7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๒๒๐] [๒๕๓]
ภิกขุนีวิภังค์
ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๓
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑
1) เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๒๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีหลายรูป เปลือยกาย อาบน้ำ ในแม่น้ำ อจิรวดี ท่าเดียวกันกับพวกหญิงแพศยา.
พวกหญิงแพศยาได้พูดยั่วเย้าภิกษุณีเหล่านั้นว่า แม่เจ้า ทั้งหลาย พวกท่าน ยังเป็นสาว จะประพฤติพรหมจรรย์ไปทำไมกัน ธรรมดาบุคคล ต้อง บริโภคกาม มิใช่หรือ ต่อภายแก่พวกท่านจึงค่อยประพฤติพรหมจรรย์เถิด อย่างนี้พวกท่านจัก ได้รับ ประโยชน์ ทั้งสองประการพวกภิกษุณีถูกพวกหญิงแพศยาพูดยั่วเย้าอยู่ ได้เป็นผู้เก้อเขิน ครั้นกลับ ไป สู่สำนักแล้ว ได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลายๆ ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ทรงบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรก เกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุ นั้น แล เราจักบัญญัติ สิกขาบท แก่ภิกษุณีทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดี แห่งสงฆ์ ๑ ...เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๗๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด เปลือยกายอาบน้ำ เป็นปาจิตตีย์.
สิกขาบทวิภังค์
[๒๒๑] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
บทว่า เปลือยกายอาบน้ำ คือ ไม่นุ่งผ้า หรือไม่ห่มผ้าอาบน้ำ เป็นทุกกฏ ในประโยคอาบเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
อนาปัตติวาร
[๒๒๒] มีจีวรถูกโจรชิงไป หรือจีวรหาย ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ไม่ต้องอาบัติแล.
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๒
2) เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
[๒๒๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิก คหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาต ผ้าอาบน้ำฝนแก่ ภิกษุณี ทั้งหลายแล้ว. ภิกษุณีเหล่าฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตผ้าอาบ น้ำฝนแล้ว จึงใช้ผ้าอาบน้ำไม่มีประมาณเลื้อยข้างหน้าบ้าง เลื้อยข้างหลังบ้าง เที่ยวไป.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณ ีเหล่าฉัพพัคคีย์ จึงได้ใช้ผ้าอาบน้ำ ไม่มีประมาณเล่า ...
พระบัญญัติ
๗๗.๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้จะให้ทำผ้าอาบน้ำ พึงให้ทำให้ได้ประมาณ นี้ ประมาณในคำนั้น โดยยาว ๔ คืบ โดยกว้าง ๒ คืบ ด้วยคืบสุคต เธอทำให้ล่วง ประมาณนั้น เป็นปาจิตตีย์ มีอันให้ตัดเสีย.
ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๓
3) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๒๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของ อนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เอาผ้าสำหรับทำจีวร ซึ่งมีราคามาก มาทำจีวร เย็บจีวรให้เสียไป ภิกษุณีถุลลนันทาได้กล่าวคำนี้กะภิกษุณีรูปนั้นว่า แม่เจ้า ผ้า สำหรับ ทำจีวรของท่านผืนนี้เนื้อดี แต่ทำจีวรไม่ดี เย็บไม่สวย.
ภิกษุณีรูปนั้นถามว่า แม่เจ้า ดิฉันจักเลาะออก ท่านจักเย็บให้หรือ?
ภิกษุณีถุลลนันทาตอบว่า จ้ะ ดิฉันจักเย็บให้.
ครั้นแล้วภิกษุณีรูปนั้น ได้เลาะจีวรนั้น ให้แก่ภิกษุณีถุลลนันทา. ภิกษุณีถุลลนันทากล่าวว่า ดิฉันจักเย็บให้ ดิฉันจักเย็บให้ แล้วไม่เย็บ ไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นเย็บ ดังนั้นภิกษุณีรูปนั้น จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ ภิกษุณีทั้งหลาย.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉน แม่เจ้า ถุลลนันทา ให้เลาะจีวรของภิกษุณีแล้ว จึงไม่เย็บให้ ไม่ขวนขวาย ให้ผู้อื่นเย็บ ให้เล่า ...
พระบัญญัติ
๗๘. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด เลาะก็ดี ให้เลาะก็ดี ซึ่งจีวรของภิกษุณีแล้ว เธอไม่มี อันตรายใน ภายหลัง ไม่เย็บ ไม่ทำการขวนขวาย เพื่อให้เย็บ พ้น ๔-๕ วันไป เป็นปาจิตตีย์.
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๔
4) เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๓๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พวกภิกษุณี พากันฝากผ้าจีวร ไว้ในมือ ของภิกษุณี ทั้งหลาย แล้วมีแต่ผ้าอันตรวาสก กับผ้าอุตราสงค์ เที่ยวจาริกไปตามชนบท ผ้าจีวรเหล่านั้น ถูกเก็บไว้นาน ก็ขึ้นราตกหนาว ภิกษุณีพวกที่รับฝาก จึงผึ่งผ้าจีวรเหล่านั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ถามภิกษุณีพวกที่รับฝากว่า แม่เจ้า ผ้าจีวรเหล่านี้ของใครตกหนาว?
