เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่ พุทธวจน คำสอนของพระศาสดา คำสอนตถาคต รวมพระสูตรสำคัญ อนาคามี เว็บไซต์เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้า
 
ค้นหาคำที่ต้องการ          

 
  รวมพระสูตร เรื่องพระราธะ #1 1052
 
รวมพระสูตร เรื่องพระราธะ
 
 
(หน้า1) พระราธะ เอตทัคคบาลี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้มีปฏิภาณแจ่มแจ้ง

1. ราธสูตร การไม่มี อหังการ มมังการ มานานุสัย (การยึดว่าเป็นตัวเรา ..ว่าเป็นของเรา..และ ถือตัวว่า เป็นตัวเราของเรา)

2. มารสูตร ว่าด้วยขันธมาร เมื่อ รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ มาร(ความตาย) จึงมีผู้ ทำให้ตายและผู้ตาย

3. สัตตสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์ เพราะเหตุมีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นผู้ข้องในรูป จึงเรียกว่า สัตว์

4. ภวเนตติสูตร กิเลสเครื่องนำไปในภพ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา เข้าถึงความยึดมั่นอันเป็น
ที่ตั้งอาศัยแห่งจิต ในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ นี้เรากล่าวว่า กิเลสเครื่องนำไปในภพ

5. ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้ ปริญญยยธรรม คือ รูป เวทนา สัญญา..., ปริญญา คือความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ ปริญญาตาวีบุคคล คือ พระอรหันต์

6. สมณพราหมณสูตรที่ ๑ สมณะพราหมณ์ที่ควรยกย่อง คือรู้ชัด คุณโทษ และธรรมเครื่อง สลัดออกในอุปาทานขันธ์๕ : พราหมณ์ที่ไม่ควรยกย่อง คือไม่รู้ชัด คุณโทษและเครื่องสลัดออก

7. สมณพราหมณสูตรที่ ๒ ว่าด้วยผู้ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์ คือรู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกในอุปาทานขันธ์ ๕.. ผู้ไม่ควรยกย่องคือ ผู้ไม่รู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออก

   เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
   การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
   การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
   แสวงหาสัจจะ บำเพ็ญทุกรกิริยา
   ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
   ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
   ปลงสังขาร ปรินิพพาน
   ลำดับขั้นการปรินิพพาน
   เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
   แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 


ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ ๗๙


1. ราธสูตร ว่าด้วยการไม่มี อหังการ มมังการ และ มานานุสัย

        [๑๔๗] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้เห็นอย่างไรจึงจะไม่มี อหังการ มมังการ และ มานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร ราธะ

รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวก ย่อมพิจารณา เห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา.

เวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใด อย่างหนึ่ง สังขาร เหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกล หรือ ใกล้ อริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความ เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

ดูกรราธะ บุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกาย ที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก ฯลฯ

ท่านพระราธะ ได้เป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
อหังการ หมายถึง การยึดว่าเป็น ตัวเรา ความเย่อหยิ่งจองหอง ความทะนงตัว
มมังการ ความสำคัญว่าเป็น
ของเรา ความถือว่าเป็นของเรา ความยึดถือของจิต
มานานุสัย (มานะ+อนุสัย) หมายถึง
ความถือตัว ความเคยชิน (ว่าเป็นตัวเราของเรา)


ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค หน้าที่ ๑๙๐

2. มารสูตร ว่าด้วยขันธมาร

[๓๖๖] พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า มาร มาร ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่า มาร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ
เมื่อ รูป มีอยู่ มาร (ความตาย) จึงมีผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้น แหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นรูปว่า เป็นมารเป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์บุคคลเหล่าใดพิจารณาเห็นรูปนั้น อย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ.
เมื่อ เวทนา มีอยู่ ฯลฯ (ตรัสอธิบาย ทำนองเดียวกับ รูป)
เมื่อ สัญญา มีอยู่ ฯลฯ (ตรัสอธิบาย ทำนองเดียวกับ รูป)
เมื่อ สังขาร มีอยู่ ฯลฯ
(ตรัสอธิบาย ทำนองเดียวกับ รูป)
เมื่อ วิญญาณ มีอยู่ มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมีผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นวิญญาณว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตายเป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดพิจารณาเห็นวิญญาณนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ.

รา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเห็นชอบมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรราธะ ความเห็นชอบ มีประโยชน์ให้เบื่อหน่าย.

รา. ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรราธะ ความเบื่อหน่าย มีประโยชน์ให้คลายกำหนัด.

รา. ก็ความคลายกำหนัดเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรราธะ ความคลายกำหนัด มีประโยชน์ให้หลุดพ้น.

รา. ความหลุดพ้นเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรราธะ ความหลุดพ้น มีประโยชน์เพื่อนิพพาน.

รา. นิพพานเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?
พ. ดูกรราธะ เธอถามเลยปัญหาไปเสียแล้ว เธอไม่อาจเพื่อถือเอาที่สุดของปัญหาได้

ดูกรราธะ อันพรหมจรรย์เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด อันกุลบุตร ย่อมอยู่ประพฤติแล.



3. สัตตสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์

[๓๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเรียกว่า สัตว์ สัตว์ ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่า สัตว์?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกร ราธะ เพราะเหตุที่มี ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ในรูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูป นั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่า สัตว์.

เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้ เกี่ยวข้องในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า สัตว์

ดูกรราธะ เด็กชายหรือเด็กหญิง เล่นอยู่ตามเรือนฝุ่นทั้งหลาย เป็นผู้ยังไม่ปราศจาก ความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความกระวนกระวาย ไม่ปราศจากความทะยานอยากในเรือนฝุ่น เหล่านั้น อยู่เพียงใด ย่อมอาลัย ย่อมอยากเล่น ย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือเรือนฝุ่นทั้งหลายอยู่ เพียงนั้น.

