เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ว่าด้วยเรื่องทรงอนุญาตรองเท้า และการห้ามสวมรองเท้าประเภทต่างๆ 2574
 

2/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อที่ [๕] - [๑๒]

มหาวรรค ภาค ๒
ว่าด้วยเรื่องทรงอนุญาตรองเท้า และการห้ามสวมรองเท้าประเภทต่างๆ
1) ทรงอนุญาตรองเท้า
2) พระพุทธบัญญัติ ห้ามสวมรองเท้าสีต่างๆ
3) พระพุทธบัญญัติ ห้ามสวมรองเท้ามีหูไม่สมควร
4) พระพุทธบัญญัติ ทรงห้ามสวมรองเท้าบางชนิด
5) พระพุทธบัญญัติ ทรงห้ามสวมรองเท้าขลิบหนัง
6) ทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ใช้แล้ว
7) ห้ามสวมรองเท้าในที่บางแห่ง
8) ภิกษุอาพาธเป็นหน่อที่เท้า
9) พระพุทธานุญาต ให้สวมรองเท้าเป็นพิเศษ
10) พระพุทธบัญญัติ ห้ามสวมเขียงเท้าไม้
11) พระพุทธบัญญัติ ห้ามสวมเขียงเท้าใบตาล
12) พระพุทธบัญญัติ ห้ามสวมเขียงเท้าไม้ไผ่
13) พระพุทธบัญญัติ ห้ามสวมเขียงเท้าต่างชนิด


เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

2/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อที่ [๕] - [๑๒]
มหาวรรค ภาค ๒

1)
ทรงอนุญาตรองเท้า

          [๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ด้วยวิธีอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ที่พวกกุลบุตรพยากรณ์อรหัต กล่าวแต่เนื้อความ และไม่น้อมเข้าไปหาตน ก็แต่ว่าโมฆบุรุษบางจำพวก ในธรรมวินัยนี้ พยากรณ์อรหัต ทำทีเหมือนเป็นของสนุก ภายหลังต้องทุกข์เดือดร้อน ดังนี้. ต่อแต่นั้นพระองค์รับสั่งกะ ท่านพระโสณะว่า ดูกรโสณะ เธอเป็นสุขุมาลชาติ เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวแก่เธอ.

          ท่านพระโสณะกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียน และละกองพล กอปรด้วยช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว จักมีผู้กล่าว แก่ พระพุทธเจ้าว่าโสณโกฬิวิสะละ เงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียน และ ละกองพล กอปร ด้วยช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิตแล้ว เดี๋ยวนี้ยังข้องอยู่ในเรื่อง รองเท้าชั้นเดียว ถ้าพระผู้มีพระภาค จักได้ทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้า จักใช้สอย ถ้าจักไม่ทรงอนุญาต แก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้า ก็จักไม่ใช้สอย พระพุทธเจ้าข้า.

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต รองเท้า ชั้นเดียว ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้า ๒ ชั้น ไม่พึงสวมรองเท้า ๓ ชั้น ไม่พึงสวม รองเท้า หลายชั้น รูปใดสวมต้องอาบัติทุกกฏ.

2)
พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าสีต่างๆ

          [๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ สวมรองเท้าสีเขียวล้วน .... สวมรองเท้าสีเหลืองล้วน .... สวมรองเท้าสีแดงล้วน .... สวมรองเท้าสีบานเย็นล้วน .... สวมรองเท้าสีดำล้วน .... สวมรองเท้าสีแสดล้วน .... สวมรองเท้าสีชมพูล้วน ชาวบ้าน พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าสีเขียวล้วน
ไม่พึงสวมรองเท้าสีเหลืองล้วน
ไม่พึงสวมรองเท้าสีแดงล้วน
ไม่พึงสวมรองเท้าสีบานเย็นล้วน
ไม่พึงสวมรองเท้าสีดำล้วน
ไม่พึงสวมรองเท้าสีแสดล้วน
ไม่พึงสวมรองเท้าสีชมพูล้วน
 รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

3)
พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้ามีหู ไม่สมควร

          สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ สวมรองเท้ามีหูสีเขียว .... สวมรองเท้ามีหูสีเหลือง .... สวมรองเท้ามีหูสีแดง .... สวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น .... สวมรองเท้ามีหูสีดำ .... สวมรองเท้ามีหูสีแสด .... สวมรองเท้ามีหูสีชมพู ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้า มีหูสีเขียว
ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีเหลือง
ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีแดง
ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น
ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีดำ
ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีแสด
ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีชมพู
รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

