เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

การผ่อนปรนพระวินัย เรื่องอาหารและการเก็บรักษาในช่วงภัยพิบัติ มีเรื่องงบน้ำอ้อย การหุงต้มยา 2591
 

7/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๔๘]- [๕๖]

เภสัชชขันธกะ (หมวดว่าด้วยยารักษาโรค)
การผ่อนปรนพระวินัย เรื่องอาหารและการเก็บรักษาเสบียง ในช่วงเกิดภัยพิบัติ

เรื่องงบน้ำอ้อย
พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองราชคฤห์ ระหว่างทางพระกังขาเรวตะ แวะเข้าโรงทำงบน้ำอ้อย แล้วเห็นเขาผสมแป้งและขี้เถ้าลงไป เพื่อให้เนื้อเกาะกันแน่น จึงเกิดความระแวง ว่าเป็นอาหาร ที่มีสิ่งเจือปน ทรงอนุญาตว่า สิ่งนั้นยังนับว่าเป็นงบน้ำอ้อยอยู่ ภิกษุสามารถฉันงบน้ำอ้อย ได้ตามสบาย (ถือเป็นเภสัชหรือน้ำปานะที่ฉันในเวลาวิกาลได้)

เรื่องการหุงต้มยา
พระอานนท์ทำน้ำยาคู ปรุงด้วยของ ๓ อย่าง งา ข้าวสาร ถั่วเขียว จึงไปขอวัตถุดิบมาเก็บไว้ แล้วลงมือต้มด้วยตนเองเพื่อนำไปถวายพระพุทธเจ้า
ทรงตำหนิพระอานนท์ว่ากระทำเกินเลย แต่อภัยให้ เพราะทำด้วยความเลื่อมใส
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุทำการ ๓ อย่างนี้ในสถานการณ์ปกติ คือ
  1. อันโตวุฏฐะ ห้ามเก็บอาหารค้างคืนไว้ภายในที่อยู่
  2. อันโตปักกะ ห้ามหุงต้มอาหารภายในที่อยู่
  3. สามปักกะ ห้ามภิกษุลงมือหุงต้มอาหารด้วยตนเอง

การผ่อนปรนพระวินัยช่วงเกิดทุพภิกขภัย
เมืองราชคฤห์เกิดข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านนำข้าวสาร เกลือ น้ำมัน และของเคี้ยว มาถวาย ที่อาราม แต่พระวินัยห้ามเก็บไว้ข้างใน จึงต้องเก็บไว้ข้างนอก ทำให้นกหนูกินบ้าง โจรลักไปบ้าง และเมื่อไม่มีคนวัด ช่วยหุงหาให้ พระก็อดอยาก
-พระพุทธานุญาตพิเศษ (เฉพาะช่วงภัยพิบัติ)
-ภิกษุสามารถเก็บเสบียงไว้ภายในที่อยู่ได้
-หุงต้มอาหารภายในที่อยู่ได้
-ลงมือหุงต้มอาหารได้ด้วยตนเอง
-ฉันอาหารที่เก็บไว้ข้างใน
-ฉันผลไม้ที่ยังไม่ได้ทำกัปปะ (ทำให้ถูกพระวินัย
)

งาและน้ำผึ้งใหม่
พราหมณ์คนหนึ่งได้งาใหม่และน้ำผึ้งใหม่มา จึงนำมาถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ต่อมา สถานการณ์คลี่คลายลง จึงทรงยกเลิกการผ่อนปรน และทรงกลับมาห้ามเรื่องการเก็บอาหาร ในที่อยู่ การหุงต้มเอง โดยให้ "ไวยาวัจกร" เป็นผู้ดูแลจัดการในวัด

เรื่องผลไม้
ทรงอนุญาตเพื่อความสะดวกแก่ภิกษุว่า "ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด (ใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้) หรือผลไม้ที่ปล้อน (แกะ) เมล็ดออกแล้ว แม้จะยังไม่ได้ทำกัปปะ ก็อนุญาตให้ภิกษุฉันได้"
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การผ่อนปรนพระวินัย (หมวดว่าด้วยยารักษาโรค)
1) พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย
2) พระพุทธานุญาตถั่วเขียว
3) พระพุทธานุญาต ยาดองโลณโสจิรกะ
4) ประชวรโรคลมเกิดในพระอุทร
5) พุทธประเพณี
6) ทรงตำหนิท่านพระอานนท์
7) พระพุทธบัญญัติ ห้ามอามิสที่เป็นอันโตวุตถะ(อาหารค้างคืน)เป็นต้น
8) พระพุทธานุญาตให้อุ่นโภชนาหาร
9) พระพุทธานุญาตอามิส ที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น
10) ผลไม้กลางทาง
11) พระพุทธานุญาตให้รับประเคนของ ที่เป็นอุคคหิต
12) พราหมณ์ถวายงาและน้ำผึ้งใหม่
13) พระพุทธานุญาตให้ฉันโภชนะไม่เป็นเดน
14) ตระกูลอุปัฏฐากของพระอุปนันทศากยบุตร
15) พระสารีบุตรเถระอาพาธ
16) พระพุทธานุญาต ผลไม้ที่ใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 