ดูกรราธะ แต่ว่าในกาลใด เด็กชายหรือเด็กหญิงเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความ กระวน กระวาย ปราศจากความทะยานอยาก ในเรือนฝุ่นเหล่านั้นแล้ว ในกาลนั้นแล เด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้น ย่อมรื้อ ย่อมยื้อแย่ง ย่อมกำจัด ย่อมทำเรือนฝุ่น เหล่านั้นให้เล่นไม่ได้ ด้วยมือและเท้า(ทำลาย) ฉันใด

ดูกรราธะ แม้เธอทั้งหลายก็
       จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำ รูป ให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความ สิ้นไป แห่งตัณหา (ความอยาก)
       จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำ เวทนา ให้เป็น ของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อ ความ สิ้นไป แห่งตัณหา
       จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำ
สัญญา ให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อ ความ สิ้นไปแห่งตัณหา
       จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำ
สังขาร ให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อ ความ สิ้นไปแห่งตัณหา
       จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำ
วิญญาณ ให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อ ความ สิ้นไปแห่ง ตัณหา ฉันนั้นนั่นเทียวแล.

ดูกรราธะ เพราะว่าความสิ้นไปแห่งตัณหา เป็นนิพพาน.

[๓๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน อนาถบิณฑิก เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์ สัตว์ ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่า สัตว์?

[๓๖๗] เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา ราโธ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ราโธ ภควนฺตํ เอตทโวจ สตฺโต สตฺโตติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สตฺโตติ วุจฺจตีติ ฯ


4. ภวเนตติสูตร ว่าด้วยกิเลสที่นำไปสู่ภพ

[๓๖๘] พระนครสาวัตถี. ท่านพระราธะ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ที่เรียกว่า กิเลสเครื่องนำไปในภพ ในภพ ดังนี้ กิเลสเครื่องนำไปในภพ เป็นไฉน? ความดับกิเลสเครื่องนำไปในภพเป็นไฉน?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ

ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความ ยึดมั่น อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิต ในรูป. นี้เรากล่าวว่า กิเลสเครื่องนำไป ในภพ เพราะความดับสนิทแห่งกิเลสเหล่านั้น เรากล่าวว่าเป็นธรรมที่ดับสนิทแห่ง กิเลส เครื่องนำไปในภพ.

ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลินความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความ ยึดมั่น อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัย แห่งจิต ในเวทนา ...ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ. นี้เรากล่าวว่า กิเลส เครื่องนำไปในภพ เพราะความดับสนิทแห่งกิเลส เหล่านั้น เรากล่าวว่า เป็นธรรมเป็นที่ ดับสนิทแห่งกิเลส เครื่องนำไปในภพ.



5. ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้

[๓๖๙] พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า

ดูกรราธะ เราจักแสดง ปริญเญยยธรรม ธรรมอันบุคคลควรกำหนดรู้ ปริญญาความ กำหนดรู้ และ ปริญญาตาวีบุคคล บุคคลผู้ กำหนดรู้ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว. ท่านพระราธะ รับพระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคแล้ว. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรราธะ ปริญญยยธรรม เป็นไฉน?
ดูกรราธะ รูปแลเป็นปริญเญยยธรรม เวทนาเป็นปริญเญยยธรรม สัญญาเป็น ปริญเญยยธรรม สังขารเป็นปริญเญยยธรรม วิญญาณเป็นปริญเญยยธรรม.
ดูกรราธะ ธรรมเหล่านี้เรากล่าวว่า ปริญเญยยธรรม:

ดูกรราธะ ปริญญา เป็นไฉน?
ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ. นี้เรากล่าวว่าปริญญา.

ดูกรราธะ ปริญญาตาวี บุคคล เป็นไฉน?
ผู้ที่เขาพึงเรียกกันว่า พระอรหันต์ คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้.
ดูกรราธะ ผู้นี้เรากล่าวว่าปริญญาตาวีบุคคล



6. สมณพราหมณสูตรที่ ๑ ว่าด้วยผู้ควรยกย่อง และไม่ควรยกย่อง ว่าเป็น สมณพราหมณ์

[๓๗๐] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า ดูกราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้. ๕ ประการเป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์ คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์ คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑

ดูกรราธะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดซึ่งคุณ โทษ และธรรม เครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่ได้รับยกย่อง ว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่งท่านเหล่านั้นจะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็น สมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ไม่ได้เลย.

[๓๗๑] ดูกรราธะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ชัดซึ่งคุณโทษ และ ธรรมเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ ตามความเป็นจริง สมณะ หรือ พราหมณ์เหล่านั้นแล ย่อมได้รับยกย่อง ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และได้รับ ยกย่อง ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์

อนึ่ง ท่านเหล่านั้นย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะ และประโยชน์ แห่ง ความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ได้ด้วย.



7. สมณพราหมณสูตรที่ ๒
ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่อง ว่าเป็นสมณพราหมณ์


[๓๗๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า ดูกรราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้. ๕ ประการเป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ... อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ.

ดูกรราธะ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และ ธรรมเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะ หรือ พราหมณ์ เหล่านั้น ย่อมไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือว่า ไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่งท่านเหล่านั้นจะทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ไม่ได้เลย.

ดูกรราธะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และธรรมเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะ หรือ พราหมณ์ เหล่านั้น ย่อมได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และ ได้รับยกย่องว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้นย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความ เป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ได้ด้วย.



 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดา อ่านแบบสบายตา โดยคัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ (คลิกอ่านพร้อมดาวน์โหลดไฟล์ pdf)
90 90 90 90  
 
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์
อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
 
   
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์