เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ภิกษุณี 3 ท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในพุทธศาสนา 1774
พระสูตรที่เกี่ยวข้องกับภิกษุณี ๓ รูป ที่เป็นเอตทัคคะ พระศาสดายกย่องว่าเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย
  พระมหาปชาบดีโคตมี เลิศด้านผู้รู้ราตรีนาน
P1774 โคตมีสูตร (พระปชาบดีขอบวช) ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๓ หน้า ๒๑๖ (สุตตันต)
P1390 นันทโกวาทสูตร (พระปชาบดีฟังธรรมจาก ภิกษุนันทกะ) ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ หน้า ๓๖๕ (สุตตันต)
P1385 เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ภิกษุใช้ภิกษุณีซัก ล้าง สางขนเจียม) ฉบับหลวง เล่มที่ ๒ หน้า ๑๐๐ (วินัยปิฎก)
P1386 เรื่องพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (ทรงอนุญาตให้ภิกษุ..)
ฉบับหลวง เล่มที่ ๒ หน้า ๓๙๖ (วินัยปิฎก)
P1387 พระมหาปชาบดีทูลถามข้อปฏิบัติ (ภิกษุโกสัมพีวิวาทกัน) ฉบับหลวง เล่มที่ ๕ หน้า ๒๗๑ (วินัยปิฎก)
P1388 พุทธานุญาตให้อุปสมบทภิกษุณี (ครุธรรม ๘ ประการ)  ฉบับหลวง เล่มที่ ๗ หน้า ๒๑๑ (วินัยปิฎก)
P1389 เรื่องพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (มาตุคามมีกลิ่นเหม็น) ฉบับหลวง เล่มที่ ๓ หน้า ๑๐๒ (วินัยปิฎก)
  พระเขมาภิกษุณี เลิศด้านผู้มีปัญญามาก
P1774 เขมาเถรีสูตร (สนทนาธรรมกับพระเจ้าปเสนทิโกศล) ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ หน้า ๔๐๓ (สุตตันต)
P1774 พระผู้มีพระภาคกล่าวชมสาวก ที่เป็นพุทธบริษัท ๔ ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๑ หน้า ๑๕๙ (สุตตันต)
  พระธัมมทินนา (พระธรรมทินนา) เลิศด้านผู้เป็นธรรมกถึก
P1774 จูฬเวทัลลสูตร การสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติ
ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๒ หน้า ๓๘๗ (สุตตันต)

 


 


นางมหาปชาบดีโคตมี (ภิกษุณี)


พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (สุตตันต) เล่มที่ ๒๓ หน้าที่ ๒๑๖

พระผู้มีพระภาคไม่อนุญาตให้มาตุคามบวช (โคตมีสูตร)

1. (พระนางมหาปชาบดีโคตมี ขอบวชแต่พระผู้มีพระภาคไม่อนุญาต จึงเสียใจ ร้องให้)

     [๑๔๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมี เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ทรงถวาย บังคมแล้ว ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคาม พึงได้การออกบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้วเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพระนางโคตมี อย่าเลย พระนาง อย่าชอบใจการออกบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้ว ของ มาตุคามเลย

     แม้ครั้งที่ ๒...

     แม้ครั้งที่ ๓ ...

     ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงพระดำริว่า พระผู้มีพระภาค ไม่ทรง อนุญาต ให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศ แล้ว เป็นผู้มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์ นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป

      ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ในกรุงกบิลพัสดุ์ ตามพระประสงค์ แล้วเสด็จจาริกไป ทางพระนครเวสาลี เมื่อเสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จไปถึง พระนครเวสาลี ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่กูฏาคาร ศาลาป่า มหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี

2. (พระนางมหาปชาบดีโคตมี ปลงผม ทรงครองผ้ากาสา แล้วเสด็จไป เข้าเฝ้า เพื่อขอบวช ได้พบกับพระอานนท์ จึงเล่าให้ฟัง พระอานนท์จึงอาสา ทูลขอให้เอง)

      ครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงปลงพระเกศาแล้ว ทรงครองผ้า กาสาวพัสตร์ เสด็จไปทางพระนคร เวสาลีพร้อมกับเจ้าหญิงสากิยะ หลายพระองค์ เสด็จเข้าไปยังกูฏาคาร ศาลาป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลีโดยลำดับ พระนางมหา ปชาบดีโคตมี ทรงมีพระบาทระบม มีพระกายเต็มด้วยละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์ นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก

     ท่านพระอานนท์ได้แลเห็น พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ทรงมีพระบาทระบม มีพระกาย เต็มด้วย ละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสง ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก ครั้นเห็นแล้ว จึงกล่าวความข้อนี้ กะพระนางว่า

      ดูกรพระนางโคตมี เพราะเหตุ อะไรหนอ พระนางจึงมี พระบาทระบม มีพระกาย เต็มด้วยละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสง ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก

     พระนางมหาปชาบดีโคตมีตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ความจริงก็เป็น เช่นนั้น พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ขอเชิญ พระนางรออยู่ที่นี้แหละ ตราบเท่าที่อาตมภาพทูลขอ พระผู้มีพระภาค ให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ ฯ

3. (อานนท์ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคามพึงได้ออกบวช พระผู้มีภาคภาค ตรัสห้าม ถึง 3 ครั้ง)

     ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ  ถวายบังคม แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วด้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระนาง มหาปชาบดีโคตมีนี้ ทรงมีพระบาทระบม มีพระกายเต็มด้วยละออง มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนต รทรงกันแสง ประทับยืนอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก เพราะพระผู้มี พระภาค ไม่ทรงอนุญาต ให้มาตุคามออกบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคามพึงได้ออกบวช เป็น บรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้วเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ อย่าเลย เธออย่าชอบใจให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้วเลย ฯ

     แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ

     แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอให้มาตุคาม พึงออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรม วินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้วเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์อย่าเลย เธออย่าชอบใจให้มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้วเลย

     ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้มีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรง อนุญาต ให้ มาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคตทรงประกาศ แล้ว ผิฉะนั้น เราพึงทูลขอพระผู้มี พระภาคให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว โดยปริยายแม้อื่น ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ ได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า

4.(พระอานนท์พยายามหาเหตุผลอื่นๆ เพื่อให้ทรงอนุญาต ถามว่ามาตุคาม ออกบวชแล้ว สามารถบรรลุ โสดาบัน สกทา อนาคามี หรืออรหันต์ได้หรือไม่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ได้)

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ควรจะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ได้หรือไม่ พระเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ มาตุคามออกบวช เป็นบรรพชิตในธรรม วินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว ควรทำให้แจ้งแม้ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลอรหัตผล ได้

     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ามาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ที่ พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ทำให้แจ้งแม้โสดาปัตติผล สกทาคามิผลอนาคามิผล อรหัตผลได้

5. (พระอานนท์ พยายามหาเหตุผลต่อไป อ้างถึงพระนางปชาบดีเคยเลี้ยงดู เป็นผู้มีอุปาระ ต่อพระผู้มีพระภาคมาก)

          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงมีอุปการะมาก เป็นพระ มาตุจฉา ของพระผู้มี พระภาค ทรงทะนุถนอมเลี้ยงดูให้พระผู้มีพระภาค ทรงดื่ม น้ำนม ในเมื่อ พระชนนี ทิวงคตแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทาน พระวโรกาส ขอให้มาตุคาม พึงได้ออกบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศ แล้วเถิด

6. (ความพยายามของพระอานนท์ สำเร็จ พระองค์อนุญาตแต่มีเงื่อนไข ด้วย ครุธรรม ๘ ประการ)

          พ. ดูกรอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงรับครุธรรม ๘ ประการ นั่นแหละ เป็นอุปสมบทของพระนาง คือ

     (๑) ภิกษุณี แม้อุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี พึงทำ การกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุแม้อุปสมบทในวันนั้น แม้ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชาไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต

     (๒) ภิกษุณีไม่พึงเข้าจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้อง สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต

     (๓) ภิกษุณีต้องแสวงหา ภิกษุผู้ถามถึงการทำอุโบสถ และการเข้าไปรับโอวาท จาก ภิกษุสงฆ์ ทุกกึ่งเดือน แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือบูชา ไม่พึง ก้าวล่วงตลอดชีวิต

     (๔) ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในอุภโตสงฆ์ด้วยฐานะ ๓ ประการ คือ ด้วยได้เห็น ได้ฟัง และรังเกียจ แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพนับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต

    (๕) ภิกษุณีต้องครุธรรมแล้ว พึงประพฤติมานัตปักษ์หนึ่ง ในอุภโตสงฆ์  แม้ธรรม ข้อนี้ ภิกษุณี ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต

    (๖) ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทา ในอุภโตสงฆ์ เพื่อนางสิกขมานาผู้มีสิกขา อันศึกษาแล้ว ในธรรม ๖ ประการ ครบ ๒ ปี แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต

     (๗) ภิกษุณีต้องไม่ด่า ไม่บริภาษภิกษุโดยปริยายใดๆ แม้ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้อง สักการะเคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วงตลอดชีวิต

     (๘) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามภิกษุณีว่ากล่าวตักเตือนภิกษุ ไม่ห้ามภิกษุว่ากล่าว ตักเตือน ภิกษุณี แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชาไม่พึงก้าว ล่วงตลอดชีวิต

7. (เมื่อนางปชาบดี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว ถือว่าได้บวชแล้ว )

          ดูกรอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมีรับครุธรรม ๘ ประการนี้ได้ นั้นแล เป็นอุปสัมปทาของพระนาง

          ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เรียนครุธรรม ๘ ประการนี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้ว เข้าไปหาพระนางมหาปชาบดีโคตมี แล้วกล่าวข้อความนี้ กะพระนางว่า ดูกรพระนางโคตมี ถ้าแม้พระนางพึงยอมรับครุธรรม ๘ ประการได้นั้นแล เป็นอุป สัมปทาของพระนาง คือ ภิกษุณี แม้อุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องกระทำการกราบไหว้ ลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุ แม้อุปสมบทในวันนั้น แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณี ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต ฯลฯ

          ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามภิกษุณีว่า กล่าวตักเตือนภิกษุไม่ห้ามภิกษุว่ากล่าว ตักเตือน ภิกษุณี แม้ธรรมข้อนี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพนับถือ บูชา ไม่พึงก้าวล่วง ตลอดชีวิต ดูกรพระนาง โคตมี ถ้าแลพระนาง พึงยอมรับครุธรรม ๘ ประการนี้ได้ นั้นแลจักเป็นอุปสัมปทา ของพระนาง

          พระนางมหาปชาบดีโคตมีกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ หญิงหรือชายแรกรุ่น หนุ่มสาว ชอบประดับตกแต่ง อาบน้ำชำระร่างกายแล้ว ได้พวงดอกอุบล พวงมะลิ หรือพวงลำดวนแล้ว เอามือทั้งสองประคองวางไว้บนศีรษะ ฉันใด ดิฉันก็ยอมรับ ครุธรรม ๘ ประการนี้ ไม่ก้าวล่วง ตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน

          ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคม แล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระนาง มหาปชาบดีโคตมี ทรงยอมรับครุธรรม ๘ ประการไม่ก้าวล่วง จนตลอดชีวิต

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์

8. (ภิกษุณีที่เข้ามาบวช จะทำให้พระสัทธรรมมีอายุสั้นลงกึ่งหนึ่ง)

          หากมาตุคามจักไม่ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศ แล้ว พรหมจรรย์ก็ยังจะตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมพึง ดำรงอยู่ได้ ๑,๐๐๐ ปี

          แต่เพราะมาตุคาม ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้ว พรหมจรรย์จะไม่ตั้งอยู่นาน ทั้งสัทธรรมก็จักดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี


(ทรงอุปมาการเข้ามาบวชของภิกษุณี เรื่องโจร เรื่องนาข้าว)

          ดูกรอานนท์ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ที่มีหญิงมากชายน้อย ตระกูลนั้นถูก พวกโจร กำจัด ได้ง่าย แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัย นั้น จักไม่ตั้งอยู่นาน ฉันนั้นเหมือนกัน

          อนึ่ง หนอนขยอกลงในนาข้าวที่สมบูรณ์ นาข้าวนั้นก็ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ..เพลี้ยลงในไร่อ้อย ที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นก็ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด มาตุคามได้ ออกบวชเป็น บรรพชิต ในธรรมวินัย ใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ฉันนั้นเหมือนกัน

          อนึ่ง บุรุษกั้นคันสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลออก แม้ฉันใด เราบัญญัติ ครุธรรม ๘ ประการ ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วง ตลอดชีวิตเสียก่อน ฉันนั้นเหมือนกัน



พระเขมาภิกษุณี


พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ หน้าที่ ๔๐๓-๔๐๙

เขมาเถรีสูตร

          [๗๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของ ท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระเขมาภิกษุณี เมื่อเที่ยวจาริกไป ในแคว้น โกศล เข้าอยู่ ณ ที่โตรณวัตถุ ในระหว่างพระนครสาวัตถี กับเมืองสาเกต

     ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จออกจากเมืองสาเกตจะไปยังพระนครสาวัตถี ประทับแรม ๑ ราตรีที่โตรณวัตถุ ระหว่างพระนครสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสสั่งว่า

    ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปดูให้รู้ว่า ณ ที่โตรณวัตถุมีสมณะ หรือพราหมณ์ ซึ่งสมควรที่เรา จะพึงเข้าไปหา ณ วันนี้หรือไม่ ราชบุรุษนั้นทูลรับพระดำรัสของ พระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว เที่ยวไปยังโตรณวัตถุจนทั่ว ก็ไม่ได้พบเห็นสมณะ หรือพราหมณ์ซึ่งสมควรที่พระเจ้า ปเสนทิโกศล จะ พึงเสด็จเข้าไปหา

          [๗๕๓] ราชบุรุษนั้นได้พบพระเขมาภิกษุณี ซึ่งเข้าอาศัยอยู่ ที่โตรณวัตถุ ครั้นพบแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูล พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่โตรณวัตถุ ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ ซึ่งสมควรที่พระองค์จะพึงเสด็จ เข้าไป หาเลย มีภิกษุณีนามว่าเขมา เป็นสาวิกาของ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ นั้น และพระแม่เจ้านั้น มีกิตติศัพท์ อันงามฟุ้งขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า พระแม่เจ้าเขมาภิกษุณี เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำไพเราะ มีปฏิภาณเป็นอย่างดี ขอเชิญพระองค์เสด็จ เข้าไปหาพระแม่เจ้านั้นเถิด ขอเดชะ

