9/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๒๙๕]- [๓๒๗]
ภิกขุนีวิภังค์
ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๕
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑
1) เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๒๙๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ในพระราชอุทยาน ของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีลายภาพสวยงาม ซึ่งจิตกรเขียนไว้ในห้องภาพ คนเป็นอันมากพากันไปดูห้องภาพ แม้ภิกษุณีเหล่าฉัพพัคคีย์ ก็ได้ไปดูห้องภาพ ชาวบ้าน พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้ไปดูห้องภาพ เหมือนสตรีชาวบ้านผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินชาวบ้านพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีเหล่า ฉัพพัคคีย์ จึงได้ไปดูห้องภาพเล่า ...
ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีเหล่า ฉัพพัคคีย์ ไปดูห้องภาพ จริงหรือ?.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีเหล่าฉัพพัคคีย์ จึงได้ไปดูห้องภาพเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๙๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไปดูโรงละครหลวงก็ดี อาคารประกวดภาพก็ดี สถานที่หย่อนใจ ก็ดี อุทยานก็ดี สระโบกขรณีก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
สิกขาบทวิภังค์
[๒๙๖] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
ที่ชื่อว่า โรงละครหลวง ได้แก่ สถานที่เขาสร้างขึ้น ไว้ถวายพระราชาเพื่อให้ทรงเพลิดเพลิน เพื่อทรงพระสำราญ.
ที่ชื่อว่า อาคารประกวดภาพ ได้แก่ สถานที่เขาสร้างขึ้นไว้ เพื่อให้คนทั้งหลายชมเล่น เพื่อความรื่นเริง.
ที่ชื่อว่า สถานที่หย่อนใจ ได้แก่ สถานที่เขาสร้างขึ้นไว้ เพื่อให้คนทั้งหลายเล่น เพื่อหย่อนอารมณ์.
ที่ชื่อว่า อุทยาน ได้แก่ อุทยานที่เขาจัดไว้ เพื่อให้คนทั้งหลายเล่นกีฬา เพื่อพักผ่อน.
ที่ชื่อว่า สระโบกขรณี ได้แก่ ชลาสัยที่เขาขุดไว้เพื่อให้คนทั้งหลายเล่นกีฬา เพื่อรื่นเริง.
ไปดู ต้องอาบัติทุกกฏ ยืนอยู่สถานที่ใดมองเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ พ้นสายตา ไปแล้วกลับมามองดูอีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไปดูอย่างหนึ่งๆ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ยืนดูอยู่ ในสถานที่ใดมองเห็น พ้นสายตาไปแล้ว กลับมามองดูอีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
อนาปัตติวาร
[๒๙๗] ยืนอยู่ในอารามมองเห็น ๑ เดินไปหรือเดินมาแลเห็น ๑ มีกิจธุระเดินไปพบเข้า ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๒
2) เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๙๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี. เขตนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย นั่งนอนบนตั่งบ้าง บนแคร่บ้าง คนทั้งหลาย เที่ยวชมวิหาร พบเห็นแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้ใช้ตั่งบ้างแคร่บ้าง เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้ใช้ตั่งบ้าง แคร่บ้าง เล่า ...
พระบัญญัติ
๙๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ใช้ตั่งก็ดี แคร่ก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๓
3) เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๓๐๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อาราม ของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ พากันกรอด้าย. คนทั้งหลาย เที่ยวชมวิหารพบเห็นแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้กรอด้วยกัน เหมือนสตรีชาวบ้านผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้กรอด้าย กันเล่า ...
พระบัญญัติ
๙๘. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด กรอด้าย เป็นปาจิตตีย์.
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๔
4) เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๓๐๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายช่วย ทำงานของ ชาวบ้าน บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ช่วยทำงานของชาวบ้านเล่า ...
พระบัญญัติ
๙๙. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ทำงานช่วยเหลือ สำหรับคฤหัสถ์ เป็นปาจิตตีย์.
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๕
5) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๓๐๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เข้าไปหาภิกษุณี ถุลลนันทา แล้วได้กล่าวขอร้องว่า ขอเชิญแม่เจ้า โปรดไปช่วยระงับอธิกรณ์นี้. เธอรับคำได้ว่า แล้วไม่ช่วยระงับไม่ขวนขวายเพื่อระงับ จึงภิกษุณีรูปนั้น ได้เล่าเรื่องนั้น แก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
บรรดาภิกษุณี ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า แม่เจ้า ถุลลนันทา อันภิกษุณีกล่าวขอร้องว่า ขอเชิญแม่เจ้าได้โปรด ช่วยระงับอธิกรณ์นี้ ดังนี้ รับคำว่าได้ แล้วไฉนจึงไม่ช่วยระงับ ไม่ขวนขวายเพื่อจะระงับเล่า.