7/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๔๘]- [๕๖]

มหาวรรค ภาค ๒
เภสัชชขันธกะ (หมวดว่าด้วยยารักษาโรค)

1)
พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย

            [๔๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพุทธดำเนินไปทาง พระนครราชคฤห์ ท่านพระกังขาเรวตะ ได้แวะเข้าโรงทำงบน้ำอ้อย ในระหว่างทาง เห็นเขาผสมแป้งบ้าง เถ้าบ้าง ลงในงบน้ำอ้อย จึงรังเกียจว่า งบน้ำอ้อยเจืออามิส เป็นอกัปปิยะ ไม่ควรจะฉันในเวลา วิกาล ดังนี้ จึงพร้อมด้วยบริษัทไม่ฉันงบน้ำอ้อย แม้พวกภิกษุ ที่เชื่อฟังคำท่าน ก็พลอย ไม่ฉันงบน้ำอ้อยไปด้วย ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนทั้งหลาย ผสมแป้งบ้าง เถ้าบ้าง ลงในงบน้ำอ้อย เพื่อประสงค์อะไร?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เพื่อประสงค์ให้เกาะกันแน่น พระพุทธเจ้าข้า.

            พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคน ทั้งหลาย ผสมแป้งบ้าง เถ้าบ้าง ลงในงบน้ำอ้อย เพื่อประสงค์ให้เกาะกันแน่น งบน้ำอ้อยนั้น ก็ยังถึงความนับว่า งบน้ำอ้อยนั่นแหละ

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันงบน้ำอ้อยตามสบาย.

2)
พระพุทธานุญาตถั่วเขียว

            ท่านพระกังขาเรวตะ ได้เห็นถั่วเขียวงอกขึ้น ในกองอุจจาระ ณ ระหว่างทาง แล้วรังเกียจว่า ถั่วเขียวเป็น อกัปปิยะ แม้ต้มแล้วก็ยังงอกได้ จึงพร้อมด้วยบริษัท ไม่ฉันถั่วเขียว แม้พวกภิกษุที่เชื่อฟังคำของท่าน ก็พลอยไม่ฉันถั่วเขียวไปด้วย ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

             พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถั่วเขียวแม้ที่ต้มแล้ว ก็ยังงอกได้ เราอนุญาตให้ฉันถั่วเขียวได้ตามสบาย.

3)
พระพุทธานุญาต ยาดองโลณโสจิรกะ

            สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เป็นโรคลม เกิดในอุทร ท่านได้ดื่มยาดองโลณ โสจิรกะ โรคลมเกิดในอุทร ของท่านหายขาด ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

             พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ภิกษุอาพาธ ฉันยาดองโลณโสจิรกะได้ตามสบาย แต่ภิกษุไม่อาพาธ ต้องเจือน้ำฉันอย่างน้ำปานะ.

4)
ประชวรโรคลมเกิดในพระอุทร

            [๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธดำเนินโดยลำดับ เสด็จถึงพระนคร ราชคฤห์ทราบว่า พระองค์ประทับ อยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทาน เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์นั้น คราวนั้น พระองค์ประชวรโรคลม เกิดในพระอุทร จึงท่านพระอานนท์ดำริว่า แม้เมื่อก่อนพระผู้มีพระภาค ประชวรโรคลม เกิดในพระอุทร ก็ทรงพระสำราญ ได้ด้วยยาคูปรุงด้วยของ ๓ อย่าง จึงของาบ้าง ข้าวสารบ้าง ถั่วเขียวบ้าง ด้วยตนเอง เก็บไว้ในภายใน ที่อยู่ต้มด้วยตนเอง ในภายใน ที่อยู่ แล้วน้อมเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาค โปรดดื่มยาคู ปรุงด้วยของ ๓ อย่าง พระพุทธเจ้าข้า.

5)
พุทธประเพณี

            พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ ย่อมไม่ ตรัสถาม ก็มีทรงทราบ กาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระตถาคต ทั้งหลาย ย่อมตรัสถามสิ่ง ที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัด ด้วยข้อปฏิบัติ

            พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมสอบถามภิกษุทั้งหลาย ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบท แก่พระสาวก ทั้งหลาย อย่างหนึ่ง

            ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ยาคูนี้ได้มา แต่ไหน?