          [๗๕๔] ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปหาพระเขมาภิกษุณี ถึงที่อยู่ ทรงไหว้พระเขมาภิกษุณีแล้ว ประทับอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่งโตรณ แปลว่าเสาค่าย หรือ เสาระเนียค ณ ที่นี้เข้าว่าเป็นค่าย

    ครั้นแล้วได้ตรัสถามพระเขมา ภิกษุณีว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้ว ย่อมเกิด หรือหนอ พระเขมาภิกษุณี ถวายพระพรว่าขอถวายพระพร ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาค มิได้ทรงพยากรณ์
    ป. ข้าแต่แม่เจ้า ก็สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกหรือ
    ข. ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์
    ป. ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี หรือหนอ
    ข. ขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์
    ป. ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีก ก็หามิได้หรือ
    ข. ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาค ไม่ทรงพยากรณ์ อีกเหมือนกัน

          [๗๕๕] ป. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาค ไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อม ไม่เกิด อีกหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหา ที่พระผู้มี พระภาค ไม่ทรงพยากรณ์

     เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่แม่เจ้าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีก ก็มี หรือ ท่านก็ตอบว่าขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็น ปัญหา ที่พระผู้มี พระภาคไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่แม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีก ก็หามิได้หรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาค ไม่ทรง พยากรณ์ ข้าแต่แม่เจ้า อะไรเล่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาค ไม่ทรงพยากรณ์ ปัญหานี้

          [๗๕๖] ข. ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพจักขอย้อนถามมหาบพิตร ในปัญหาข้อนี้บ้าง ปัญหาข้อนั้นพอพระทัยมหาบพิตรอย่างใด มหาบพิตรพึงทรง พยากรณ์ ปัญหาข้อนั้นอย่างนั้นเถิด ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน มหาบพิตร มีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมาณไรๆ ซึ่งสามารถ จะคำนวณทรายในแม่น้ำ คงคาว่า ทรายมีประมาณเท่านี้ หรือว่ามีทรายเท่านี้ ร้อยเม็ด หรือว่ามีทรายเท่านี้พันเม็ด หรือว่ามีทรายเท่านี้แสนเม็ด หรือไม่

    ป. ไม่มีเลย แม่เจ้า
    ข. และมหาบพิตร มีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมาณไรๆ ซึ่งสามารถจะ คำนวณน้ำ ในมหาสมุทรว่า น้ำมีเท่านี้อาฬหกะ หรือว่ามีน้ำเท่านี้ร้อยอาฬหกะ หรือว่า มีน้ำเท่านี้พันอาฬหกะ หรือว่ามีน้ำเท่านี้แสนอาฬหกะ หรือไม่ขอถวายพระพร

    ป. ไม่มีเลย แม่เจ้า
    ข. นั่นเพราะเหตุไร ขอถวายพระพร
    ป. ข้าแต่แม่เจ้า เพราะว่ามหาสมุทรเป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ โดยยาก

          [๗๕๗] ข. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติ ด้วยรูปใด รูปนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจ ตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา

    ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร

     เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติ ด้วยเวทนาใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติ ด้วยสัญญาใด ... เมื่อบุคคลบัญญัติ สัตว์ พึงบัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด ... เมื่อ บัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีก ต่อไปเป็นธรรมดา

    ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่าสัตว์เบื้องหน้า แต่ตาย แล้ว ย่อมเกิดก็ดี ย่อมไม่เกิด ก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ก็ย่อมไม่ควร

    ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยินดี อนุโมทนาภาษิตของ พระเขมาภิกษุณี เสด็จลุกจากอาสนะ ไหว้พระเขมาภิกษุณีทรงกระทำประทักษิณ แล้ว เสด็จจากไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

          [๗๕๘] สมัยต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ทรง อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหา ที่อาตมภาพไม่พยากรณ์

    ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกหรือ
    พ. ขอถวายพระพร แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่อาตมภาพไม่พยากรณ์เหมือนกัน
    ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีก ก็มีหรือ
    พ. ขอถวายพระพร ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่อาตมภาพไม่พยากรณ์
    ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่ เกิดอีก ก็หามิได้หรือ
    พ. ขอถวายพระพร แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่อาตมภาพ ไม่พยากรณ์อีก นั่นแหละ
    ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า

     สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกหรือ พระองค์ก็ตรัสตอบว่า ขอถวายพระพร ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาที่อาตมภาพไม่พยากรณ์ ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ ข้าพระองค์ ทูลถามว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีก ก็หามิได้หรือ พระองค์ก็ตรัสตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหา ที่อาตมภาพไม่พยากรณ์อีกนั่นแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเล่าเป็นเหตุเป็น ปัจจัย ให้พระผู้มีพระภาคไม่พยากรณ์ปัญหาข้อนั้น