พระบัญญัติ
๑๐๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้อันภิกษุณีกล่าวอยู่ว่า มาเถิดแม่เจ้า จงช่วยระงับอธิกรณ์นี้ รับคำว่าดีละแล้ว นางไม่มีอันตรายในภายหลัง ไม่ระงับ ไม่ทำการขวนขวาย เพื่อระงับ
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๖
6) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๓๑๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา ให้ของเคี้ยว ของบริโภคแก่พวกครู ฟ้อนรำบ้าง แก่พวกฟ้อนรำบ้าง แก่พวกโดดไม้สูงบ้าง แก่พวกจำอวดบ้าง แก่พวกเล่นกลองบ้าง ด้วยมือของตน พร้อมกับสั่งว่า ท่านทั้งหลาย จงกล่าวสรรเสริญข้าพเจ้าในที่ชุมชน พวกครูฟ้อนรำก็ดี พวกฟ้อนรำก็ดี พวกโดด ไม้สูงก็ดี พวกจำอวดก็ดี พวกเล่นกลองก็ดี ต่างก็กล่าวสรรเสริญภิกษุณีถุลลนันทา ในที่ชุมชนว่า แม่เจ้าถุลลนันทา เป็นพหูสูต เป็นคนช่างพูด เป็นผู้องอาจ สามารถเจรจา ถ้อยคำ มีหลักฐาน ท่านทั้งหลาย จงถวายแก่แม่เจ้า จงทำแก่แม่เจ้า ดังนี้.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้า ถุลลนันทา จึงได้ให้ของเคี้ยวของบริโภค แก่ชาวบ้าน ด้วยมือของตนเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๐๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้ของเคี้ยว หรือของบริโภค แก่ชาวบ้านก็ดี แก่ปริพาชก ก็ดี แก่ปริพาชิกาก็ดี ด้วยมือของตนเอง เป็นปาจิตตีย์.
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๗
7) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๓๑๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา ใช้ผ้าอาศัย คนเดียว ไม่ยอมสละ.ภิกษุณีเหล่าอื่น ที่มีประจำเดือนย่อมไม่ได้ใช้.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้า ถุลลนันทา จึงได้ใช้ผ้าอาศัยไม่ยอมสละเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๐๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ใช้ผ้าอาศัยไม่ละ เป็นปาจิตตีย์.
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๘
8) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๓๑๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธ เจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา ไม่มอบหมายห้องที่อยู่หลีกไปสู่จาริก. ต่อมาห้องที่อยู่ของนาง ถูกไฟไหม้. ภิกษุณีทั้งหลาย จึงพากันกล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย พวกเราจงช่วยกัน ขนสิ่งของออก.
ภิกษุณีบางพวก กล่าวอย่างนี้ว่า พวกดิฉันไม่ขน เจ้าข้า เพราะของสิ่งใด สิ่งหนึ่งหายไป แม่เจ้าจักทวง เอากะพวกเราจนครบ.
เมื่อภิกษุณีถุลลนันทา กลับมายังห้องที่อยู่นั้นแล้ว ถามภิกษุณีทั้งหลายว่า แม่เจ้าทั้งหลายได้ช่วยขน สิ่งของออกบ้างหรือเปล่า?
ภิกษุณีทั้งหลายตอบว่า พวกดิฉันไม่ได้ขนออกเลย เจ้าข้า.
ภิกษุณีถุลลนันทา จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย เมื่อห้องที่อยู่ถูกอัคคีภัย จึงได้ไม่ช่วยกันขนสิ่งของออกเล่า.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าถุลลนันทา จึงไม่มอบหมายห้องที่อยู่ หลีกไปสู่จาริกเล่า.
พระบัญญัติ
๑๐๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่มอบหมายห้อง ที่อยู่หลีกไป สู่จาริก เป็นปาจิตตีย์
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๙
9) เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๓๒๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ พากันเรียนติรัจฉานวิชา. คนทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย จึงเรียนติรัจฉานวิชา เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้เรียนติรัจฉานวิชาเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๐๔. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด เรียนติรัจฉานวิชา เป็นปาจิตตีย์.
10) จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๓๒๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ พากันสอนติรัจฉานวิชา. คนทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้สอนติรัจฉานวิชา เหมือนเหล่าสตรี คฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า?
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้สอนติรัจฉานวิชาเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๐๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด สอนติรัจฉานวิชา เป็นปาจิตตีย์.
|