18/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อที่ [๑๔๘]-[๑๕๒]
มหาวรรค ภาค ๒
จีวรขันธกะ
1)
พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด
[๑๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด ใช้จีวรที่ย้อมน้ำฝาด มีสีเหมือนงาช้าง ประชาชนจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงใช้ จีวร ที่มิได้ตัด รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
2)
พระพุทธบัญชาให้แต่งจีวร
[๑๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน ไปทาง ทักขิณาคิรีชนบท พระองค์ทอดพระเนตร เห็นนาของชาวมคธซึ่ งเขาพูนดินขึ้น เป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาว ทั้งด้านยาว และด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่างๆ ด้วยคันนาสั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกันไป
ครั้นแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์เธอเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขา พูนดินขึ้น เป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาว และด้านกว้าง พูนคันนาคั่น ในระหว่างๆ ด้วยคันนาสั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับ คันนา ผ่านตัดกันไปหรือไม่?
อา. เห็นตามพระพุทธดำรัส พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. เธอสามารถแต่งจีวรของ ภิกษุทั้งหลายให้มีรูปอย่างนั้นได้หรือไม่?
อา. สามารถ พระพุทธเจ้าข้า.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ ทักขิณาคิรีชนบ ทตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จกลับมา พระนครราชคฤห์อีก ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ แต่งจีวรสำหรับภิกษุ หลายรูป ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาค
จงทรงทอดพระเนตรจีวร ที่ข้าพระพุทธเจ้าแต่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า.
3)
ตรัสสรรเสริญท่านพระอานนท์
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์ เป็นคนฉลาด อานนท์ได้ซาบซึ้ง ถึงเนื้อความ แห่งถ้อยคำที่เรากล่าวย่อได้ โดย กว้างขวาง อานนท์ทำผ้ากุสิก็ได้ ทำผ้าชื่ออัฑฒกุสิก็ได้ ทำผ้าชื่อ มณฑลก็ได้ ทำผ้าชื่ออัฑฒมณฑลก็ได้ ทำผ้าชื่อวิวัฏฏะก็ได้ ทำผ้าชื่อ อนุวิวัฏฏะ ก็ได้ ทำผ้าชื่อ คีเวยยกะก็ได้ ทำผ้าชื่อชังเฆยยกะก็ได้ และทำผ้าชื่อ พาหันตะ ก็ได้จีวรจัก เป็นผ้า ที่ตัดแล้ว เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควรแก่สมณะ และพวกศัตรูไม่ต้องการ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิตัด ผ้าอุตราสงค์ตัด ผ้าอันตรวาสกตัด.
4)
เสด็จพระพุทธดำเนินทางไกล
[๑๕๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน ไปทางพระนครเวสาลี พระองค์เสด็จ พระพุทธดำเนินทางไกล ระหว่างพระนครราชคฤห์ และระหว่าง พระนครเวสาลี ต่อกัน ได้ทอดพระเนตร เห็นภิกษุหลายรูป หอบผ้าพะรุงพะรัง บ้างก็ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูก ขึ้นบนศีรษะ บ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กระเดียดไว้ที่สะเอว เดินมาอยู่ ครั้นแล้ว ได้ทรงดำริ ว่า โมฆบุรุษเหล่านี้ เวียนมาเพื่อความมักมาก ในจีวรเร็วนัก เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎ ในเรื่อง ผ้าแก่ ภิกษุทั้งหลาย ครั้นพระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธ ดำเนินผ่านระยะทาง โดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคตมกเจดีย์ เขตพระนครเวสาลีนั้น.
ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงผ้าจีวรผืนเดียว ประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง ตอนกลางคืน ขณะน้ำค้างตก ในราตรีเหมันตฤดู กำลังหนาว ตั้งอยู่ระหว่างเดือน ๓ กับ เดือน ๔ ต่อกัน ความหนาว ไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาค เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ความหนาว จึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค จึงทรงห่มจีวรผืนที่สอง ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาค เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค จึงทรงห่มจีวรผืนที่สาม ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาค เมื่อปัจฉิมยาม ผ่านไปแล้ว ขณะรุ่งอรุณแห่งราตรี อันเป็นเบื้องต้นแห่งความสดชื่น ความหนาวได้มีแก่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคจึงทรงห่มจีวรผืนที่สี่ ความหนาวไม่ได้มี แก่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค ได้ทรงพระดำริว่ากุลบุตร ในธรรมวินัยนี้ ที่เป็นคนขี้หนาว กลัว ต่อความหนาว อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอเราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฏ ในเรื่องผ้า แก่ภิกษุทั้งหลาย เราพึงอนุญาตผ้าสามผืน.
