พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๘๘
อาทิตตปริยายสูตร
[๓๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอาทิตตปริยาย และ ธรรมปริยาย แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาทิตตปริยาย และ ธรรมปริยายเป็นไฉน
อาทิตตปริยาย
จักขุนทรีย์ (ตา) จักษุ+อินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลแทง จักขุนทรีย์ ด้วยหลาวเหล็กอันร้อน ไฟติดลุกโพลง แล้ว ยังดีกว่าการถือนิมิตโดยอนุพยัญชนะในรูป อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ จะดีอะไร วิญญาณอันเนื่องด้วยความยินดีในนิมิต หรือ เนื่องด้วยความยินดี ในอนุพยัญชนะ พึงตั้งอยู่
ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยาในสมัยนั้น พึงเข้าถึงคติ ๒ อย่าง คือนรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษอันนี้ จึงกล่าวอย่างนี้
โสตินทรีย์ (หู) โสตะ+อินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเกี่ยวโสตินทรีย์ ด้วยขอเหล็กอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่าการถือนิมิต โดยอนุพยัญชนะในเสียงอันจะพึงรู้แจ้งด้วยหูจะดีอะไร วิญญาณ อันเนื่องด้วยความยินดีในนิมิต หรือเนื่องด้วย ความยินดี ในอนุพยัญชนะ พึงตั้งอยู่ ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยา
ในสมัยนั้น พึงเข้าถึงคติ ๒ อย่างคือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ เดียรฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษอันนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้
ฆานินทรีย์ (จมูก) ฆานะ+อินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคว้านฆานินทรีย์ ด้วยมีดตัดเล็บอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิต โดยอนุพยัญชนะในกลิ่น อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจมูกจะดีอะไร วิญญาณ อันเนื่องด้วยความยินดีในนิมิต หรือ เนื่องด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะ พึงตั้งอยู่ ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยาในสมัยนั้น พึงเข้าถึงคติ ๒ อย่างคือ นรก หรือกำเนิด สัตว์เดียรฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษอันนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้
ชิวหินทรีย์ (ลิ้น) ชิวหา+อินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเฉือน ชิวหินทรีย์ ด้วยมีดโกนอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่า การถือนิมิต โดยอนุพยัญชนะในรส อันจะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้นจะดีอะไร วิญญาณ อันเนื่องด้วย ความยินดีในนิมิต หรือเนื่องด้วย ความยินดีในอนุพยัญชนะ พึงตั้งอยู่
ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยาในสมัยนั้น พึงเข้าถึงคติ ๒ อย่างคือ นรกหรือกำเนิด สัตว์ เดียรฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะ ที่จะมีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษ อันนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้
กายินทรีย์ (กาย) กายะ+อินทรีย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลแทง กายยินทรีย์ ด้วยหอกอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว ยังดีกว่าการถือนิมิต โดยอนุพยัญชนะ ในโผฏฐัพพะ อันจะพึงรู้แจ้งด้วยกายจะดีอะไร วิญญาณ อันเนื่องด้วยความยินดีในนิมิต หรือเนื่องด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะ พึงตั้งอยู่
ถ้าบุคคลทำกาลกิริยาในสมัยนั้น พึงเข้าถึงคติ ๒ อย่างคือ นรกหรือ กำเนิดสัตว์ เดียรฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษ อันนี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลับยังดีกว่า แต่เรากล่าวความหลับว่าเป็นโทษ ไร้ผล เป็นความโง่เขลาของบุคคล ผู้เป็นอยู่ ตนลุอำนาจของวิตกเช่นใดแล้ว พึงทำลายสงฆ์ ให้แตกกันได้ บุคคลไม่ควรตรึกถึงวิตกเช่นนั้นเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นโทษอันนี้ แลว่าเป็นอาทีนพของบุคคลผู้เป็นอยู่ จึงกล่าวอย่างนี้
ธรรมปริยาย
[๓๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณา เห็นดังนี้ว่า
จักขุนทรีย์ ที่บุคคลแทง ด้วยหลาวเหล็กอันร้อน ไฟติดลุกโพลงแล้ว
จงงดไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า จักษุไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง จักษุวิญญาณ ไม่เที่ยง จักษุสัมผัส ไม่เที่ยงแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง
โสตินทรีย์ ที่บุคคลเกี่ยวด้วยขอเหล็กอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว
จงงดไว้ก่อน ผิฉะนั้นเราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า หูไม่เที่ยง เสียงไม่เที่ยง โสตวิญญาณ ไม่เที่ยง โสตสัมผัส ไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัสเป็นปัจจัยไม่เที่ยง
ฆานินทรีย์ ที่บุคคลคว้าน ด้วยมีดตัดเล็บ อันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว
จงงดไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า จมูกไม่เที่ยง กลิ่นไม่เที่ยง ฆานวิญญาณ ไม่เที่ยง แม้สุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ไม่เที่ยง
ชิวหินทรีย์ ที่บุคคลเฉือนด้วยมีดโกนอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้ว
จงงดไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า ลิ้นไม่เที่ยง รสไม่เที่ยง ชิวหาวิญญาณ ไม่เที่ยง ชิวหาสัมผัส ไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม สุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ไม่เที่ยง
กายินทรีย์ ที่บุคคลแทง ด้วยหอก อันคมไฟติด ลุกโพลงแล้ว
จงงดไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า กายไม่เที่ยง โผฏฐัพพะไม่เที่ยง กายวิญญาณ ไม่เที่ยง กายสัมผัสไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุข เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ก็ไม่เที่ยง
ความหลับจงงดไว้ก่อน ผิฉะนั้น เราจะทำไว้ในใจ อย่างนี้ว่า ใจไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ ไม่เที่ยง มโนวิญญาณ ไม่เที่ยง มโนสัมผัสไม่เที่ยง สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ไม่เที่ยง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน จักษุ แม้ในรูป แม้ในจักษุ วิญญาณ แม้ในจักษุสัมผัส แม้ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ แม้ในธรรมารมณ์ แม้ในมโนวิญญาณ แม้ในมโนสัมผัส แม้ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี
ดูกรภิกทั้งหลาย นี้แลเรียกว่าอาทิตตปริยาย และธรรมปริยาย ฉะนี้แล
|