6/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อที่ [๖๔]
มหาวรรค ภาค ๒
เรื่องมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใส
[๖๔] ประชาชนทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตยาคู และขนมปรุงด้วย น้ำหวาน แก่ภิกษุทั้งหลาย จึงตกแต่งยาคูที่แข้น และขนมปรุงด้วยน้ำหวาน ถวายแต่เช้า ภิกษุทั้งหลายที่ได้รับอังคาส ด้วยยาคูที่แข้น และขนมปรุงด้วย น้ำหวานแต่เช้า ฉัน ภัตตาหาร ในโรงอาหาร ไม่ได้ตามที่คาดหมาย
คราวนั้น มหาอำมาตย์คนหนึ่ง ผู้เริ่มเลื่อมใส ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขเพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น และได้มีความคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงตกแต่ง สำหรับมังสะ ๑,๒๕๐ ที่เพื่อภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป น้อมเข้าไปถวายภิกษุรูปละ ๑ สำรับ แล้วสั่งให้ตกแต่ง ขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตและสำรับมังสะ ๑,๒๕๐ ที่ โดยผ่านราตรีนั้น แล้วสั่งให้ เจ้าพนักงานไปกราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารสำเร็จแล้ว.
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร เสด็จ พระพุทธดำเนิน สู่นิเวศน์ของมหาอำมาตย์ ผู้เริ่มเลื่อมใส นั้นแล้ว ประทับนั่ง เหนือ พระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย พร้อมด้วยพระสงฆ์ จึงมหาอำมาตย์ ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น อังคาสภิกษุทั้งหลาย อยู่ในโรงอาหาร
ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า จงถวายแต่น้อยเถิดท่าน จงถวายแต่น้อยเถิดท่าน
ท่านมหาอำมาตย์ กราบเรียนว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านทั้งหลาย อย่ารับแต่น้อยๆ ด้วยคิดว่า นี่เป็นมหาอำมาตย์ ที่เริ่มเลื่อมใส กระผมตกแต่ง ขาทนียโภชนียาหาร ไว้มาก กับสำรับ มังสะ ๑,๒๕๐ ที่ จักน้อมเข้าไปถวายภิกษุรูปละ ๑ สำรับ ขอท่านทั้งหลายกรุณา รับให้พอ แก่ความต้องการเถิด เจ้าข้า
ภิกษุทั้งหลายว่า ท่าน พวกอาตมภาพ รับแต่น้อยๆ มิใช่เพราะเหตุนั้นเลย แต่เพราะพวกอาตมภาพ ได้รับอังคาสด้วยยาคู ที่แข้น และขนมปรุงด้วยน้ำหวานแต่เช้า ฉะนั้น พวกอาตมภาพ จึงขอรับแต่น้อยๆ
ทันใดนั้น มหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลาย อันกระผมนิมนต์แล้ว จึงได้ฉันยาคูที่แข้นของผู้อื่นเล่า กระผมไม่สามารถจะถวายให้พอแก่ความต้องการหรือ แล้วโกรธไม่พอใจ เพ่งจะหา โทษให้ ได้บรรจุบาตรของภิกษุทั้งหลาย เต็มพลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้ ครั้นแล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสร็จแล้ว นำพระหัตถ์ออกจาก บาตรให้ห้ามภัตรแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงแก่มหาอำมาตย์ ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุก จากที่ประทับเสด็จกลับ เมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จกลับไม่ทันนาน มหาอำมาตย์ผู้เริ่ม เลื่อมใสนั้น ได้บังเกิดความรำคาญ และความเดือดร้อนว่า มิใช่ลาภของเราหนอ ลาภ ของเราไม่มีหนอ เราได้ชั่วแล้วหนอเราไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะเราโกรธไม่พอใจ เพ่งจะ หาโทษให้ ได้บรรจุบาตรของภิกษุทั้งหลาย เต็มพลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้ อะไรหนอแล เราสร้างสมมาก คือ บุญหรือบาป
ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จึงกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า เมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จกลับไม่ทันนาน ความรำคาญ และความเดือดร้อนได้บังเกิดแก่ข้าพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นว่า มิใช่ลาภของ ข้าพระพุทธเจ้า หนอ ลาภของข้าพระพุทธเจ้าไม่มีหนอ ข้าพระพุทธเจ้าได้ชั่วแล้วหนอ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะข้าพระพุทธเจ้า โกรธไม่พอใจ เพ่งจะหาโทษให้ ได้บรรจุบาตรของภิกษุทั้งหลายเต็ม พลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้ อะไรหนอแล ข้าพระพุทธเจ้าสร้างสมไว้มาก คือ บุญหรือบาป ดังนี้อะไรกันแน่ ที่ข้าพระพุทธเจ้าสร้างสมมาก คือ บุญหรือบาป พระพุทธเจ้าข้า?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อาวุโส ท่านนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็น ประมุขเพื่อเจริญ บุญกุศล และปิติปราโมทย์ในวันนี้ ด้วยทานอันเลิศใด ท่านชื่อว่าสร้าง สมบุญไว้มากเพราะทาน อันเลิศนั้น เมล็ดข้าวสุกเมล็ดหนึ่งๆ ของท่าน อันภิกษุรูปหนึ่งๆ ผู้เลิศด้วยคุณสมบัติอันใด รับไปแล้ว ท่านชื่อว่าสร้างสมบุญไว้มาก เพราะภิกษุผู้เลิศ ด้วยคุณสมบัติอันนั้น สวรรค์เป็นอันท่านปรารภไว้แล้ว.
