13/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๔๔๔] - [๔๘๐]
ภิกขุนีวิภังค์
ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๙
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๔๔๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ กั้นร่มและสวมรองเท้า คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้ใช้ร่มและรองเท้า เหมือนพวกสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้ใช้ร่มและรองเท้าเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๓๙. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ใช้ร่มและรองเท้า เป็นปาจิตตีย์.
ก็แลสิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ด้วย
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๒
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๔๔๙] โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ไปโดยยาน. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ไปโดยยาน เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเหล่า ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้ไป โดยยานเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๐. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไปโดยยาน เป็นปาจิตตีย์.
ก็แลสิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้วแก่ ภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๓
เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
[๔๕๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เป็นกุลุปิกา ของสตรีคนหนึ่ง ซึ่งสตรีนั้นได้กล่าวขอร้อง ภิกษุณีรูปนั้นว่า ข้าแต่แม่เจ้า ขอท่าน ได้โปรด นำเครื่องประดับเอวนี้ ไปให้แก่หญิงชื่อโน้น จึงภิกษุณีนั้นคิดเห็นว่า ถ้าเราจะนำไปด้วยบาตร เสียงดังจักมีแก่เรา แล้วได้สวมไปเมื่อด้ายขาด เครื่องประดับเอว ตกเรี่ยรายลงบนถนน.
คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ใช้ เครื่อง ประดับเอว เหมือนสตรีคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงได้ใช้เครื่องประดับ เอวเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๑. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด ใช้เครื่องประดับเอว เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๔
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๔๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ใช้เครื่องประดับ สำหรับสตรี. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้เครื่องประดับ สำหรับสตรี เหมือนพวกสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีเหล่าฉัพพัคคีย์ จึงได้ใช้เครื่องประดับ สำหรับสตรีเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๒. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ใช้เครื่องประดับ สำหรับสตรี เป็นปาจิตตีย์
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๕
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๔๖๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าป ระทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่าฉัพพัคคีย์ สนานกายด้วยน้ำ เครื่องประทิ่นมีกลิ่นหอม. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้สนานกายด้วยน้ำ เครื่องประทิ่นมีกลิ่นหอม เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้สนาน กาย ด้วยน้ำเครื่องประทิ่น ที่มีกลิ่นหอมเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๓. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด อาบน้ำด้วยเครื่องประทิ่น มีกลิ่นหอม เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๖
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๔๖๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ สนานกาย ด้วยน้ำกำยาน ที่อบคนทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้อาบน้ำกำยาน ที่อบเหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้อาบน้ำ กำยานที่อบเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๔. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด อาบน้ำ ด้วยกำยานที่อบ เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๗
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๔๖๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ใช้ภิกษุณีให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง.คนทั้งหลาย เที่ยวไปในวิหาร พบเห็นแล้ว พากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้ภิกษุณีให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้ภิกษุณีให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง ...
พระบัญญัติ
๑๔๕. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ยังภิกษุณี ให้นวดก็ดี ให้ฟั้นก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๘
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๔๖๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ใช้สิกขมานาให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้างคนทั้งหลายเที่ยวไป ในวิหารพบเห็นแล้ว พากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้สิกขมานา ให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้ สิกขมานา ให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้างเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๖. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ยังสิกขมานา ให้นวดก็ดี ให้ฟั้นก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๙
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายใช้สามเณรี ให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง. คนทั้งหลายเที่ยวไป ในวิหารพบเห็นแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้สามเณรีให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเ พ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้สามเณรี ให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้างเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๗. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด ยังสามเณรี ให้นวดก็ดี ให้ฟั้นก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ใช้สตรีคฤหัสถ์ ให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง.
คนทั้งหลายเที่ยวไปในวิหาร พบเห็นแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้สตรีคฤหัสถ์ให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้าง เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ใช้สตรี คฤหัสถ์ให้นวดบ้าง ให้ฟั้นบ้างเล่า.
พระบัญญัติ
๑๔๘. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด ยังสตรีคฤหัสถ์ ให้นวดก็ดี ให้ฟั้นก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๑
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๔๗๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ไม่ขอโอกาส นั่งบนอาสนะ เบื้องหน้าภิกษุ. ภิกษุทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ไม่ขอโอกาส นั่งบนอาสนะ เบื้องหน้าภิกษุเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๔๙. ๑๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่ขอโอกาส นั่งบนอาสนะ เบื้องหน้าภิกษุ เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๒
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๔๗๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ถามปัญหา กะภิกษุผู้ที่ตนยังไม่ได้ขอโอกาส ภิกษุทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ถามปัญหากะภิกษุ ผู้ที่ตนยังมิได้ขอโอกาสเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๕๐. ๑๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ถามปัญหากะภิกษุ ผู้ที่ตนยังมิได้ขอโอกาส เป็นปาจิตตีย์.
ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๓
เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
[๔๘๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง ไม่มีผ้ารัดถัน เข้าไปเพื่อบิณฑะ ในหมู่บ้าน ลมบ้าหมูพัดเวิก ผ้าสังฆาฏิ ขึ้นที่ถนนนั้น.
คนทั้งหลายได้ส่งเสียงว่าถัน และท้องของแม่เจ้าสวย ภิกษุณีรูปนั้น ถูกคน ทั้งหลาย เยาะเย้ย ได้เป็นผู้เก้อเขิน ครั้นนางไปถึงสำนักแล้ว ได้เล่าเรื่องนั้นให้ภิกษุณี ทั้งหลายฟัง.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี จึงไม่มีผ้ารัดถัน เข้าบ้านเล่า.
พระบัญญัติ
๑๕๑. ๑๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่มีผ้ารัดถัน เข้าบ้าน เป็นปาจิตตีย์.
|