4)
พระพุทธบัญญัติ ทรงห้ามสวมรองเท้าบางชนิด

          สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้า ติดแผ่นหนังหุ้มส้น .... สวมรองเท้าหุ้มแข้ง ....สวมรองเท้าปกหลังเท้า .... สวมรองเท้ายัดนุ่น .... สวมรองเท้ามีหูลายคล้ายขนปีกนกกระทา .... สวมรองเท้าที่ทำหูงอน มีสัณฐานดุจเขาแกะ .... สวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ .... สวมรองเท้าที่ทำประกอบหูง อนดุจหางแมงป่อง .... สวมรองเท้าที่เย็บด้วยปีกนกยูง .... สวมรองเท้าอันวิจิตรคนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้า ติดแผ่นหนังหุ้มส้น
ไม่พึงสวมรองเท้าหุ้มแข้ง
ไม่พึงสวมรองเท้าปกหลังเท้า
ไม่พึงสวมรองเท้ายัดนุ่น
ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูลาย คล้ายขนปีกนกกระทา
ไม่พึงสวมรองเท้าที่ทำหูงอน มีสัณฐานดุจเขาแกะ
ไม่พึงสวมรองเท้า ที่ทำหูงอนมีสัณฐาน ดุจเขาแพะ
ไม่พึงสวมรองเท้า ที่ทำประกอบหูงอน ดุจหางแมงป่อง
ไม่พึงสวมรองเท้าที่เย็บด้วย ขนปีกนกยูง
ไม่พึงสวมรองเท้าที่อันวิจิตร
รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

5)
พระพุทธบัญญัติ ทรงห้ามสวมรองเท้าขลิบหนัง

          สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้า ขลิบด้วยหนังราชสีห์ .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือโคร่ง .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนาก .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังแมว .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังค่าง .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนกเค้า คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติ
ห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้า ขลิบด้วยหนังราชสีห์  
ไม่พึงสวมรองเท้า ขลิบด้วยหนังเสือโคร่ง
ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง
ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด
ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนาก
ไม่พึงสวมรองเท้า ขลิบด้วยหนังแมว
ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบ ด้วยหนังค่าง
ไม่พึงสวมรองเท้า ขลิบด้วยหนังนกเค้า
รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

6)
ทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ใช้แล้ว

          [๗] ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธ ดำเนินเข้าไปบิณฑบาต ในพระนครราชคฤห์ มีภิกษุรูปหนึ่ง เป็นปัจฉาสมณะ แต่ภิกษุรูปนั้นเดินเขยก ตามพระผู้มีพระภาคไป เบื้องพระปฤษฎางค์ อุบาสกคนหนึ่ง สวมรองเท้าหลายชั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จพระพุทธ ดำเนินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้ว จึงถอดรองเท้า เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม แล้วเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น อภิวาทแล้วจึงได้ถามว่า เพราะอะไรพระผู้เป็นเจ้าจึงเดินเขยก ขอรับ?

          ภิกษุรูปนั้นตอบว่า เพราะเท้าทั้งสองของอาตมาแตก จ้ะ.
          อุ. นิมนต์พระผู้เป็นเจ้ารับรองเท้า ขอรับ.
          ภิ. อย่าเลย ท่าน เพราะผู้มีพระภาคทรงห้ามรองเท้าหลายชั้น.
          พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า เธอรับรองเท้านั้นได้ ภิกษุ.

           ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ ใช้แล้ว
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย รองเท้าหลายชั้นที่ใหม่ ภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

7)
ห้ามสวมรองเท้าในที่บางแห่ง

          [๘] ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค มิได้ทรงฉลองพระบาทเสด็จพระดำเนินอยู่ ในที่แจ้งภิกษุเถระ ทั้งหลายทราบว่า พระศาสดามิได้ทรงฉลองพระบาท เสด็จพระพุทธ ดำเนินอยู่ ดังนี้จึงเดินไม่สวมรองเท้า เมื่อพระศาสดาเสด็จพระพุทธดำเนิน มิได้ทรง ฉลองพระบาท แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลาย เดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่พระฉัพพัคคีย์ เดินสวมรองเท้า บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย... จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เมื่อพระศาสดาเสด็จพระพุทธดำเนิน มิได้ทรงฉลองพระบาท แม้เมื่อภิกษุผู้เถระ ทั้งหลายเดิน ก็ไม่สวมรองเท้า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงได้สวมรองเท้าเล่า? แล้ว กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าเมื่อเรา ผู้ศาสดาเดินมิได้สวมรองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลาย เดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่พระฉัพพัคคีย์ เดินสวมรองเท้า จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า.

