เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ได้เอง โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น 1722
  (ย่อ)

ภิกษ ท. โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า   เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
  เมื่อวิญญาณมี นามรูปจึงมี
  เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี
  เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี
  เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี
  เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี
  เมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี
  เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี
  เมื่อภพมี ชาติจึงมี
  เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี
อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้

ภิกษ ท. โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า
  เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
  เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี
  เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ฯลฯ
  อุปาทานจึงไม่มี ... ภพจึงไม่มี ... ชาติจึงไม่มี
  เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี
อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมดับอย่างนี้

ในกาลใดแล อริยสาวก รู้ทั่วถึงเหตุเกิดและ ความดับไป แห่งโลกตามเป็นจริงอย่างนี้
ในกาลนั้น อริยสาวกนี้ เราเรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิบ้าง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา อันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นพระอริยะมีปัญญา เครื่องชำแรก กิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
(ดูทั้งหมด)
 
สารบาญพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๘-๓๓ (๒๕ เล่ม) ทุกพระสูตร
1. ฉบับหลวง
2. ฉบับมหาจุฬาฯ
3. อรรถกถาไทย
4. ฉบับภาษาบาลี
5. อรรถกถา-บาลี
6. Pali Roman (Roman Script)
7. Atthakatha PaliRoman
 

 

 


พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๘๕-๘๗

อริยสาวกย่อมมีญาณหยั่งรู้ได้เอง โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
(อริยสาวกสูตรที่ ๑)

           [๑๗๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มิได้มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่ออะไรมี อะไรจึงมี หรือหนอแล เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึงเกิดขึ้น
เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี
เมื่ออะไรมี สฬายตนะจึงมี
เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี
เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี
เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี
เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี
เมื่ออะไรมี ภพจึงมี
เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี
เมื่ออะไรมี ชรา และมรณะจึงมี

           [๑๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีญาณ หยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น
เมื่อวิญญาณมี นามรูปจึงมี
เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี
เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี
เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี
เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี
เมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี
เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี
เมื่อภพมี ชาติจึงมี
เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี
อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้

           [๑๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมไม่มีความสงสัย อย่างนี้ว่า เมื่ออะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหรือหนอแล เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับ
เมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มีผัสสะ จึงไม่มี
เมื่ออะไร ไม่มี เวทนาจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี อุปาทาน จึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี ภพจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี

           [๑๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี
เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ฯลฯ
อุปาทานจึงไม่มี ... ภพจึงไม่มี ... ชาติจึงไม่มี เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมดับอย่างนี้

           [๑๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวก รู้ทั่วถึงเหตุเกิดและ ความดับไป แห่งโลกตามเป็นจริงอย่างนี้ ในกาลนั้น อริยสาวกนี้
เราเรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยทิฐิบ้าง
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง
เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้าง
เห็นสัทธรรมนี้บ้าง
เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้าง
เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา อันเป็นเสขะบ้าง
เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง
เป็นพระอริยะมีปัญญา เครื่องชำแรก กิเลสบ้าง
ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง
(อยู่ใกล้ประตูนิพพาน)



พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎกหน้าที่ ๘๗-๘๘

อริยสาวกสูตรที่ ๒

           [๑๘๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มิได้มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่ออะไรมี อะไรจึงมี หรือหนอแล เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึงเกิดขึ้น
เมื่ออะไรมี สังขารจึงมี
เมื่ออะไรมี วิญญาณจึงมี
เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี
เมื่ออะไรมี สฬายตนะจึงมี
เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี
เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี
เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี
เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี
เมื่ออะไรมี ภพจึงมี
เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี
เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี

           [๑๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี
เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี
เมื่อวิญญาณมี นามรูปจึงมี
เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี
เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี
เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี
เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี
เมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี
เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี
เมื่อภพมี ชาติจึงมี
เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี

อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้

           [๑๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมไม่มีความสงสัยอย่างนี้ ว่า เมื่ออะไรไม่มี อะไรจึงไม่มี หรือหนอแล
เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับ
เมื่ออะไรไม่มี สังขารจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ฯลฯ
อุปาทาน ... ภพ ...ชาติ ...
เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี

           [๑๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้สดับ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี
เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี
เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี
เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ฯลฯ
เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะ จึงไม่มี

อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมดับอย่างนี้

           [๑๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกรู้ทั่วถึง ทั้งเหตุเกิด และความดับไปแห่งโลก ตามเป็นจริงอย่างนี้ ในกาลนั้น อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยทิฐิบ้าง
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง
เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้าง
เห็นสัทธรรมนี้บ้าง
เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้าง
เป็นผู้ประกอบด้วย วิชชาอันเป็นเสขะบ้าง
เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง
เป็นพระอริยะมีปัญญา เครื่องชำแรกกิเลสบ้าง
ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง



 





พุทธวจน : ออนไลน์
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์