เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
 
ค้นหาคำที่ต้องการ          

 
  ปาลิเลยยสูตร ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ 123  
 

พระสูตรที่เกี่ยวข้องกัน
Page145
Page1243


ปาลิเลยยสูตร
ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ


[๑๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้น ด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น
     แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น
     แสดงสัมมัปปธาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น
     แสดงอิทธิบาท ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น
     แสดงอินทรีย์ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น
     แสดงพละ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น
     แสดงโพชฌงค์ ๗ ด้วยการเลือกเฟ้น
     แสดงอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น

(โพธิปักขิยธรรม 37)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ เออก็มีภิกษุบางรูป ในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร หนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ.

[๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลายได้สดับแล้ว จึงสิ้นไปโดยลำดับ?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย
ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษไม่ฉลาด ใน สัปปุริสธรรม
* ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน.
* (ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

[๑๗๕] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย แต่ว่าตามเห็นตนมีรูป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็น เครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความ เสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อันอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัย ปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้น ไปโดยลำดับ.

 [๑๗๖] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตน มีรูปแต่ว่าตามเห็นรูปในตน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความ เสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัย เหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง อันปัจจัย ปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้น ไปโดยลำดับ.

 [๑๗๗] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน แต่ว่าตามเห็นตนในรูป.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิดมีอะไรเป็นแดนเกิด?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับผู้อัน ความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไป โดยลำดับ.

[๑๗๘] ปุถุชน
     ย่อมไม่ตามเห็น
รูป โดยความเป็นตนเลย
     ย่อมไม่ตามเห็นตน มีรูป
     ย่อมไม่ตามเห็นรูป ในตน
     ย่อมไม่ตามเห็นตน ในรูป


     แต่ว่าตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตนฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนมีเวทนา ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นเวทนาตนใน ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนในเวทนา ฯลฯ

     แต่ว่าตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนมีสัญญา ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นสัญญาในตน ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนในสัญญา ฯลฯ

     แต่ว่าตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนมีสังขาร ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นสังขารในตน ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนในสังขาร ฯลฯ

     แต่ว่าตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนมีวิญญาณ ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นวิญญาณในตน ฯลฯ
     แต่ว่าตามเห็นตนในวิญญาณ.

(ส่วนอริยเจ้า ผู้ได้สดับ ได้รับแนะนำดีแล้วใน สัปปุริสธรรม จะเห็นตรงกันข้ามกับปุถุชน)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด?  

สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว.

ดูกรภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้นแม้เวทนานั้น แม้สัมผัสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย
ลำดับ.

 [๑๗๙] ปุถุชน
     
ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ


แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น
เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืนมั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรม.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเช่นนั้นเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

[๑๘๐] ปุถุชน
     
ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ


เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มีทิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

[๑๘๑] ปุถุชน
     ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่เห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ
     ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ


เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม เช่นนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้อง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้นแม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ

ธรรมีกถา หมายถึงธรรมของพระศาสดาที่ตรัสไว้มาก

(พระสูตรที่เกี่ยวข้องกัน : พันธนสูตร ว่าด้วยเครื่องจองจำคือขันธ์ ๕ Page 1243)