5)
พระพุทธานุญาตไตรจีวร
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเดินทางไกลใน ระหว่าง พระนครราชคฤห์ และระหว่างพระนครเวสาลีต่อกัน ได้เห็นภิกษุหลายรูปใน ธรรมวินัย นี้ หอบผ้าพะรุงพะรังบ้าง ก็ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูก ขึ้นบนศีรษะ บ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กระเดียดไว้ที่สะเอว เดินมาอยู่ครั้นแล้วเราได้ดำริว่า โมฆบุรุษเหล่านี้ เวียนมา เพื่อความมักมาก ในจีวรเร็วนัก ไฉนหนอเรา จะพึงกั้นเขตตั้งกฏ ในเรื่องผ้าแก่ ภิกษุทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราครองผ้าผืนเดียว นั่งอยู่กลางแจ้ง ณ ตำบลนี้ตอนกลางคืน ขณะน้ำค้างตก ในราตรีเหมันตฤดู กำลังหนาว ตั้งอยู่ระหว่างเดือน ๓ กับระหว่างเดือน ๔ ต่อกันความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่สอง ความหนาว มิได้มีแก่เรา เมื่อมัชฌิมยาม ผ่านไปแล้ว ความหนาว ได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่สาม ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ขณะรุ่งอรุณแห่งราตรี อันเป็นเบื้องต้น แห่งความสดชื่น ความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่สี่ ความหนาวมิได้มีแก่เรา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้ดำริว่า กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ ที่เป็นคนขี้หนาว กลัว ต่อความหนาว ก็อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอ เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฏ ในเรื่องผ้าแก่ ภิกษุทั้งหลาย เราจะพึงอนุญาตไตรจีวร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าอุตราสงค์ ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว.
6)
พระพุทธบัญญัติอดิเรกจีวร
[๑๕๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาต ไตรจีวร จึงใช้จีวรสำรับหนึ่ง สำหรับเข้าบ้าน สำรับหนึ่ง สำหรับอยู่ในอาราม สำรับหนึ่ง สำหรับลงสรงน้ำ บรรดาภิกษุ ที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงได้ทรงอดิเรกจีวรเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถาใ นเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทรงอดิเรก จีวร รูปใดทรงพึงปรับอาบัติตามธรรม
สมัยต่อมา อดิเรกจีวร บังเกิดขึ้นแก่ท่านพระอานนท์ และท่านประสงค์จะถวาย จีวรนั้น แด่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตร อยู่ถึงเมืองสาเกต จึงท่านพระอานนท์ ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุไม่พึงทรงอดิเรกจีวร ก็อดิเรกจีวรน ี้บังเกิดแก่เรา และเราก็ใคร่จะถวายจีวรผืนนี้ แก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราจะพึงปฏิบัติ อย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาค ตรัสถามว่า อานนท์ ยังอีกนานเท่าไร สารีบุตรจึงจะกลับมา?
ท่านพระอานนท์ กราบทูลว่า ยังอีก ๙ วัน หรือ ๑๐ วัน พระพุทธเจ้าข้า.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทรง อดิเรก จีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง.
7)
พระพุทธานุญาตให้วิกัปอดิเรกจีวร
สมัยต่อมา อดิเรกจีวรบังเกิด แก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มี ความปริวิตกว่าพวกเรา จะพึงปฏิบัติในอดิเรกจีวร อย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วิกัปอดิเรกจีวร.
8)
พระพุทธานุญาตผ้าปะเป็นต้น
[๑๕๒] ครั้นพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครเวสาลี ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทาง พระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนิน ผ่านระยะทาง โดยลำดับ ถึงพระนครพาราณสี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสีนั้น
สมัยนั้น ผ้าอันตรวาสก ของภิกษุรูปหนึ่ง ขาดทะลุ และท่านได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตผ้า ๓ ผืน คือ ผ้าสังฆาฏิสองชั้น ผ้าอุตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียวก็ผ้าอันตรวาสก ของเรานี้ขาดทะลุ ไฉนหนอ เราพึงดามผ้าปะ โดยรอบจักเป็นสองชั้น ตรงกลางจักเป็นชั้นเดียว ดังนี้แล้ว ดามผ้าปะทันที พระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธดำเนินไปตามเสนาสนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น กำลังดามผ้าปะ ครั้นแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ภิกษุนั้น ได้ตรัสถามว่า เธอกำลังทำอะไร ภิกษุ?
ภิ. กำลังปะผ้า พระพุทธเจ้าข้า
ภ. ดีละ ดีละ ภิกษุ เป็นการชอบแท้ ภิกษุ ที่เธอดามผ้าปะ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าอุตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว สำหรับผ้าใหม่มีกับปะใหม่ ผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ผ้าอุตราสงค์๒ ชั้น อันตรวาสก ๒ ชั้น สำหรับผ้า ที่เก็บไว้ล่วงฤดู พึงทำอุตสาหะ ในผ้าบังสุกุลจนพอต้องการ หรือทำอุตสาหะในผ้า ที่ตกจากร้านตลาด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าปะ การชุน รังดุม ลูกดุม การทำให้มั่น.
|