เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

  2580
 

8/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๕๘] - [๖๐]

พระบัญญัติห้ามฉันเนื้อสัตว์ 10 ชนิด

อุบาสิกาสุปปิยาเฉือนเนื้อขาตนเองถวายพระ
อุบาสิกาสุปปิยา (ผู้มีศรัทธาแรงกล้า) ได้พบพระภิกษุรูปหนึ่งที่กำลังอาพาธ และต้องการ น้ำต้มเนื้อ เพื่อรักษาโรค วันรุ่งขึ้นเธอให้คนรับใช้ไปซื้อเนื้อสัตว์ในตลาดเมืองพาราณสี แต่ในตลาด ไม่มีเนื้อสัตว์ขาย เนื่องจากวันนั้นห้ามฆ่าสัตว์ ด้วยความกลัวว่าอาการอาพาธจะทรุดลง
เธอจึงตัดสินใจใช้มีดเฉือนเนื้อขาตนเอง แล้วให้คนรับใช้นำไปปรุงเป็นน้ำต้มเนื้อ เพื่อถวาย แด่ภิกษุรูปนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาเยือนบ้านของเธอ และทราบเรื่องการสละเนื้อขา พระองค์ ทรงใช้ พุทธานุภาพให้บาดแผลที่ขาของอุบาสิกาสุปปิยากลับมาสมานตัวสนิทเป็นปกติทันที

ทรงตำหนิภิกษุรูปนั้น อย่างรุนแรงว่า การกระทำนี้ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ เพราะอุบาสิกา สุปปิยา มีศรัทธาจนถึงขั้นยอมสละ แม้กระทั่งเนื้อของตนเอง พร้อมตรัสว่า "พวกคนผู้ไม่มีศรัทธา.. ถ้ารู้เข้าจะเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา

เรื่อง เฉือนขาตนเอง เพื่อทำน้ำต้มเนื้อถวายภิกษุอาพาธ ดูจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
ผิดมนุษย์มนา พิจารณาแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาจากอรรถกถาจารย์ยุคใดยุคหนึ่ง
ในพระวินัยปิฎกก็ยังมีเรื่องทำนองนี้อีกมาก ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
และไม่สอดรับกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

บัญญัติห้ามฉันเนื้อสัตว์ 10 ชนิด
1.เนื้อมนุษย์ 2.เนื้อช้าง 3.เนื้อม้า 4.เนื้อสุนัข 5.เนื้องู
6. เนื้อสิงโต 7.เนื้อเสือโคร่ง 8.เนื้อเสือดาว 9.เนื้อเสือเหลือง 10.เนื้อหมี

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

8/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๕๘] - [๖๐]
มหาวรรค ภาค ๒

1)
(เนื้อสัตว์ต้องห้าม)

อุบาสิกาสุปปิยาถวายเนื้อขา

            [๕๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน ไปทางพระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนิน ผ่านระยะทางโดยลำดับ ถึงพระนครพาราณสีแล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสีนั้น

             สมัยนั้น อุบาสกสุปปิยะ และอุบาสิกาสุปปิยา ๒ คน เป็นผู้เลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก บำรุงพระสงฆ์อยู่ ในพระนครพาราณสี วันหนึ่ง อุบาสิกาสุปปิยา ไปสู่อาราม เที่ยวเยี่ยมวิหาร และบริเวณทั่วทุกแห่ง แล้วเรียนถามภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุรูปไรอาพาธ ภิกษุรูปไรโปรดให้ดิฉัน นำอะไรมาถวาย เจ้าข้า.

            ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งดื่มยาถ่าย และได้บอกอุบาสิกาสุปปิยาว่า ดูกรน้องหญิง อาตมาดื่มยาถ่าย อาตมาต้องการน้ำเนื้อต้ม

            อุบาสิกาสุปปิยารับคำว่า ดิฉันจักนำมาถวายเป็นพิเศษ เจ้าข้า แล้วไปเรือน สั่งชายคนรับใช้ว่า เจ้าจงไปหาซื้อเนื้อสัตว์ที่เขาขายมา

            ชายคนรับใช้ รับคำอุบาสิกาสุปปิยาว่า ขอรับกระผม แล้วเที่ยวหาซื้อ ทั่ว พระนคร พาราณสี ก็มิได้พบเนื้อสัตว์ที่เขาขาย จึงได้กลับไปหาอุบาสิกาสุปปิยา แล้วเรียนว่า เนื้อสัตว์ที่เขาขายไม่มีขอรับ เพราะวันนี้ห้ามฆ่าสัตว์

