13/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕
มหาวรรค ภาค ๒
1)
เรื่องวุฑฒบรรพชิต
[๘๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครกุสินารา ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน ทางอาตุมานคร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป สมัยนั้น มีภิกษุบวชภายแก่รูปหนึ่ง เคยเป็นช่างกัลบก อาศัยอยู่ในอาตุมานคร เธอมีบุตรชายสองคน เป็นเด็กพูดจาอ่อนหวาน มีไหวพริบดี ขยันแข็งแรง มีฝีมือยอดเยี่ยมในการช่างกัลบก ของตนดีเท่าอาจารย์ เธอได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จมาสู่อาตุมานคร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป
ครั้นแล้วได้แจ้งความประสงค์อันนั้น แก่บุตรทั้งสองนั้นว่า พ่อทั้งหลายข่าวว่า พระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จสู่อาตุมานคร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ ไปเถิด พ่อทั้งสอง จงถือเครื่องมือตัดผม และโกนผม กับทะนานและถุง เที่ยวไปตัด และโกนผม ตามบ้านเรือนทุกแห่ง แลกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของ ขบฉัน บ้าง พ่อจักทำยาคูที่ดื่มได้ถวายพระผู้มีพระภาคผู้เสด็จมาถึงแล้ว.
บุตรชายทั้งสอง รับคำสั่งของหลวงพ่อว่า จะปฏิบัติเช่นนั้น แล้วถือเครื่องมือ ตัดผมโกนผม กับทะนานและถุง เที่ยวไปตัดและโกนผม ตามบ้านเรือนทุกแห่ง แลกเกลือบ้าง น้ำมันบ้างข้าวสารบ้าง ของขบฉันบ้าง ชาวบ้านเห็นเด็กสองคนนั้น พูดจาอ่อนหวาน มีไหวพริบดี แม้ผู้ที่ไม่ประสงค์จะให้ตัด และโกนผม ก็ให้ตัดให้โกนผม ถึงให้ตัดให้โกนผมแล้ว ก็ให้ค่าแรงมาก เป็นอันว่าเด็กทั้งสองคนนั้น เก็บรวบรวม เกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบฉันบ้างได้เป็นอันมาก.
ครั้นพระผู้มีพระภาค เสด็จจาริกโดยลำดับ เสด็จถึงอาตุมานครแล้ว ทราบว่า พระองค์ ประทับอยู่ที่ภูสาคาร เขตอาตุมานครนั้น จึงพระขรัวตานั้น สั่งให้คนตกแต่ง ข้าวยาคู เป็นอันมาก โดยผ่านราตรีนั้นแล้ว น้อมถวายพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค จงโปรดรับข้าวยาคูของข้าพระพุทธเจ้า.
2)
พุทธประเพณี
พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ ย่อมไม่ตรัส ถาม ก็มีทรงทราบกาล แล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระตถาคต ทั้งหลาย ย่อมตรัสถาม สิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ สิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัดด้วยข้อปฏิบัติ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทั้งหลาย ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่าง ๑ จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลายอย่าง ๑.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสถามพระขรัวตานั้นว่า ดูกรภิกษุ ข้าวยาคูนี้ เธอได้มาจากไหน พระขรัวตาจึงกราบทูลเรื่องนั้น ให้ทรงทราบทุกประการ.
3)
ห้ามภิกษุผู้เคยเป็นช่างกัลบกเก็บรักษามีดโกน
พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สมไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอบวชแล้ว จึงได้ชักจูง ทายก ในสิ่งอันไม่ควรเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส ....ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตไม่พึงชักจูงทายกในสิ่งอันไม่ควร รูปใดชักจูง ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุผู้เคยเป็นช่างกัลบก ไม่พึงเก็บรักษาเครื่อง ตัดโกนผมไว้สำหรับตัว รูปใดเก็บรักษาไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
4)
พระพุทธานุญาตผลไม้
[๙๐] ครั้นพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ อาตุมานครตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพุทธดำเนิน ไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครสาวัตถี แล้ว ทราบว่าพระองค์ ประทับอยู่ที่พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น
เวลานั้นของขบฉัน คือผลไม้ในนครสาวัตถีมีดาดดื่นมาก จึงภิกษุทั้งหลาย ได้มีความสงสัยว่า ของขบฉันคือผลไม้ พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตไว้แล้ว หรือมิได้ ทรงอนุญาต แล้วได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผลไม้ทุกชนิด.
5)
พืชของสงฆ์และของบุคคล
[๙๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พืชของสงฆ์เขา เพาะปลูกในที่ของบุคคล พืชของ บุคคลเขาเพาะปลูก ในที่ของสงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่ พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชของสงฆ์ ที่เพาะปลูก ในที่ของบุคคล พึงให้ส่วนแบ่ง แล้วบริโภค พืชของบุคคลที่เพาะปลูก ในที่ของสงฆ์ พึงให้ส่วนแบ่งแล้วบริโภค.
|