8/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๒๕๘] - [๒๙๒]
ภิกขุนีวิภังค์
ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๔
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๕๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีสองรูป จำวัด ร่วมเตียงกัน คนทั้งหลายเที่ยวเดินชมวิหาร พบเห็นแล้วพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้นอนร่วมเตียงกันสองรูป เหมือนหญิง ชาวบ้านเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้จำวัดบนเตียงเดียวกันสองรูปเล่า.
ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวก ภิกษุณี จำวัดร่วมเตียงกันสองรูป จริงหรือ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้จำวัด ร่วมเตียงกันสองรูปเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยก สิกขาบทนี้ขึ้น แสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๘๖. ๑. อนึ่ง เหล่าภิกษุณีใด สองรูปนอน บนเตียงเดียวกัน เป็นปาจิตตีย์.
สิกขาบทวิภังค์
[๒๕๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
ที่ชื่อว่า เหล่าภิกษุณี ได้แก่ เหล่าสตรีที่เรียกกันว่า ภิกษุณีอุปสัมบัน. พากย์ว่า สองรูปนอนบนเตียงเดียวกัน คือ เมื่อรูปหนึ่งนอน แล้วอีกรูปหนึ่งจึงนอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ หรือนอนทั้งสองรูป ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ลุกขึ้นแล้วนอนต่อ อีกก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
อนาปัตติวาร
[๒๖๐] รูปหนึ่งนอน อีกรูปหนึ่งนั่ง หรือนั่งทั้งคู่ ๑ วิกลจริตทั้งคู่ ๑ อาทิกัมมิกาทั้งคู่ ๑ไม่ต้องอาบัติแล.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๒
เรื่องภิกษุณี ๒ รูป
[๒๖๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีสองรูป จำวัด มีผ้าลาด และผ้าห่มผืนเดียวกัน. คนทั้งหลาย เที่ยวชมวิหารพบเห็นแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีสองรูปจึงได้จำวัด มีผ้าลาด และผ้าห่มผืนเดียวกัน ดุจหญิงชาวบ้านเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...
ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีสองรูป จึงได้จำวัด มีผ้าลาด และผ้าห่มผืนเดียวกันเล่า.
พระบัญญัติ
๘๗. ๒. อนึ่ง เหล่าภิกษุณีใด สองรูป มีผ้าลาด และผ้าห่มผืนเดียวกันนอน เป็น
ปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๓
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๖๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา เป็นคน คงแก่เรียน เป็นคนช่างพูด เป็นคนองอาจ สามารถกล่าวถ้อยคำ มีหลักฐาน. แม้ภิกษุณี ภัททากาปิลานี ก็เป็นคนคงแก่เรียน เป็นคนช่างพูด เป็นคนองอาจ สามารถกล่าว ถ้อยคำ มีหลักฐาน เป็นผู้ได้รับการสรรเสริญว่า เป็นเยี่ยมกว่า
คนทั้งหลายเห็นกันว่า แม่เจ้าภัททากาปิลานี เป็นคนคงแก่เรียน เป็นคนช่างพูด เป็นคนองอาจ สามารถกล่าวถ้อยคำมีหลักฐาน เป็นผู้ได้รับการสรรเสริญ ยิ่งกว่า จึงพากันเข้าไปหา ภิกษุณีภัททากาปิลานีก่อน แล้วจึงเข้าไปหา ภิกษุณีถุลลนันทา ต่อภายหลัง.
ภิกษุณีถุลลนันทา เป็นคนมักริษยารู้ได้ดีว่า ธรรมดาภิกษุณี ผู้สาละวน อยู่ด้วย การอภิปราย ที่จะให้คนอื่นรู้เข้าใจ เนื้อความแจ่มแจ้ง ย่อมเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ดังนั้น จึงจงกรมบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้างสำเร็จการนอนบ้าง บรรยายเองบ้าง ให้ผู้อื่นบรรยายบ้าง ท่องบ่นบ้าง เบื้องหน้าภิกษุณีภัททากาปิลานี.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพาเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้แกล้งก่อความไม่สำราญให้แก่ แม่เจ้าภัททากาปิลานีเล่า.
พระบัญญัติ
๘๘. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด แกล้งก่อความไม่สำราญ ให้แก่ภิกษุณี เป็นปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๔
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๖๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา ไม่ช่วยเหลือสหชีวินีผู้ได้รับความลำบาก ทั้งไม่ขวนขวาย ให้ผู้อื่นช่วยเหลือ.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าถุลลนันทา จึงไม่ช่วยเหลือสหชีวินี ผู้ได้รับความลำบาก ทั้งไม่ขวนขวาย ให้ผู้อื่นช่วยเหลือเล่า.
พระบัญญัติ
๘๙. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่ช่วยเหลือ ไม่ขวนขวาย เพื่อให้ผู้อื่นช่วยเหลือ ซึ่งสหชีวินีผู้ได้รับความลำบาก เป็นปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๕
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๗๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีภัททากาปิลานี จำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกต เธอมีกิจจำเป็นบางอย่าง จึงสื่อสารไปในสำนัก ภิกษุณีถุลลนันทาว่า ถ้าแม่เจ้าถุลลนันทาให้ห้องพัก แก่ดิฉันๆ จะไปกรุงสาวัตถี.
ภิกษุณีถุลลนันทา ตอบไปอย่างนี้ว่า มาเถิด ดิฉันจักให้.