            จึงอุบาสิกาสุปปิยา ได้มีความปริวิตกว่า ภิกษุอาพาธรูปนั้นแล เมื่อไม่ได้ฉันน้ำ เนื้อต้มอาพาธ จักมากขึ้น หรือจักถึงมรณภาพ การที่เรารับคำแล้ว ไม่จัดหาไปถวายนั้น เป็นการไม่สมควรแก่เราเลย ดังนี้ แล้วได้หยิบมีดหั่นเนื้อ มาเชือดเนื้อขาส่งให้หญิง คนรับใช้สั่งว่า แม่สาวใช้ผิฉะนั้น แม่จงต้มเนื้อนี้ แล้วนำไปถวายภิกษุ รูปที่อาพาธอยู่ใน วิหารหลังโน้น อนึ่ง ผู้ใดถามถึงฉันจงบอกว่าป่วย แล้วเอาผ้าห่มพันขา เข้าห้องนอน บนเตียง.

            ครั้งนั้น อุบาสกสุปปิยะ ไปเรือนแล้วถามหญิง คนรับใช้ว่า แม่สุปปิยาไปไหน?
หญิงคนรับใช้ตอบว่า คุณนายนอนในห้อง เจ้าข้า.
            จึงอุบาสกสุปปิยะ เข้าไปหาอุบาสิกาสุปปิยา ถึงในห้องนอน แล้วได้ถามว่า             เธอนอนทำไมอุบาสิกา.
            ดิฉันไม่สบายค่ะ อุบาสก.
            เธอป่วยเป็นอะไร.
            ทีนั้น อุบาสิกาสุปปิยา จึงเล่าเรื่องนั้นให้อุบาสกสุปปิยะทราบ

            ขณะนั้น อุบาสกสุปปิย ะร่าเริงดีใจว่า อัศจรรย์นักชาวเรา ไม่เคยมีเลยชาวเรา แม่สุปปิยานี้มีศรัทธาเลื่อมใส ถึงแก่สละเนื้อของตนเอง สิ่งไรอื่น ทำไมนางจักให้ ไม่ได้เล่า แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค. ถวายบังคมนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกสุปปิยะ นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระสงฆ์ จงทรงกรุณาโปรดรับภัตตาหารของ ข้าพระพุทธเจ้า ในวันพรุ่งนี้เพื่อเจริญมหากุศล และปิติปราโมทย์ แก่ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยเถิด

            พระผู้มีพระภาค ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ครั้นอุบาสกสุปปิยะ ทราบการ รับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาค แล้วลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำ ประทักษิณ แล้วกลับไป และสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยว ของฉัน อันประณีต โดยผ่านร าตรีนั้น แล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.

            ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสก แล้วถือบาตร จีวรเสด็จไปสู่นิเวศน์ ของอุบาสกสุปปิยะ ครั้นถึงแล้วประทับนั่ง เหนือพุทธอาสน์ ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยพระสงฆ์ จึงอุบาสกสุปปิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

            พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามอุบาสกสุปปิยะ ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า อุบาสิกาสุปปิยาไปไหน?
            อุ. นางป่วย พระพุทธเจ้าข้า
            พ. ถ้าเช่นนั้น เชิญอุบาสิกาสุปปิยามา
            อุ. นางไม่สามารถ พระพุทธเจ้าข้า
            พ. ถ้าเช่นนั้น พวกเธอช่วยกันพยุงพามา

            ขณะนั้น อุบาสกสุปปิยะได้พยุงอุบาสิกาสุปปิยา มาเฝ้า พร้อมกันนาง ได้เห็นพระผู้มีพระภาค แผลใหญ่เพียงนั้น ได้งอกเต็ม มีผิวพรรณเรียบสนิท เกิดโลมชาติ ทันที จึงอุบาสกสุปปิยะ และอุบาสิกาสุปปิยา พากันร่าเริงยินดีว่า อัศจรรย์นักชาวเรา ไม่เคยมีเลยชาวเรา พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีพระอานุภาพมาก เพราะพอเห็น พระองค์เท่านั้น แผลใหญ่โตยังงอก ขึ้นเต็มทันที มีผิวพรรณเรียบสนิท เกิดโลมชาติ แล้วอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหาร อันประณีต ด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาค ผู้เสวยเสด็จแล้ว ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ให้ห้ามภัตรแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

            พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจง ให้อุบาสกสุปปิยะ และอุบาสิกาสุปปิยา เห็นแจ้ง สมาทานอาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจาก ที่ประทับเสด็จกลับ.