          [๗๕๙] พ. ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพจักย้อนถามมหาบพิตร ในปัญหา ข้อนั้น บ้าง ปัญหาข้อนั้นพอพระทัยมหาบพิตรอย่างใด มหาบพิตรพึงทรง พยากรณ์ปัญหาข้อนั้น อย่างนั้นเถิด ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะทรงสำคัญ ความข้อนั้นเป็นไฉน มหาบพิตรทรงมีนัก คำนวณ นักประเมิน หรือนักประมาณไรๆ ซึ่งสามารถจะคำนวณเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาว่า เม็ดทรายมีประมาณเท่านี้ ฯลฯ หรือว่ามีทรายประมาณเท่านี้แสนเม็ดหรือไม่

     ป. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า
     พ. และมหาบพิตรทรงมีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมาณไรๆ ซึ่งสามารถ จะคำนวณน้ำ ในมหาสมุทรว่า มีน้ำเท่านี้อาฬหกะ ฯลฯ หรือว่ามีน้ำเท่านี้แสน อาฬหกะ หรือไม่
     ป. ไม่มีเลย พระเจ้าข้า
     พ. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร มหาบพิตร
     ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่ามหาสมุทร เป็นของลึกประมาณไม่ได้หยั่งถึงได้โดยยาก พระเจ้าข้า

          [๗๖๐] พ. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติ ด้วยรูปใด รูปนั้นอันตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาล ยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา

     ดูกรมหาบพิตร ตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ โดยยาก ดุจมหาสมุทร ฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร บุคคล เมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วย เวทนาใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติ ด้วยสังขารเหล่าใด ... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นอันตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลย อดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

    ดูกรมหาบพิตร ตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทร ฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร

          [๗๖๑] ป. อัศจรรย์จริง พระเจ้าข้า ไม่เคยมี พระเจ้าข้า ในข้อที่อรรถ กับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดากับของสาวิกา ย่อมเทียบกัน ได้ สมกันได้ ไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่งข้าพระพุทธเจ้า ได้ไปหาพระเขมาภิกษุณี ไต่ถามความข้อนี้ มาครั้งหนึ่งแล้ว แม้แม่เจ้ารูปนั้นก็ได้พยากรณ์ความข้อนี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ แก่ข้าพระพุทธเจ้า ดุจพระผู้มีพระภาค เหมือนกัน น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมาพระเจ้าข้า ในข้อที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะ กับพยัญชนะ ของพระศาสดากับของสาวก ย่อมเทียบกันได้ สมกันได้ ไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีกิจมาก มีกรณีย์มาก ถ้ากระไร จึงขอทูลลาไปในบัดนี้

     พ. ขอถวายพระพร บัดนี้ มหาบพิตร ทรงทราบกาลอันสมควรเถิด ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงยินดีอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค เสด็จลุกขึ้น จากอาสนะ ทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป



พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๑ หน้าที่ ๑๕๙


พระผู้มีพระภาคกล่าวชมสาวก ที่เป็นพุทธบริษัท ๔

ผู้เป็นตราชู (ผู้มีความเที่ยงตรงต่อศาสนา) เป็นประมาณแห่งสาวกของตถาคต
ภิกษุ - สารีบุตร และ โมคคัลลานะ
ภิกษุณี - พระเขมาภิกษุณี และ พระอุบลวรรณาภิกษุณี
อุบาสก - จิตตคฤหบดี และ หัตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี
อุบาสิกา - นางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดา



          [๑๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเถิด

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตร และ โมคคัลลานะ นี้ เป็นตราชู เป็นประมาณแห่ง ภิกษุทั้งหลาย ผู้สาวกของเรา

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบพึงปรารถนา อย่างนี้ ว่า ขอเรา จงเป็น เช่น พระเขมาภิกษุณี และ พระอุบลวรรณาภิกษุณี เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขมาภิกษุณี และอุบลวรรณาภิกษุณีนี้ เป็นตราชู เป็นประมาณ แห่งภิกษุณี ทั้งหลาย ผู้สาวิกา ของเรา

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ ว่า ขอเรา จงเป็นเช่น จิตตคฤหบดี และ หัตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวีเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตตคฤหบดี และหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีนี้ เป็นตราชู เป็นประมาณแห่ง อุบาสกทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของเรา

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ ว่า ขอเรา จงเป็นเช่น นางขุชชุตราอุบาสิกา และ นางเวฬุกัณฏกีนันทมารดา เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นางขุชชุตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดานี้ เป็นตราชู เป็นประมาณของอุบาสิกา ทั้งหลาย ผู้สาวิกาของเรา




ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๓๘๗ – ๓๙๔


๔. จูฬเวทัลลสูตร การสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติ
(การสนทนา ระหว่าง ธรรมทินนาภิกษุณี กับ วิสาขะอบาสก ที่พระพุทธเจ้ารับรอง และตรัสชม ธรรมทินนาภิกษุณี ว่าเป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญามาก การสนทนามีเรื่อง เรื่องสักกายทิฏฐิ , เรื่องมรรค ๘ กับขันธ์ ๓, เรื่องสมาธิและสังขาร, เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ, เรื่องเวทนา)

         [๕๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ อยู่ที่พระวิหาร เวฬุวัน อันเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขต พระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น วิสาขอุบาสกเข้าไปหา ธรรมทินนาภิกษุณีถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง.