ดังนั้นภิกษุณี ภัททากาปิลานี จึงเดินทางจากเมืองสาเกต ไปถึงกรุงสาวัตถี ภิกษุณีถุลลนันทา ก็ได้ให้ห้องพักแก่นาง.
ก็สมัยนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทา เป็นพหูสูต เป็นคนช่างพูด เป็นคนองอาจ สามารถเจรจาถ้อยคำมีหลักฐาน. แม้ภิกษุณีภัททากาปิลานีก็เป็นพหูสูต เป็นคนช่างพูด เป็นคนองอาจ สามารถเจรจาถ้อยคำ มีหลักฐาน ทั้งได้รับการสรรเสริญยิ่งกว่า คนทั้งหลาย ลงความเห็นกันว่า แม่เจ้าภัททากาปิลานีเป็นพหูสูต เป็นคนช่างพูด องอาจ สามารถเจรจาถ้อยคำมีหลักฐาน มีคนนิยมยิ่งกว่า จึงพากันเข้าไปหาเธอก่อน แล้วจึงพากันเข้าไปหาภิกษุณีถุลลนันทาภายหลัง
ภิกษุณีถุลลนันทา เป็นคนมักริษยา รู้ได้ดีว่า ธรรมดาภิกษุณีผู้สาละวน อยู่ด้วย การอภิปราย ที่จะให้คนอื่นรู้ เข้าใจ เนื้อความแจ่มแจ้งเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ดังนี้ จึงโกรธขัดใจ ฉุดคร่าภิกษุณีภัททากาปิลานี ออกจากห้องพัก.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้า ถุลลนันทา ให้ที่พักแก่แม่เจ้าภัททากาปิลานีแล้ว จึงได้โกรธ ขัดใจ ฉุดคร่าเธอออกไปเล่า ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๙๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้ห้องพักแ ก่ภิกษุณีแล้ว โกรธ ขัดใจ ฉุดคร่าก็ดีให้ฉุดคร่าก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๖
เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
[๒๗๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลี อยู่คลุกคลีกับคหบดีบ้างกับ บุตรคหบดีบ้าง บรรดาภิกษุณี ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าจัณฑกาลี จึงได้อยู่คลุกคลี กับคหบดีบ้าง กับบุตรคบดีบ้างเล่า ...
พระบัญญัติ
๙๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด อยู่คลุกคลีกับคหบดีก็ดี กับบุตรคหบดีก็ดี ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าอย่าได้อยู่คลุกคลี กับคหบดี หรือ บุตรคหบดี แม่เจ้าขอจงแยกออก สงฆ์ย่อมสรรเสริญ ความแยกออกอย่างเดียว แก่พี่น้องหญิง แลภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องนั้นเทียว ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ เพื่อให้สละการกระทำ นั้น หากเธอถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบ ๓ จบอยู่สละการกระทำนั้นได้ การสละได้ อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละเป็นปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๗
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๘๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อน พากันเที่ยวจาริกไปในสถานที่ ซึ่งรู้กันอยู่ว่ามีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ณ ภายในรัฐ เหล่านักเลงพากันประทุษร้าย.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อน เที่ยวจาริกไปในสถานที่ ซึ่งรู้กันอยู่ว่ารังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ณภายในรัฐเล่า.
พระบัญญัติ
๙๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อน เที่ยวจาริกไปในสถานที่ ซึ่งรู้กันอยู่ว่ามีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ณ ภายในรัฐ เป็นปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๘
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๘๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อนพากันเที่ยวจาริกไป ในสถานที่ ซึ่งรู้กันอยู่ว่ามีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ภายนอกรัฐ ถูกพวกนักเลงประทุษร้าย.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พวกภิกษุณี จึงไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อน เที่ยวจาริกไปในสถานที่ ซึ่งรู้กันอยู่ว่า มีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ภายนอกรัฐเล่า.
พระบัญญัติ
๙๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่มีพวกเกวียนเป็นเพื่อน เที่ยวจาริกไปในสถานที่ ซึ่งรู้กันอยู่ว่ามีรังเกียจ มีภัยเฉพาะหน้า ภายนอกรัฐ เป็นปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๙
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๘๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายพากันเที่ยวจาริกไป ในภายในพรรษา. คนทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณีจึงได้เที่ยวจาริกไป ในภายในพรรษาเหยียบย่ำ หญ้าเขียวสด เบียดเบียนอินทรีย์ชนิด หนึ่งซึ่งมีชีวะ ทำสัตว์เล็กๆ เป็นจำนวนมาก ให้ประสพการประหาร.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้เที่ยวจาริกไปในภายในพรรษาเล่า.
พระบัญญัติ
๙๔. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด เที่ยวจาริกไปในภายในพรรษา เป็นปาจิตตีย์.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๙๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทาน เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย อยู่ใน พระนครราชคฤห์นั้น นั่นแหละ ตลอดฤดูฝน ตลอดฤดูหนาว ตลอดฤดูร้อน คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ทิศทั้งหลาย คับแคบ เป็นดุจมืดมน แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ทิศทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏแก่ ภิกษุณีเหล่านี้ ดังนี้.
ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงเล่า เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๙๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด อยู่จำตลอดฤดูฝนแล้ว ไม่หลีกไปสู่จาริก โดยที่สุด
แม้สิ้นหนทาง ๕-๖ โยชน์ เป็นปาจิตตีย์.
|