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราผู้ศาสดา เดินมิได้สวมรองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลาย เดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่ไฉนโมฆบุรุษ เหล่านั้น จึงได้เดินสวมรองเท้าเล่า อันคฤหัสถ์ชื่อเหล่านี้ นุ่งห่มผ้าขาว ยังมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความประพฤติเสมอภาค ในอาจารย์ทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งศิลปะ ซึ่งเป็นเครื่องเลี้ยงชีพอยู่

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงงามในธรรมวินัยนี้เป็นแน่ ถ้าพวกเธอบวชในธรรมวินัย อันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้จะพึงมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความประพฤติเสมอภาค อยู่ในอาจารย์ ในภิกษุปูนอาจารย์ ในอุปัชฌายะ ในภิกษุปูนอุปัชฌายะ การกระทำของ เหล่า โมฆบุรุษนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์ ภิกษุปูนอาจารย์ อุปัชฌายะ ภิกษุปูนอุปัชฌายะ เดินมิได้สวมรองเท้าภิกษุ ไม่พึงเดินสวมรองเท้า รูปใดเดินสวมรองเท้า ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้า ภายในอาราม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.


8)
ภิกษุอาพาธเป็นหน่อที่เท้า

          [๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ เป็นหน่อที่เท้า ภิกษุทั้งหลายพยุง ภิกษุรูปนั้น ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริก ตามเสนาสนะ ได้ทอดพระเนตร เห็นพวกภิกษุกำลังพยุงภิกษุรูปนั้น ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง จึงเสด็จเข้าไปใกล้ภิกษุพวกนั้น แล้วได้ตรัสถามว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้อาพาธเป็นอะไร? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ท่านรูปนี้ อาพาธ เป็นหน่อที่เท้า พวกข้าพระพุทธเจ้าต้องพยุงท่านรูปนี้ ให้ถ่ายอุจจาระ บ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระพุทธเจ้าข้า.

9)
พระพุทธานุญาตให้สวมรองเท้าเป็นพิเศษ

          [๑๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ภิกษุผู้มีเท้าชอกช้ำ หรือมีเท้าแตก หรืออาพาธมีหน่อที่เท้า สวมรองเท้าได

          สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลาย มีเท้ามิได้ล้าง ขึ้นเตียงบ้าง ขึ้นตั่งบ้าง ทั้งจีวร ทั้ง เสนาสนะ ย่อมเสียหาย พวกภิกษุจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวม รองเท้า ในขณะที่คิดว่าประเดี๋ยว จักขึ้นเตียงหรือขึ้นตั่ง.

          สมัยต่อมา เวลากลางคืน ภิกษุทั้งหลายเดินไปสู่โรงอุโบสถก็ดี สู่ที่ประชุมก็ดี ย่อมเหยียบตอบ้าง หนามบ้าง ในที่มืด เท้าทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภายใน อาราม เราอนุญาตให้สวมรองเท้า และใช้คบเพลิง ประทีป ไม้เท้าได้.

10)
พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้

          ครั้นต่อมา ถึงเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี พระฉัพพัคคีย์ลุกขึ้น สวมเขียงเท้า ที่ทำด้วยไม้ แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องขุนพล เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้าเรื่อง ที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญ และความเสื่อม ด้วยประการนั้นๆ เหยียบแมลงตาย เสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลาย ให้เคลื่อนจากสมาธิบ้าง บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ....ต่าง ก็เพ่ง โทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ เมื่อเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ลุกขึ้นสวมเขียงเท้า ที่ทำด้วยไม้ แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร .... เรื่องความเจริญ และความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลายให้เคลื่อน จาก สมาธิบ้าง แล้วจึงกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุ ฉัพพัคคีย์ เมื่อปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ลุกขึ้นสวมเขียงเท้า ที่ทำด้วยไม้ แล้วเดินอยู่กลาง แจ้ง มีเสียงขฏะขฏะดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร .... เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการนั้นๆ เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลาย ให้เคลื่อนจากสมาธิบ้าง จริงหรือ?

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าที่ทำด้วยไม้ อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

11)
พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าใบตาล

          [๑๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่จาริก ทางพระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนินสู่จาริกโดยลำดับถึงพระนครพาราณสี ทราบว่า พระองค์ประทับ อยู่ใน ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสีนั้น.

          ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์คิดว่า พระผู้มีพระภาค ทรงห้ามเขียงเท้าไม้ จึงให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาล มาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้ว ย่อมเหี่ยวแห้ง.ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตรจึงได้ให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาล เล็กๆ ถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เบียดเบียน อินทรีย์ อย่างหนึ่ งซึ่งมีชีวะ ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา อยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาคทรงสอบ ถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ สั่งให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้ว ย่อมเหี่ยวแห้ง จริงหรือ?

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษ เหล่านั้น จึงได้ให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาล ทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้ว ย่อมเหี่ยวแห้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชาวบ้านมีความสำคัญ ในต้นไม้ ว่ามีชีวะ การกระทำของเหล่าโมฆบุรุษนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าสานด้วยใบตาล อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

12)
พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้ไผ่

          สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์คิดว่า พระผู้มีพระภาคท รงห้ามเขียงเท้าสานด้วย ใบตาล จึงได้ให้ตัดไม้ไผ่เล็กๆ แล้วเอาใบไผ่ มาทำเขียงเท้าสวม ไม้ไผ่เล็กๆ นั้น ถูกตัดแล้ว ย่อมเหี่ยวแห้ง. ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้ให้ตัดไม้ไผ่เล็กๆ แล้วเอาใบไผ่ มาทำเขียงเท้าสวมเล่า ไม้ไผ่เล็กๆ นั้นถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง พระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมเบียดเบียน อินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ. ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า..ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่า

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าสานด้วยใบไผ่ อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ.

13)
พระพุทธบัญญัติ ห้ามสวมเขียงเท้าต่างชนิด

          [๑๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครพาราณสี ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธ ดำเนินจาริกทาง พระนครภัททิยะ เสด็จพระพุทธ ดำเนินจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครภัททิยะ ทราบว่า พระองค์ประทับ อยู่ในป่าชาติยาวัน เขตพระนครภัททิยะนั้น.

          ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวพระนคร ภัททิยะ ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่ง เขียงเท้า หลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสาน ด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วย หญ้าปล้องทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์

          พวกเธอละเลย อุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย. บรรดาภิกษุ ที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเล่าพวกภิกษุ ชาวพระนคร ภัททิยะ จึงได้ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่คือ ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้า สานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วย ขนสัตว์ ภิกษุเหล่านั้นได้ละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย แล้วกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

          พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวก ภิกษุ ชาวพระนครภัททิยะ ตั้งหน้าพากเพียร ตกแต่งเขียงเท้า หลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้า สานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน ด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้ วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้า สานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วย ขนสัตว์ ย่อมละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย จริงหรือ?

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนเล่าโมฆบุรุษ เหล่านั้น จึงได้ตั้งหน้าพากเพียร ตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน ด้วยหญ้า ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้า สาน ด้วยหญ้ามุงกระต่าย ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน ด้วยหญ้า ปล้อง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน ด้วยใบเป้ง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้า ถักด้วยขนสัตว์ โมฆบุรุษเหล่านั้น ได้ละเลยอุเทศ ปริปุจฉาอธิจิต อธิปัญญาเสีย

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของเหล่าโมฆบุรุษ นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมเขียงเท้า สานด้วยหญ้าเขียงเท้า สานด้วยหญ้ามุงกระต่าย เขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง เขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง เขียงเท้าสานด้วยแฝก เขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์เขียงเท้า ประดับด้วยทองคำ เขียงเท้าประดับด้วยเงิน เขียงเท้าประดับด้วยแก้วมณี เขียงเท้าประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ เขียงเท้าประดับด้วยแก้วผลึก เขียงเท้าประดับด้วยทองสัมฤทธิ์ เขียงเท้าประดับด้วยกระจก เขียงเท้าทำด้วยดีบุก เขียงเท้าทำด้วยสังกะสี เขียงเท้าทำด้วยทองแดง รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เขียงเท้าบางชนิด ที่สำหรับสวมเดิน อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเขียงเท้า ที่ตรึงอยู่กับที่ ไม่ใช่สำหรับใช้สวมเดิน ๓ ชนิดคือ
เขียงเท้าที่สำหรับ เหยียบถ่ายอุจจาระ ๑
เขียงเท้าที่สำหรับเหยียบถ่าย ปัสสาวะ ๑
เขียงเท้าที่สำหรับเหยียบในที่ชำระ ๑.





 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์