10/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๓๒๘]- [๓๖๑]
ภิกขุนีวิภังค์
1)
ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๖
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๓๒๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีหลายรูป มีจีวรผืนเดียว กำลังทำจีวรกรรมกัน อยู่ในอาวาสใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกภิกษุณี ไม่บอกก่อนเข้าสู่อาราม แล้วพากันเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ไม่บอกกล่าว ก่อนเข้าไปสู่ อารามเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๐๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่บอกกล่าวก่อน เข้าสู่อารามเป็นปาจิตตีย์. ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้ วแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
2)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระกัปปิตกะเถระ
[๓๓๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี. ครั้งนั้น ท่านพระกัปปิตกะ อุปัชฌายะของท่าน พระอุบาลียับยั้งอยู่ในสุสานประเทศ ครั้งนั้น มีภิกษุณีรูปหนึ่ง ผู้แก่กว่าพวกภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ ถึงมรณภาพลง. ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ช่ วยกันนำศพออกไปเผา แล้วก่อสถูป ไว้ใกล้ๆ ที่อยู่ของท่านพระกัปปิตกะ แล้วพากันไปร้องไห้ณ สถูปนั้น. จึงท่าน พระกัปปิตกะ รำคาญเสียงร้องไห้นั้น แล้วได้ทำลายสถูปนั้น พังกระจาย.
ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ปรึกษากันเป็นความลับว่า พระกัปปิตกะนี้ ทำลายสถูปแม่เจ้า ของพวกเรา มาพวกเรามาช่วยกันฆ่าท่านเสียเถิด. ภิกษุณีรูปหนึ่งได้แจ้ง ข้อปรึกษา กันนั้น แก่ท่านพระอุบาลี พระอุบาลี ได้กราบเรียนเรื่องนั้น ให้ท่านพระกัปปิตกะทราบ ท่านพระกัปปิตกะ ได้ออกจากวิหาร ไปหลบซ่อนอยู่.
ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ได้เดินผ่านเข้าไปทางวิหาร ของท่านพระกัปปิตกะ แล้วช่วยกันขนก้อนหิน และก้อนดิน ทับถมวิหารของท่าน แล้วหลีกไปด้วยเข้าใจว่า ท่านถึงมรณภาพแล้ว ครั้นราตรีนั้นผ่านไป ท่านครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไป บิณฑบาต ในเมืองเวสาลีแต่เช้า.
ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ได้เห็นท่าน ยังเดินเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ครั้นแล้วได้พูดกัน อย่างนี้ว่า พระกัปปิตกะนี้ยังมีชีวิตอยู่ ใครหนอ นำเอาความลับของเราไปบอก ครั้นได้ ทราบข่าวว่าพระคุณเจ้าอุบาลีนำไป จึงพากันด่าท่านพระอุบาลีว่า ท่านนี้เป็นคนสำหรับ คอย รับใช้ เมื่อเวลาอาบน้ำ เป็นคนคอยชำระ ของเปรอะเปื้อน เป็นคนมีสกุลต่ำ ไฉน จึงได้ลอบนำความลับของเรา ไปเที่ยวบอกเขาเล่า.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ จึงได้ด่าพระคุณเจ้าอุบาลีเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๐๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ด่าก็ดี กล่าวขู่ก็ดี ซึ่งภิกษุ เป็นปาจิตตีย์.
3)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
[๓๓๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลีเป็นผู้ก่อ ความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เมื่อภิกษุณีสงฆ์ทำกรรม แก่นางภิกษุณีถุลลนันทาค้าน.
[๓๓๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทา ได้ไปสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ด้วย กรณียะ บางอย่าง.
ครั้นภิกษุณีสงฆ์ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทา หลีกไปแล้ว จึงยกวัตรภิกษุณี จัณฑกาลี ในเพราะไม่เห็นอาบัติ. ภิกษุณีถุลลนันทา เสร็จกรณียกิจ ในหมู่บ้านนั้นแล้ว กลับมาสู่นครสาวัตถีดังเดิม.
เมื่อนางมาถึง ภิกษุณีจัณฑกาลี ไม่ปูอาสนะรับ ไม่จัดตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ไม่ลุกไปรับบาตรจีวร ไม่ไต่ถามด้วยน้ำฉัน ภิกษุณีถุลลนันทา ได้กล่าว คำนี้กะภิกษุณีจัณฑกาลีว่า ทำไมเมื่อฉันมาถึง เธอจึงไม่ปูอาสนะรับ ไม่จัดตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ไม่ลุกมารับบาตรจีวร ไม่ไต่ถามด้วยน้ำฉัน.
