำหรับ บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ มิใช่ สำหรับบุคคลผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งอะไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ว่า รูป คืออย่างนี้ๆ เหตุให้เกิดรูป คืออย่างนี้ๆ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ๆ และว่า เวทนา คืออย่างนี้ๆ เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ ๆ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คือ อย่างนี้ๆ และว่า สัญญา คืออย่างนี้ๆ เหตุให้เกิด สัญญา คือย่างนี้ๆ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญา คือ อย่างนี้ ๆ และว่า สังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ ความไม่ตั้งอยู่ ได้ แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ และว่า วิญญาณ คืออย่างนี้ๆ เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ๆ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่างนี้ๆดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้ ๆ แล (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายมีอยู่ ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะ นั้นย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวญาณ แม้นั้นว่า เป็นญาณมีที่เข้าไปตั้ง อาศัย หาใช่ไม่มีที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของญาณในความ สิ้นไป คำตอบพึงมีว่า วิมุตติ คือ ธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของญาณในความสิ้นไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้วิมุตติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัยหาใช่เป็นธรรม ไม่มีที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่ (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปอาศัยของ วิมุตติ คำตอบ พึงมีว่า วิราคะ คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิมุตติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้วิราคะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่. (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปอาศัยของ วิราคะ คำตอบ พึงมีว่า นิพพิทา คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิราคะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้นิพพิทา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่. (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนิพพิทา คำตอบ พิงมีว่า ยถาภูต ญาณทัสสทะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนิพพิทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้ยถาภูต ทัสสนะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัยหาใช่ เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของยถาตภูตญาณทัสสนะ คำตอบ พึงมีว่า สมาธิ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของยถาภูตญาณทัสสนะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าแม้สมาธิ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่ (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของ สมาธิ คำตอบ พึงมีว่า สุข คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าแม้สุข ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่ (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของ สุข คำตอบ พึงมีว่า ปัสสัทธิ คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้ปัสสัทธิ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่ (๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของ ปัสสัทธิ คำตอบ พึงมีว่า ปีติ คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปัสสัทธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า แม้ปีติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่ (๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของ ปีติ คำตอบ พึงมีว่าปราโมทย์ คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปีติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้ปราโมทย์ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่ (๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของ ปราโมทย์ คำตอบพึงมีว่าสัทธา คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปราโมทย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้สัทธา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่ (๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของ สัทธา คำตอบ พึงมีว่า ทุกข์ คือธรรม เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสัทธา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า แม้ทุกข์ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มี ที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่