19/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๑๖๔]
มหาวรรค ภาค ๒
ถวายจีวรเป็นของสงฆ์
[๑๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่แต่ผู้เดียว คนทั้งหลาย ในถิ่นนั้น ได้ถวายจีวร ด้วยเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์ จึงภิกษุรูปนั้น ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อย ชื่อว่าสงฆ์ แต่เรารูปเดียว และคนเหล่านี้ได้ถวายจีวร ด้วยเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ถวายแก่สงฆ์ ดังนี้ ถ้าไฉน เราจะพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ ไปพระนครสาวัตถี ครั้นแล้วได้นำจีวรเหล่านั้น ไปพระนครสาวัตถี กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอผู้เดียว จนถึงเวลาเดาะกฐิน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุจำพรรษารูปเดียว ประชาชนในถิ่นนั้น ถวายจีวร ด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต จีวรเหล่านั้นแก่เธอรูปเดียว จนถึงเวลาเดาะกฐิน.
สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่ง อยู่รูปเดียวตลอดฤดูกาล ประชาชนในถิ่นนั้นได้ถวาย จีวร เปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ จึงภิกษุรูปนั้นได้ดำริดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่าภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อย ชื่อว่าสงฆ์ แต่เราอยู่ผู้เดียว และคนเหล่านี้ ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ ถ้าไฉนเรา จะพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ ไปพระนครสาวัตถี ครั้นแล้วได้นำจีวรเหล่านั้น ไปพระนคร สาวัตถี แจ้งความนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สงฆ์ ผู้อยู่พร้อมหน้ากันแจก.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุอยู่ผู้เดียว ตลอดฤดูกาล ประชาชนในถิ่นนั้น ได้ถวายจีวร ด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ ภิกษุรูปนั้น อธิษฐานจีวรเหล่านั้นว่า จีวรเหล่านี้ของเรา ถ้าเมื่อภิกษุรูปนั้น ยังไม่ได้อธิษฐาน จีวรนั้น มีภิกษุรูปอื่นมา พึงให้ส่วนแบ่งเท่าๆ กัน ถ้าเมื่อภิกษุ ๒ รูปกำลังแบ่งจีวรนั้น แต่ยังมิได้จับสลาก มีภิกษุรูปอื่นมา พึงให้ส่วนแบ่งเท่าๆ กัน ถ้าเมื่อภิกษุ ๓ รูปกำลังแบ่งจีวรนั้น และจับสลากเสร็จแล้ว มีภิกษุรูปอื่นมา พวกเธอไม่ปรารถนา ก็ไม่ต้องให้ส่วนแบ่ง.
สมัยต่อมา มีพระเถระ ๒ พี่น้อง คือ ท่านพระอิสิทาส ๑ ท่านพระอิสิภัตตะ ๑ จำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้ไปอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายกล่าวกันว่า นานๆ พระเถระทั้งสองจะได้มา จึงได้ถวายภัตตาหารพร้อมทั้งจีวร
พวกภิกษุประจำถิ่น ถามพระเถระทั้งสองว่า ท่านเจ้าข้า จีวรของสงฆ์เหล่านี้ เกิดขึ้นเพราะอาศัย พระคุณเจ้าทั้งสอง พระคุณเจ้าทั้งหลาย จักยินดีรับส่วนแบ่งไหม?
พระเถระทั้งสอง ตอบอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมรู้ทั่วถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้ว โดยประการที่จีวรเหล่านั้น เป็นของพวกท่านเท่านั้น จนถึงเวลาเดาะกฐิน.
สมัยต่อมา ภิกษุ ๓ รูป จำพรรษา อยู่ในพระนครราชคฤห์ ประชาชนในเมืองนั้น ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ จึงภิกษุเหล่านั้น ได้ดำริดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อยชื่อว่าสงฆ์ แต่เรามี ๓ รูปด้วยกัน และคนเหล่านี้ถวายจีวร ด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ
สมัยนั้น พระเถระหลายรูป คือ ท่านพระนีลวาสี ท่านพระสาณวาสี ท่านพระ โคปกะ ท่านพระภคุ และท่านพระผลิกสันทานะ อยู่ ณ วัดกุกกุฏาราม เขตนครปาตลีบุตร จึงภิกษุเหล่านั้นเดินทางไป นครปาตลีบุตร แล้วเรียนถามพระเถระทั้งหลาย พระเถระทั้งหลาย กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเรารู้ทั่วถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้ว โดยประการ ที่จีวรเหล่านั้นเป็นของพวกท่านนั้น จนถึงเวลาเดาะกฐิน.
|