ภิกษุณีจัณฑกาลีตอบว่า การที่เป็นดั่งนี้นั้น เพราะดิฉันเป็นดั่งสตรีผู้ไร้ที่พึ่ง เจ้าข้า.
ภิกษุณีถุลลนันทาซักว่า เพราะเหตุไร เธอจึงเป็นดั่งสตรีผู้ไร้ที่พึ่งเล่า?
ภิกษุณีจัณฑกาลีแถลงว่า เพราะภิกษุณีเหล่านี้ยกวัตร ดิฉันในเพราะไม่เห็น อาบัติ ด้วยเข้าใจว่านางผู้นี้ไร้ที่พึ่ง ไม่สู้จะมีชื่อเสียง ไม่มีใคร ซึ่งจะเป็นผู้ยำเกรงนางผู้นี้.
ภิกษุณีถุลลนันทาขึ้งเคียด กล่าวติคณะว่า ภิกษุณีเหล่านี้เขลา ภิกษุณีเหล่านี้ ไม่ฉลาด ภิกษุณีเหล่านี้ไม่รู้จักกรรม โทษอันสมควรแก่กรรม กรรมวิบัติ หรือกรรมสมบัติ.
บรรดาภิกษุณี ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้ขึ้งเคียดกล่าวติคณะเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๐๘. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด ขึ้งเคียดกล่าวติคณะ เป็นปาจิตตีย์.
4)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๓๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่ง ได้นิมนต ์ภิกษุณีทั้งหลายให้ฉัน. ภิกษุณีทั้งหลายฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ไปเยี่ยมตระกูลญาติ บางพวกก็ฉันอีก บางพวกได้นำบิณฑบาตไป.
เมื่อเสร็จการเลี้ยงภิกษุณี ทั้งหลายแล้ว พราหมณ์ได้กล่าวเชื้อเชิญชาว เพื่อนบ้านว่า คุณๆ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าเลี้ยง ดูภิกษุณีทั้งหลาย ให้อิ่มหนำแล้ว เชิญมาเถิด ข้าพเจ้าจักเลี้ยงพวกท่าน ให้อิ่มหนำบ้าง.
พวกเพื่อนบ้านเหล่านั้น พากันกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านจักเลี้ยงพวกข้าพเจ้า ให้อิ่มหนำได้อย่างไร แม้พวกภิกษุณี ที่ท่านนิมนต์มาฉันเหล่านั้น ไปถึงเรือนของพวก ข้าพเจ้าแล้ว บางพวกก็ฉันอีก บางพวกก็นำบิณฑบาตไป.
จึงพราหมณ์นั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย ฉันอาหาร ที่เรือน ของพวกเราแล้ว จึงได้ไปฉันในที่อื่นอีกเล่า เราไม่มีกำลังพอ ที่จะถวายให้พอแก่ ความต้องการหรือ.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินพราหมณ์นั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว จึงได้ฉันในที่อื่นอีกเล่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้
พระบัญญัติ
๑๐๙. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด อันทายกนิมนต์แล้ว หรือห้ามภัตแล้ว เคี้ยวก็ดี ฉันก็ดีซึ่งของ เคี้ยว หรือของฉัน เป็นปาจิตตีย์.
5)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
[๓๔๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เที่ยว บิณฑบาต ไปในตรอกแห่งหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ผ่านเข้าไปสู่สกุลแห่งหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้นั่งบนอาสนะ ที่เขาปูลาดไว้. ครั้นเขานิมนต์ภิกษุณีรูปนั้น ให้ฉันแล้วได้กล่าว คำนี้ว่า แม่เจ้า แม้ภิกษุณีรูปอื่นๆ ก็จงมา.
ทันทีนั้น นางคิดว่า ทำไฉนภิกษุณีรูปอื่นๆ จึงจะไม่มา แล้วได้เข้าไปหาภิกษุณี ทั้งหลาย กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้า ณ สถานที่โน้นสุนัขดุ โคเปลี่ยวดุ สถานที่ลื่น ท่านทั้งหลาย อย่าได้ไปสถานที่นั้นเลย.
แม้ภิกษุณีอีกรูปหนึ่ง ก็ได้เที่ยวบิณฑบาตไปในตรอกนั้น เดินผ่านเข้าไปถึง สกุลนั้น ครั้นแล้วนั่งบนอาสนะ ที่เขาจัดถวาย. ครั้นคนพวกนั้น นิมนต์ให้นางฉัน แล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้า ทำไมภิกษุณีทั้งหลาย จึงไม่ค่อยมา.
จึงภิกษุณีรูปนั้น ได้เล่าเรื่องนั้นแก่เขาเหล่านั้น พวกเขาจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนภิกษุณี จึงได้หวงตระกูลเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๑๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด เป็นคนตระหนี่ตระกูล เป็นปาจิตตีย์.