            ท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องนั้น ให้ทรงทราบทันที.

6)
ทรงตำหนิท่านพระอานนท์

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรอานนท์ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูกรอานนท์ ไฉนเธอจึงได้ พอใจในความมักมากเช่นนี้เล่า

             ดูกรอานนท์ อามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ เป็นอกัปปิยะ แม้ที่หุงต้มในภายใน ที่อยู่ ก็เป็นอกัปปิยะ แม้ที่หุงต้มเอง ก็เป็นอกัปปิยะ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลาย ดังต่อไปนี้:-


7)
พระพุทธบัญญัติ ห้ามอามิสที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอามิส ที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มใน ภายในที่อยู่ และที่หุงต้มเอง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ หุงต้มในภายในที่อยู่ และหุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว.

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ หุงต้มในภายในที่อยู่ แต่ผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิส ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ แต่หุงต้มในภายนอก และหุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก แต่หุงต้มในภายใน และหุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายในที่อยู่ แต่หุงต้มในภายนอก และผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏตัวเดียว

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายใน แต่ผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏตัวเดียว

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายนอก แต่หุงต้มเอง ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้น ต้องอาบัติทุกกฏตัวเดียว

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อามิส ถ้าเก็บไว้ในภายนอก หุงต้มในภายนอก และผู้อื่นหุงต้ม ถ้าภิกษุฉันอามิสนั้นแล ไม่ต้องอาบัติ.

8)
พระพุทธานุญาตให้อุ่นโภชนาหาร

            [๕๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายคิดว่า พระผู้มีพระภาค ทรงห้ามภัตตาหาร ที่หุงต้มเอง จึงรังเกียจในโภชนาหาร ที่ต้องอุ่น แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้อุ่นภัตตาหารที่ต้องอุ่น.

9)
พระพุทธานุญาตอามิส ที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น

            [๕๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครราชคฤห์ บังเกิดทุพภิกขภัย คนทั้งหลาย นำเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของควรเคี้ยวบ้าง มายังอาราม ภิกษุทั้งหลาย ให้เก็บของเหล่านั้นไว้ข้างนอก สัตว์ต่างๆ กินเสียบ้าง พวกโจรลักเอาไปบ้าง ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
            พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า
            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เก็บไว้ ณ ภายในได้

            กัปปิยการกทั้งหลาย เก็บอามิสไว้ข้างในแล้ว หุงต้มข้างนอก พวกคนกินเดน พากันห้อมล้อม ภิกษุทั้งหลายไม่พอใจฉัน แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
             พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้หุงต้มในภายใน.

            ในคราวเกิดทุพภิกขภัย พวกกัปปิยการก นำสิ่งของไปเสียมากมาย ถวายภิกษุ เพียงเล็กน้อย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
             พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุงต้มเอง

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอามิส ที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายใน ที่อยู่ และที่หุงต้มเอง.

10)
ผลไม้กลางทาง

            [๕๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปด้วยกัน จำพรรษาในกาสีชนบทแล้ว เดินทางไปสู่พระนครราชคฤห์ เมื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ในระหว่างทางไม่ได้โภชนาหาร ที่เศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์ พอแก่ความต้องการเลย ถึงของขบเคี้ยวคือ ผลไม้ มีมาก แต่ก็หากัปปิยการก ไม่ได้ต่างพากันลำบาก ครั้นเดินทางไป พระนครราชคฤห์ ถึงพระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทาน เหยื่อแก่กระแต แล้วเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่งพุทธประเพณี

            ก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหลาย ทรงปราศรัยกับ พระอาคันตุกะ ทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี

            ครั้งนั้น ผู้มีพระภาคได้ตรัสถาม ภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ร่างกาย ของพวกเธอ ยังพอทนได้หรือ ยังพอให้เป็นไปได้หรือ เดินทางมา มีความลำบากน้อย หรือ และพวกเธอมาจากไหนเล่า?

            ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า ยังพอทนได้ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าจำพรรษาในกาสีชนบท แล้วเดินทางมาพระนคร ราชคฤห์ เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ พระเวฬุวันนี้ ในระหว่างทาง ไม่ได้โภชนาหาร ที่เศร้าหมอง หรือประณีต บริบูรณ์พอแก่ความต้องการเลย ถึงของขบเคี้ยว คือผลไม้ มีมาก แต่ก็หากัปปิยการกไม่ได้ เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระพุทธเจ้าจึงเดินทางมา มีความลำบาก.