เรื่องสักกายทิฏฐิ

          [๕๐๖] วิสาขอุบาสก ครั้นนั่งแล้ว ได้ถาม ธรรมทินนาภิกษุณีว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ สักกายะ ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มี พระภาคตรัสว่า สักกายะ? ธรรมทินนาภิกษุณี ตอบว่า ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์ ๕ คือรูปูปาทานขันธ์ ๑ เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๑ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑ อุปาทานขันธ์ ๕ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ. (สักกายะ คือความยึดมั่นในขันธ์5)
......................................................................................................

    วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณีว่า ถูกละพระแม่เจ้า ดังนี้แล้ว ได้ถามปัญหาต่อไปว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายสมุทัย สักกายสมุทัย ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสักกายสมุทัย?
    ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ตัณหา อันทำให้เกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัด ยินดี เพลิดเพลิน ยิ่งในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหานี้แล พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า สักกายสมุทัย. (ตัณหา ความกำหนัดในอารมณ์ ประกอบด้วย กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คือสักกายะสมุทัย หรือความยึดมั่นในเหตุเกิดของทุกข์ เรียกว่า ภพใหม่บังเกิดขึ้นแล้ว)

.....................................................................................................

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ สักกายนิโรธดังนี้ ธรรมอะไร ที่พระผู้มี พระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความดับด้วยความคลายกำหนัดไม่มีเหลือ ความสละ ความสละคืน ความปล่อย ความไม่พัวพัน ด้วยตัณหานั้น นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ. (ความดับ ความคลายกำหนัดไม่มีเหลือ คือสักกายนิโรธ)

.....................................................................................................

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินี ปฏิปทา?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยะมรรคมีองค์ ๘ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา. (ทางดำเนินให้ดับไม่เหลือใน สักกายนิโรธคือ มรรค๘)

.....................................................................................................

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอันเดียวกันหรือ อุปาทาน เป็นอย่างอื่น จาก อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ หาใช่อันเดียวกันไม่ อุปาทาน เป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็หาใช่ไม่ ความกำหนัดพอใจ ใน อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอุปาทาน ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นั้น (อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์๕ คนละอย่างกัน อุปทานในขันธ์ ๕ คือ ความกำหนัด ความพอใจ)

.....................................................................................................

           [๕๐๗] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาด ในธรรมของ พระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาด ในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมตามเห็นรูป โดยความเป็นตน บ้าง ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตน บ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตามเห็นเวทนา ... ย่อมตามเห็นสัญญา ... ย่อมตามเห็นสังขาร ทั้งหลาย ... ย่อมตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน บ้าง ตามเห็นตนว่า มีวิญญาณบ้าง ตามเห็น วิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แลสักกายทิฏฐิ จึงมีได้. (ผู้ไม่ได้สดับในคำของตถาคต ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง...)

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อย่างไรสักกายทิฏฐิจึงจะไม่มีฯ
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรม ของ พระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษ ฉลาด ในธรรมของสัปบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรม ของสัปบุรุษ ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็น ตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่า มีรูปบ้าง ไม่ตามเห็นรูปในตน บ้าง ไม่ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา ...ย่อมไม่ตาม เห็นสัญญา ... ย่อมไม่ตามเห็น สังขาร ทั้งหลาย ... ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็น ตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตน ในวิญญาณ บ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มี. (เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่ ตามเห็นรูป ในความเป็นตน ไม่เห็นตนว่ามีรูป..ย่อมไม่เห็นตามเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความ เป็นตน ตามเห็นอย่างนี้ จะละสักกายทิฏฐิได้)

เรื่องมรรค ๘ กับขันธ์ ๓

                [๕๐๘] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ ไฉน?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะหรือเป็นอสังขตะ?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะ.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ขันธ์ ๓ (กองศีล กองสมาธิ กองปัญญา) พระผู้มีพระภาคทรง สงเคราะห์ด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือว่าอริยมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุขันธ์ ๓ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรค มีองค์ ๘
ส่วน อริยมรรค มีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ คือ
วาจาชอบ ๑
ทำการงานชอบ ๑
เลี้ยงชีวิตชอบ

ทรงสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์
ความเพียรชอบ ๑
ความระลึกชอบ ๑
ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑

ทรงสงเคราะห์ด้วย สมาธิขันธ์
ปัญญาอันเห็นชอบ ๑
ความดำริชอบ ๑

ทรงสงเคราะห์ด้วย ปัญญาขันธ์
(ความหมายของขันธ์ ๓ คือกลุ่มธรรมในมรรค ๘ ที่ประกอบด้วย3กลุ่ม ศีล สมาธิ ปัญญา)
...................................................................................