ลำดับนั้น มหาอำมาตย์ ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น ได้ทราบว่าเป็นลาภของตน ตนได้ดี แล้ว สวรรค์อันตนปรารภไว้แล้ว ก็ร่าเริง ดีใจลุกจากที่นั่งถวายบังคม พระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วกลับไป.
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุทั้งหลายอันทายก นิมนต์ไว้แห่งอื่น ฉันยาคูที่แข้นของผู้อื่น จริงหรือ?
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระพุทธบัญญัติ ห้ามฉันยาคูที่แข้น
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษ เหล่านั้น อันทายกนิมนต์ไว้แห่งอื่น จึงได้ฉันยาคูที่แข้น ของผู้อื่นเล่า การกระทำของ พวกโมฆบุรุษนั่นไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอันทายกนิมนต์ไว้ แห่งอื่น ไม่พึงฉันยาคูที่แข้น ของผู้อื่นรูปใดฉัน พึงปรับอาบัติตามธรรม.
6/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อที่ [๖๕]
มหาวรรค ภาค ๒
เรื่องพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะถวายงบน้ำอ้อย
[๖๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในอันธกวินทชนบท ตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน มุ่งไปทางพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูปคราวนั้น พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ เดินทางไกล แต่พระนครราชคฤห์ ไปยัง อันธกวินทชนบท พร้อมด้วยเกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่ม ล้วนบรรทุกหม้องบน้ำอ้อยเต็มทุกเล่ม พระผู้มีพระภาค ทอดพระเนตรเห็นเวลัฏฐกัจจานะ กำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้ว เสด็จแวะออกจากทางประทับนั่งณ โคนไม้แห่งหนึ่ง.
จึงพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ เดินเข้าไปถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้า ปรารถนา จะถวายงบน้ำอ้อย แก่ภิกษุรูปละ ๑ หม้อ.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงนำงบน้ำอ้อย มาแต่เพียง หม้อเดียว.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วนำงบน้ำอ้อยมาแต่หม้อเดียว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูล คำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่าหม้องบน้ำอ้อย ข้าพระพุทธเจ้านำมาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงถวายงบน้ำอ้อย แก่ ภิกษุทั้งหลาย.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้าแล้ว ถวายงบน้ำอ้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วได้ทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้า ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงถวายงบน้ำอ้อยแก่ ภิกษุทั้งหลาย จนพอแก่ความต้องการ.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วถวายงบน้ำอ้อย แก่ภิกษุทุกรูป จนพอแก่ความต้องการ แล้วได้ ทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้า ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย จนพอแก่ความต้องการแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงอังคาสภิกษุทั้งหลาย ด้วยงบน้ำอ้อยให้อิ่มหนำ.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วอังคาสภิกษุทั้งหลาย ด้วยงบน้ำอ้อยให้อิ่มหนำ ภิกษุบางพวกบรรจุ งบน้ำอ้อยเต็มบาตรบ้าง เต็มหม้อกรองน้ำบ้าง เต็มถุงย่ามบ้าง ครั้นพราหมณ์ เวลัฏฐกัจจานะ อังคาส ภิกษุทั้งหลาย ด้วยงบน้ำอ้อยให้อิ่มหนำแล้วได้ทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุทั้งหลายอันข้าพระพุทธเจ้าอังคาส ด้วยงบน้ำอ้อย ให้อิ่มหนำแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก พระพุทธเจ้า ข้าแต่งบน้ำอ้อย นี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้งบน้ำอ้อย แก่พวกคนกินเดน.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า. แล้วจึงให้งบน้ำอ้อย แก่พวกคนกินเดน แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มี พระภาคว่า งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้า ให้พวกคนกินเดนแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบ น้ำอ้อยนี้ ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้งบน้ำอ้อยแก่พวกคน กินเดน จนพอแก่ความต้องการ