11)
พระพุทธานุญาตให้รับประเคนของ ที่เป็นอุคคหิต

            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ภิกษุเห็นของขบเคี้ยวคือ ผลไม้ในที่ใด ถึงกัปปิยการกไม่มี ก็ให้หยิบนำไปเอง พบกัปปิยการกแล้ว วางไว้บนพื้นดิน ให้กัปปิยการก ประเคนแล้วฉัน.

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับประเคน สิ่งของที่ภิกษุถูกต้องแล้วได้.

12)
พราหมณ์ถวายงาและน้ำผึ้งใหม่

            [๕๓] ก็โดยสมัยนั้นแล งาใหม่และน้ำผึ้งใหม่ บังเกิดแก่พราหมณ์ผู้หนึ่ง จึงพราหมณ์นั้นได้คิดตกลงว่า ผิฉะนั้น เราพึงถวายงาใหม่ และน้ำผึ้งใหม่แก่ภิกษุสงฆ์ มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ครั้นแล้วได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้ว ได้ทูลปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัย พอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พราหมณ์ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอท่านพระโคดม พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรง พระกรุณาโปรดรับภัตตาหาร ของข้าพระพุทธเจ้า ในวันพรุ่งนี้ เพื่อเจริญบุญกุศล และปีติปราโมทย์ แก่ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยเถิด.

            พระผู้มีพระภาค ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ครั้นพราหมณ์นั้น ทราบการรับ นิมนต์ของพระผู้มีพระภาค แล้วกลับไป แล้วสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉัน อันประณีต โดยผ่านราตรีนั้นแล้วให้คนไปกราบทูล ภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว ท่านพระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว.

            ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนิน ไปสู่นิเวศน์ของพราหมณ์นั้น ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่ง เหนือ พระพุทธอาสน์ ที่เขาจัดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงพราหมณ์นั้นอังคาส ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหาร อันประณีต ด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จแล้ว ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ห้ามภัตรแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงพราหมณ์นั้นผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วลุกจากที่ประทับ เสด็จกลับ

            ครั้นพระผู้มีพระภาค เสด็จกลับแล้ว ไม่ทันนาน พราหมณ์นั้น ระลึกขึ้นได้ว่า เราคิดว่าจักถวายงาใหม่ และน้ำผึ้งใหม่ จึงได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข เพื่อถวายไทยธรรมเหล่าใด ไทยธรรมเหล่านั้นเราลืมถวาย ผิฉะนั้น เราพึงให้เขา จัดงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่ บรรจุขวดและหม้อนำไปสู่อาราม ดังนี้ แล้วให้เขาจัดงาใหม่ และน้ำผึ้งใหม่บรรจุขวดและหม้อนำไปสู่อาราม เข้าไปในพุทธสำนัก

            ครั้นถึงแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่ พระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า จักถวายงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่ จึงได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อถวายไทยธรรมเหล่าใด ไทยธรรม เหล่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าลืมถวาย ขอท่านพระโคดม โปรดรับงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่ ของข้าพระพุทธเจ้าเถิด.

            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย.

            ก็คราวนั้นอัตคัดอาหาร ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเล็กน้อย แล้วห้ามเสียบ้าง พิจารณาแล้วห้ามเสียบ้าง เป็นอันว่าพระสงฆ์ ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตรทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจไม่รับประเคน.

13)
พระพุทธานุญาตให้ฉันโภชนะไม่เป็นเดน

            พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตให้ภิกษุฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ฉันโภชนะอันไม่เป็นเดน ซึ่งนำมาจากสถานที่ฉัน.

14)
ตระกูลอุปัฏฐากของพระอุปนันทศากยบุตร

            [๕๔] ก็สมัยนั้นแล ตระกูลอุปัฏฐาก ของท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้ส่งของ เคี้ยวไปเพื่อถวายพระสงฆ์ สั่งว่า ต้องมอบให้พระคุณเจ้า อุปนนท์ถวายสงฆ์ แต่เวลานั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตร กำลังเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ครั้นชาวบ้านพวกนั้น ไปถึงอารามแล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า พระคุณเจ้าอุปนนท์ ไปไหน เจ้าข้า?

            ภิกษุทั้งหลายตอบว่า ท่านพระอุปนันทศากยบุตรนั้น เข้าไปบิณฑบาต ในบ้านแล้ว.

            ชาวบ้านสั่งว่า ท่านเจ้าข้า ของเคี้ยวนี้ต้องมอบให้พระคุณเจ้าอุปนนท์ ถวาย ภิกษุสงฆ์.

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกเธอจงรับประเคนเก็บไว้จนกว่าอุปนนท์จะมา.