มรรค8 โดยย่อ
ปัญญา (ปัญญาขันธ์)
1. สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ ปัญญาชอบ)
2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)

ศีล (ศีลขันธ์)
3. สัมมาวาจา (วาจาชอบ)
4. สัมมากัมมันตะ (การพฤติชอบ)
5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ)

สมาธิ (สมาธิขันธ์)
6. สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)
7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ)
8. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตชอบ จิตตั้งมั่น)

...................................................................................

เรื่องสมาธิและสังขาร

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอย่างไร เป็นสมาธิ ธรรมเหล่าใด เป็นนิมิตของสมาธิธรรมเหล่าใด เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ การทำให้สมาธิเจริญ เป็นอย่างไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอย่างเดียว เป็นสมาธิ สติปัฏฐาน ๔เป็นนิมิต ของสมาธิ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิความเสพคุ้น ความเจริญ ความทำให้มาก ซึ่งธรรม เหล่านั้นแหละ เป็นการทำให้สมาธิเจริญ.

           [๕๐๙] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สังขาร มีเท่าไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สังขารเหล่านี้ มี ๓ ประการคือ กายสังขาร วจีสังขารจิตต สังขาร.
     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็กายสังขาร เป็นอย่างไร วจีสังขารเป็นอย่างไร จิตตสังขาร เป็นอย่างไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เป็นกายสังขาร วิตก และวิจารเป็น วจีสังขาร สัญญาและเวทนา เป็นจิตตสังขาร.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เหตุไร ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร วิตก และ วิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเหล่านี้ เป็นธรรมมีในกาย เนื่องด้วย กาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร บุคคลย่อม ตรึกย่อมตรอง ก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญา และเวทนาเป็นธรรมมีในจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้นสัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร.

 

เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ

                [๕๑๐] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอย่างไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักเข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเรากำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ว่าเราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว ก็แต่ ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วตั้งแต่แรก.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ธรรม คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน ย่อมดับไปก่อน?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้น กายสังขาร ก็ดับ จิตตสังขารดับทีหลัง.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นอย่างไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิได้มีความคิด อย่างนี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ว่าเรากำลังออกจากสัญญา เวทยิตนิโรธสมาบัติ ว่า เราออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ก็แต่ความคิด อันนำเข้าไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วแต่แรก.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรมคือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน เกิดขึ้นก่อน.
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตสังขาร เกิดขึ้นก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็เกิดขึ้น วจีสังขารเกิดขึ้นทีหลัง.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ผัสสะเท่าไร ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจาก สัญญาเวทยิต นิโรธสมาบัติ?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ผัสสะ ๓ ประการ คือ ผัสสะชื่อสุญญตะ (รู้สึกว่าว่าง) ผัสสะชื่อ อนิมิตตะ (รู้สึกว่าไม่มีนิมิต) และผัสสะชื่ออัปปณิหิตะ (รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง) ย่อมถูกต้องภิกษุ ผู้ออกแล้วจาก สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. มีจิตน้อมไป ในธรรม อะไร โอนไปในธรรมอะไร เอนไปในธรรมอะไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มีจิตน้อมไป ในวิเวก โอนไปในวิเวก เอนไปในวิเวก.

 

 เรื่องเวทนา

                [๕๑๑] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า เวทนามีเท่าไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เวทนานี้มี ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนาเป็นอย่างไร ทุกขเวทนาเป็นอย่างไร อทุกขมสุข เวทนา เป็นอย่างไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขสำราญ อันเป็นไปทางกาย หรือ เป็นไปทางจิต นี่เป็นสุขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ไม่สำราญ อันเป็นไป ทางกาย หรือเป็นไปทาง จิต นี่เป็น ทุกขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่มิใช่ความสำราญ และมิใช่ความ ไม่สำราญ (เป็นส่วนกลางมิใช่สุข มิใช่ทุกข์) อันเป็นไปทางกาย หรือเป็นไป ทางจิต นี่เป็น อทุกขมสุขเวทนา.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนา เป็นสุขเพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะอะไร?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สุขเวทนา เป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรไป ทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะแปรไป อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุข เพราะรู้ชอบเป็นทุกข์ เพราะรู้ผิด.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอน อยู่ใน ทุกขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัยตามนอน อยู่ใน ทุกขเวทนา อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัย ตามนอน อยู่ใน ทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา ทั้งหมด หรือ หนอแล?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ ปฏิฆานุสัย ตามนอน อยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัย ตามนอนอยู่ใน อทุกขมสุขเวทนา ทั้งหมด หามิได้.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอะไรจะพึงละได้ในสุขเวทนา ธรรมอะไรจะพึงละได้ใน ทุกขเวทนา ธรรมอะไรจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละได้ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัยจะพึงละได้ ใน ทุกขเวทนา อวิชชานุสัยจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา.

     วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัย จะพึง ละ เสียได้ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ในอทุกขมสุข เวทนาทั้งหมด หรือ หนอแล?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ ปฏิฆานุสัย จะพึงละ เสียได้ ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ ใน อทุกขมสุขเวทนา ทั้งหมด หามิได้

          ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ ปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อมละราคาด้วย ปฐมฌานนั้น ราคานุสัย มิได้ตามนอนอยู่ ในปฐมฌานนั้น อนึ่งภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา เห็นอยู่ว่า เมื่อไร เราจะได้บรรลุอายตนะ ที่พระอริยะทั้งหลายบรรลุแล้ว อยู่ในบัดนี้ ดังนี้

     เมื่อภิกษุนั้นเข้าไปตั้งความปรารถนาในวิโมกข์ทั้งหลาย อันเป็นอนุตตรธรรมอย่างนี้ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น เพราะความปรารถนาเป็นปัจจัย ท่านละปฏิฆะได้ด้วยความ โทมนัสนั้น ปฏิฆานุสัย มิได้ตามนอนอยู่ใน ความโทมนัสนั้น อนึ่ง ภิกษุใน พระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และ ดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่ ย่อมละอวิชชา ได้ด้วย จตุตถฌานนั้น อวิชชานุสัย มิได้ตามนอนอยู่ในจตุตฌานนั้น.

                [๕๑๒] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา?
     ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคะ เป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา.

วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา?
ธ. ปฏิฆะ เป็นส่วนแห่งเปรียบแห่งทุกขเวทนา.

วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา?
ธ. อวิชชา เป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา.

วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา?
ธ. วิชชา เป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา.

วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา?
ธ. วิมุติ เป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา.

วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ?
ธ. นิพพาน เป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ?

วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งนิพพาน?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ท่านล่วงเลยปัญหาเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาส่วนสุดแห่งปัญหาได้

          ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพาน เป็นที่ถึง ในเบื้องหน้า มีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถาม เนื้อความนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึง จำทรงพระพยากรณ์ นั้นไว้อย่างนั้น เถิด

 

วิสาขอุบาสก สรรเสริญธรรมทินนาภิกษุณี

          [๕๑๓] ลำดับนั้น วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของ ธรรมทินนา ภิกษุณี แล้วลุกจากอาสนะ อภิวาทธรรมทินนาภิกษุณี ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูล เรื่องที่ตน สนทนาธรรมกถากับ ธรรมทินนาภิกษุณี ให้ทรงทราบทุกประการ.

     เมื่อวิสาขาอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนาภิกษุณี เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หากท่านพึงสอบถามเนื้อความ นั้นกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณี พยากรณ์แล้ว เนื้อความ แห่งพยากรณ์นั้น เป็นดังนั้นนั่นแล ท่านพึงจำทรงไว้อย่างนั้น เถิด

     พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพจน์นี้แล้ว วิสาขอุบาสก ชื่นชมยินดีพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนั้นแล.

จบ จูฬเวทัทลสูตร ที่ ๔



ภิกษุณี อีก 10 ท่าน ที่เป็นเอตทัคค แต่ไม่มีพระสูตรที่เกี่ยวข้องที่เป็นคำกล่าวของพระศาสดา มีแต่พระสูตรที่แต่งขึ้นใหม่ (อรรถกถา)
เอตทัคค ภิกษุณี คุณสมบัติที่พระศาสดายกย่องว่าเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย
1 พระอุบลวัณณา ภิกษุณี ผู้มีฤทธิ์
2 พระปฏาจารา ภิกษุณีผู้ทรงวินัย
3 พระนันทา ภิกษุณี ผู้ยินดีในฌาน
4 พระโสณา ภิกษุณี ผู้ปรารภความเพียร
5 พระสกุลา ภิกษุณี ผู้มีจักษุทิพย์
6 พระภัททากุณฑลเกสา ภิกษุณี ผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน
7 พระภัททากปิลานี ภิกษุณี ผู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้
8 พระภัททากัจจานา ภิกษุณี ผู้ได้บรรลุอภิญญาใหญ่
9 พระกีสาโคตมี ภิกษุณีผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
10 พระสิคาลมาตา ภิกษุณี ผู้พ้นจากกิเลสได้ด้วยศรัทธา
   


 

 






พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดา อ่านแบบสบายตา โดยคัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ (คลิกอ่านพร้อมดาวน์โหลดไฟล์ pdf)
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์
ิิิ้้้้ิ