2)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

            [๕๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้า มูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปไหน ขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา.

            เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสเช่นนี้แล้ว ภิกษุรูปนั้นได้ทูลรับต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระพุทธเจ้า ได้ขอเนื้อต่อ อุบาสิกาสุปปิยา พระพุทธเจ้าข้า
            พ. เขานำมาถวายแล้วหรือ ภิกษุ
            ภิ. เขานำมาถวายแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
            พ. เธอฉันแล้วหรือ ภิกษุ
            ภิ. ฉันแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
            พ. เธอพิจารณาหรือเปล่า ภิกษุ
            ภิ. มิได้พิจารณา พระพุทธเจ้าข้า

3)
ทรงติเตียน

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงไม่ได้พิจารณา แล้วฉันเนื้อเล่า เธอฉันเนื้อมนุษย์แล้ว การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า

4)
พระพุทธบัญญัติ ห้ามฉันเนื้อมนุษย์

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาคน ที่มีศรัทธาเลื่อมใสมีอยู่ เขาสละเนื้อของเขาถวาย ก็ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย อนึ่ง ภิกษุยังมิได้พิจารณา ไม่พึงฉันเนื้อ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

5)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อช้าง

            [๖๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ช้างหลวงล้มลงหลายเชือก สมัยอัตคัดอาหาร ประชาชน พากันบริโภคเนื้อช้าง และถวายแก่พวกภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลาย ฉันเนื้อช้างประชาชน จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร จึงได้ฉันเนื้อช้างเล่า เพราะช้างเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบ คงไม่ทรงเลื่อมใส ต่อพระสมณะเหล่านั้นเป็นแน่ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อช้าง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

6)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อม้า

            สมัยต่อมา ม้าหลวงตายมาก สมัยอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อม้า และถวายแก่ภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อม้า ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนพระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้ฉันเนื้อม้าเล่า เพราะม้า เป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ คงไม่เลื่อมใสต่อพระสมณะเหล่านั้น เป็นแน่ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติ ห้าม แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อม้า รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

7)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อสุนัข

            สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อสุนัข และถวายแก่ พวกภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลาย ฉันเนื้อสุนัข ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้ฉันเนื้อสุนัขเล่า เพราะสุนัขเป็น สัตว์น่าเกลียด น่าชังภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อสุนัข รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

8)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้องู

            สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้องู และถวายแก่ พวก ภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายฉันเนื้องู ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้ฉันเนื้องูเล่า เพราะงูเป็นสัตว์ น่าเกลียดน่าชัง แม้พระยานาค ชื่อสุปัสสะ ก็เข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคม พระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า บรรดาที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสมีอยู่ มันคงเบียดเบียนพวกภิกษุ จำนวนน้อยบ้าง ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโ ปรดกรุณาอย่าฉันเนื้องู

            ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้พระยานาคสุปัสสะ เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นพระยานาคสุปัสสะอันพระผู้มีพระภาคทรงให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ กลับไป

            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้องู รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฏ.

9)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อราชสีห์

            สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าราชสีห์ แล้วบริโภคเนื้อราชสีห์ และถวายแก่พวก ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อราชสีห์ แล้วอยู่ในป่า ฝูงราชสีห์ ฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อราชสีห์ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อราชสีห์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

10)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือโคร่ง

            สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือโคร่ง แล้วบริโภคเนื้อเสือโคร่ง และถวายแก่พวก ภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือโคร่ง แล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือโคร่ง ฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือโคร่ง ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือโคร่ง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

11)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือเหลือง

            สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือเหลือง แล้วบริโภคเนื้อเสือเหลือง และถวายแก่ พวกภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือเหลือง แล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือเหลือง ฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือเหลือง ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือเหลือง รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฏ.

12)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อหมี

            สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าหมี แล้วบริโภคเนื้อหมี และถวายแก่พวกภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาตพ วกภิกษุฉันเนื้อหมีแล้วอยู่ในป่า เหล่าหมีฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อหมี ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ ห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึง ฉันเนื้อหมี รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

13)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือดาว

            สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือดาว แล้วบริโภคเนื้อเสือดาว และถวายแก่พวก ภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุ ฉันเนื้อเสือดาว แล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือดาวฆ่าพวก ภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือดาว ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติ ห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือดาว รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.






 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์