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วจึงให้งบน้ำอ้อย แก่พวกคนกินเดน จนพอแก่ความต้องการ แล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้า ให้พวกคนกินเดน จนพอแก่ความต้องการแล้ว พระพุทธเจ้าข้าแต่งบน้ำอ้อยนี้ ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติอย่างไรต่อไป พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงเลี้ยงดูพวกคนกินเดน ให้อิ่มหนำด้วยงบน้ำอ้อย.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้า ข้า แล้วเลี้ยงดูพวกคนกินเดนให้อิ่มหนำ ด้วยงบน้ำอ้อย คนกินเดนบางพวก บรรจุงบน้ำอ้อยเต็มกระป๋องบ้าง เต็มหม้อน้ำบ้าง ห่อเต็มผ้าขาวปูลาดบ้าง เต็มพกบ้าง ครั้นพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ เลี้ยงดูพวกคนกินเดน ให้อิ่มหนำ ด้วยงบน้ำอ้อย แล้วทูล คำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พวกคนกินเดน อันข้าพระพุทธเจ้า เลี้ยงดูด้วยงบน้ำอ้อย ให้อิ่มหนำแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติอย่างไรต่อไป พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัจจานะ ทั่วโลกนี้พร้อม ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกทั่วทุกหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราไม่เล็งเห็น บุคคลผู้ที่บริโภคงบน้ำอ้อยนั้น แล้วจะให้ย่อยได้ดี นอกจากตถาคต หรือสาวกของ ตถาคต ดูกรกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงทิ้งงบน้ำอ้อยนั้นเสีย ในสถานที่อันปราศจาก ของเขียวสด หรือจงเทเสียในน้ำซึ่งปราศจากตัวสัตว์.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วเทงบน้ำอ้อยนั้นลงในน้ำซึ่งปราศจากตัวสัตว์ งบน้ำอ้อย ที่เทลงใน น้ำนั้น เดือดพลุ่ง ส่งเสียงดังจิฏิจิฏิ พ่นไอพ่นควันทันที เปรียบเหมือนผาล ที่ร้อนโชน ตลอดวัน อันบุคคลจุ่มลงในน้ำ ย่อมเดือดพลุ่ง ส่งเสียงดังจิฏิจิฏิ พ่นไอ พ่นควัน อยู่ แม้ฉันใด งบน้ำอ้อยที่เทลงในน้ำนั้น ย่อมเดือดพล่าน ส่งเสียงดังจิฏิจิฏิ พ่นไอพ่นควันอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ สลดใจ บังเกิดโลมชาติชูชันทันที แล้วเข้าไปใน พุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและจตุราริยสัจ
เมื่อพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว พระผู้มีพระภาค จึงทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ (1) ทรงประกาศ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมอง ของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาค ทรงทราบว่าพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ มีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดง ด้วยพระองค์เอง คือ (2) ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ณ ที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับ เป็นธรรมดา ดุจผ้าสะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อม เป็นอย่างดีฉะนั้น
ครั้นพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรม แจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำ แสดงความสงสัยแล้ว ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอน ของพระศาสดาได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระพุทธเจ้าข้า ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และ พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาค โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิต ถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.
พระพุทธานุญาตงบน้ำอ้อย
[๖๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธดำเนินผ่าน ระยะทางโดยลำดับ เสด็จถึงพระนครราชคฤห์แล้ว ทราบว่า พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทาน เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์นั้น ครั้งนั้น ในพระนครราชคฤห์ มีงบน้ำอ้อยมาก ภิกษุทั้งหลายรังเกียจว่า ผู้ไม่อาพาธ จึงไม่ฉัน งบน้ำอ้อย แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต งบน้ำอ้อย แก่ภิกษุผู้อาพาธ และงบน้ำอ้อย ละลายน้ำแก่ภิกษุ ผู้ไม่อาพาธ.
|