6)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๓๔๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีหลายรูป จำพรรษาอยู่ใน อาวาสใกล้หมู่บ้าน แล้วได้พากันไปสู่พระนครสาวัตถี. ภิกษุณีทั้งหลาย ได้รุมกันถาม ภิกษุณีพวกนั้นว่า แม่เจ้าทั้งหลายจำพรรษาอยู่ ณ ที่ไหน โอวาทการกล่าวสอน ได้มีสมบูรณ์แล้วหรือ?
ภิกษุณีเหล่านั้นตอบว่า แม่เจ้า ในอาวาสที่พวกดิฉัน จำพรรษาอยู่นั้น ไม่มีภิกษ ุเลย การกล่าวสอนจักสมบูรณ์ ได้จากไหน.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้จำพรรษาอยู่ในอาวาส ที่ไม่มีภิกษุเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๑๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด จำพรรษาอยู่ในอาวาส ที่ไม่มีภิกษุ เป็นปาจิตตีย์.
7)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๓๕๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีหลายรูป จำพรรษา อยู่ในอาวาสใกล้หมู่บ้าน แล้วได้พากันไปสู่พระนครสาวัตถี. ภิกษุณีทั้งหลาย ได้พากันถาม ภิกษุณีพวกนั้นว่า แม่เจ้าทั้งหลายจำพรรษาอยู่ ณ ที่ไหน ได้ปวารณาต่อ ภิกษุสงฆ์ แล้วหรือ?
ภิกษุณีเหล่านั้นตอบว่า พวกดิฉัน ยังมิได้ปวารณาตัว ต่อภิกษุสงฆ์ เจ้าข้า.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย อยู่จำพรรษาแล้ว จึงได้ไม่ปวารณา ต่อภิกษุสงฆ์เล่า ...
พระบัญญัติ
๑๑๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด จำพรรษาแล้ว ไม่ปวารณา ต่อสงฆ์สองฝ่าย ด้วยสถาน๓ คือ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยรังเกียจก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
8)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๓๕๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขต พระนครกบิลพัสดุ์ สักกชนบท. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ เข้าไปสู่สำนัก ของภิกษุณีแล้ว จะกล่าวสอน ภิกษุณีฉัพพัคคีย์. ภิกษุณีทั้งหลายได้กล่าวชวน ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ว่า มาเถิดแม่เจ้า ไปรับโอวาทกันเถิดเจ้าข้า.
ภิกษุณีฉัพพัคคีย์กล่าวว่า แม่เจ้าทั้งหลาย พวกเราจะชวนกันไป แม้เพราะเหตุ แห่งโอวาทอันใด พระคุณเจ้าฉัพพัคคีย์ ก็จะมากล่าวสอนพวกเรา ด้วยโอวาทนั้น ณ สถานที่นี้แล้ว.
บรรดาภิกษุณี ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ จึงได้ไม่ไปรับโอวาทเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๑๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่ไปเพื่อโอวาทก็ดี เพื่อธรรมเป็นเหตุ อยู่ร่วมก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
9)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๙ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๓๕๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ไม่ถามอุโบสถ ก็มี ไม่ขอโอวาทก็มี. ภิกษุทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้ไม่ถามอุโบสถ และไม่ขอโอวาทเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๑๔. ๙. อนึ่ง ทุกๆ ระยะกึ่งเดือน ภิกษุณีพึงหวัง เฉพาะธรรม ๒ ประการ จากภิกษุสงฆ์ คือการถามอุโบสถ ๑ การเข้าไปขอโอวาท ๑ เมื่อฝ่าฝืนธรรม ๒ อย่างนั้น เป็นปาจิตตีย์
10)
อารามวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
[๓๖๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง กับบุรุษหนึ่ง ต่อหนึ่ง ให้บ่งฝีอันเกิดในร่มผ้า. ครั้นแล้วบุรุษนั้น ได้พยายามประทุษร้าย ภิกษุณีรูปนั้น นางได้ส่งเสียงขึ้น. ภิกษุณีทั้งหลาย ได้พากันวิ่งเข้าไปถาม ภิกษุณีนั้นว่า แม่เจ้าส่งเสียง เรื่องอะไรกัน เมื่อถูกถาม นางได้เล่าเรื่องนั้นแก่เหล่าภิกษุณี.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง จึงได้ให้บ่งฝีอันเกิดในร่มผ้าเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๑๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่บอกกล่าวสงฆ์หรือคณะ กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง ให้บ่งก็ดี ผ่าก็ดี ชะก็ดี ทาก็ดี พันก็ดี แกะก็ดี ซึ่งฝีหรือบาดแผล อันเกิดในร่มผ้า เป็นปาจิตตีย์.
|