            ครั้นท่าน พระอุปนันทศากยบุตร เข้าไปเยี่ยมตระกูลทั้งหลาย ก่อนเวลาฉัน แล้วมาถึงต่อกลางวัน ก็คราวนั้นเป็นสมัยทุพภิกขภัย ภิกษุทั้งหลายรับสิ่งของเล็กน้อย แล้วห้ามเสียบ้าง พิจารณาแล้วห้ามเสียบ้าง เป็นอันว่าภิกษุสงฆ์ ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตร ทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจไม่รับประเคน.

            พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉันเสร็จ ห้ามภัตรแล้ว ฉันโภชนะอันไม่เป็น เดน ซึ่งรับประเคนไว้ในปุเรภัตรได้.

15)
พระสารีบุตรเถระอาพาธ

            [๕๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน มุ่งไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริก โดยลำดับ ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ทราบว่าพระองค์ ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น วันต่อมา ท่านพระสารีบุตร อาพาธเป็นไข้ตัวร้อน ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเยี่ยมท่านพระสารีบุตร ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า อาวุโส สารีบุตร เมื่อก่อนท่านอาพาธเป็นไข้ตัวร้อน รักษาหายด้วยเภสัชอะไร?

            ท่านพระสารีบุตรตอบว่า รักษาหายด้วยรากบัวและเหง้าบัว.

            จึงท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้หายตัวไปในพระวิหารเชตวันทันที มาปรากฏ อยู่ ณ ริมฝั่งสระโบกขรณีมันทากินี เปรียบเหมือนบุรุษ มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขน ที่เหยียด ฉะนั้น

            ช้างเชือกหนึ่ง ได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะ กำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้ว ได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า นิมนต์พระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะมา พระคุณเจ้ามหาโมคคัลลานะมาดีแล้ว พระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งไร ข้าพเจ้าจะถวาย สิ่งไร เจ้าข้า?

            ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า ฉันประสงค์เหง้าบัวและรากบัว จ้ะ.

            ช้างเชือกนั้น สั่งช้างอีกเชือกหนึ่งทันทีว่า พนาย ผิฉะนั้น เจ้าจงถวายเหง้าบัว และรากบัวแก่พระคุณเจ้า จนพอแก่ความต้องการ.

            จึงช้างเชือกที่ถูกใช้นั้น ลงสู่สระโบกขรณีมันทากินี ใช้งวงถอนเหง้าบัว และ รากบัวล้างน้ำให้สะอาด ม้วนเป็นห่อ เข้าไปหาท่าน พระมหาโมคคัลลานะ ทันใดนั้น ท่าน พระมหาโมคคัลลานะ ได้หายตัวไปที่ ริมฝั่งสระโบกขรณี มันทากินี มาปรากฏตัวที่ พระวิหารเชตวัน เปรียบเหมือน บุรุษผู้มีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น แม้ช้างเชือกนั้นก็ได้หายไป ตรงริมฝั่งสระโบกขรณี มันทากินี มาปรากฏตัวที่พระวิหาร เชตวัน ได้ประเคนเหง้าบัวและรากบัวแก่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วหายตัวไปที่ พระวิหารเชตวันมาปรากฏตัว ที่ริมฝั่งสระโบกขรณี มันทากินีลำดับนั้น ท่านพระมหา โมคคัลลานะ น้อมเหง้าบัวและรากบัว เข้าไปถวายท่านพระสารีบุตร เมื่อท่าน พระสารีบุตร ฉันเหง้าบัวและรากบัวแล้ว โรคไข้ตัวร้อนก็หายทันที เหง้าบัวและรากบัว ยังเหลืออยู่มากมาย

            ก็แลสมัยนั้น อัตคัดอาหาร ภิกษุทั้งหลาย รับสิ่งของเล็กน้อย แล้วห้ามเสียบ้าง พิจารณาแล้วห้ามเสียบ้าง เป็นอันว่าภิกษุสงฆ์ ล้วนเป็นผู้ห้ามภัตทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจไม่รับประเคน.

            พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ฉันโภชนะ อันไม่เป็นเดน ซึ่งเกิด ในป่าเกิดในสระบัว.

16)
พระพุทธานุญาต ผลไม้ที่ใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้

            [๕๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีของฉัน คือ ผลไม้เกิดขึ้นมาก แต่กัปปิยการกไม่มี ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจไม่ฉันผลไม้ จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

             พระผู้มีพระภาคตรัส อนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันผลไม้ ที่ใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้ หรือที่ปล้อนเมล็ดออกแล้ว ยังมิได้ทำ กัปปะก็ฉันได้.






 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์