จึงภิกษุณี พวกที่รับฝากได้เล่าเรื่องนั้น แก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
บรรดาภิกษุณี ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้ฝากผ้าจีวร ไว้ในมือของภิกษุณีทั้งหลาย แล้วมีแต่ผ้าอันตรวาสก กับผ้าอุตราสงค์ เที่ยวจาริกไปในชนบทเล่า ...
พระบัญญัติ
๗๙. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ยังวาระผลัดเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิ อันมีกำหนด ๕ วันให้เกินไป เป็นปาจิตตีย์.
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๕
5) เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
[๒๓๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง ไปบิณฑบาต กลับมาแล้ว แผ่ผึ่งจีวรที่เปียกชุ่มเหงื่อไว้แล้ว เข้าสู่วิหาร.
ภิกษุณีรูปหนึ่งได้ห่มจีวร ผืนที่แผ่ผึ่งไว้นั้นแล้ว เข้าบ้านไปบิณฑบาต. ภิกษุณีเจ้าของออกม าถาม ภิกษุณีทั้งหลายว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เห็นจีวรของดิฉัน บ้างไหม ภิกษุณีทั้งหลาย แจ้งความนั้น แก่เธอๆ จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงไม่บอกกล่าว ห่มจีวรของเราไปเล่า แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ไม่ บอกกล่าว ห่มจีวรของภิกษุณีเล่า ...
พระบัญญัติ
๘๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด ใช้จีวรสับเปลี่ยน เป็นปาจิตตีย์.
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๖
6) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๓๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ตระกูลอุปฐาก ของภิกษุณ ีถุลลนันทา ได้กล่าวคำนี้ กะภิกษุณีถุลลนันทาว่า แม่เจ้า พวกข้าพเจ้า จักถวายจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์.
ภิกษุณีถุลลนันทาได้ทำการขัดขวางว่า พวกท่านยังมีธุระมาก มีการงาน ที่ยังจะ ต้องทำมาก.
ต่อมาเรือนแห่งตระกูลนั้น ถูกไฟไหม้ พวกเขาจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า ถุลลนันทา จึงได้ทำไทยธรรมของพวกเรา ให้เป็นอันตรายเล่า พวกเราเป็น คนคลาด จาก ประโยชน์ทั้งสอง คือโภคะและบุญ.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้ทำลาภคือ จีวรของหมู่ ให้เป็นอันตรายเล่า ...
พระบัญญัติ
๘๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด ทำลาภ คือ จีวรของหมู่ให้เป็นอันตราย เป็นปาจิตตีย์.
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๗
7) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธ เจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น มีอกาลจีวรบังเกิด แก่ภิกษุณีสงฆ์ แล้ว จึงภิกษุณีสงฆ์ ประชุมใคร่จะแจกกัน แต่เวลานั้นพวกภิกษุณีอันตวาสินี ของภิกษุณี ถุลลนันทา พากันหลีกไปภิกษุกณีถุลลนันทา ได้กล่าวคำนี้กะภิกษุณีทั้งหลาย ห้ามการ แจกจีวรว่า แม่เจ้า ภิกษุณีทั้งหลายหลีกไปแล้ว จักแจกจีวรกันยังไม่ได้ก่อนดังนี้.
ภิกษุณีทั้งหลาย กล่าวกันว่า ยังไม่แจกจีวรก่อน แล้วพากันกลับไป เมื่อหมู่ ภิกษุณี อันเตวาสินี กลับมาแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทาจึ งสั่งให้แจกจีวรนั้น.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้ห้ามการแจกจีวร อันเป็นไป โดยชอบธรรมเล่า ...
พระบัญญัติ
๘๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ห้ามการแจกจีวร อันเป็นไปโดยชอบธรรม เป็นปาจิตตีย์ ฯ
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๘
8) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๔๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา ให้สมณจีวรแก่ พวกครูฟ้อนรำ บ้าง พวกคนฟ้อนรำบ้าง พวกโดดไม้สูงบ้าง พวกจำอวดบ้าง พวกเล่นกลองบ้าง ด้วยสั่งว่า พวกท่านจงกล่าวพรรณาคุณ ของฉัน ในที่ชุมนุมชน พวกครูฟ้อนรำก็ดี พวกฟ้อนรำก็ดี พวกโดดไม้สูงก็ดีพวกจำอวดก็ดี พวกเล่นกลองก็ดี ย่อมกล่าวพรรณนาคุณ ของภิกษุณี ถุลลนันทา ในที่ชุมนุมชนว่า แม่เจ้าถุลลนันทา เป็นผู้คงแก่เรียน เป็นคนช่างพูด เป็นผู้องอาจ เป็นผู้สามารถเจรจาถ้อยคำ มีหลักฐาน ท่านทั้งหลาย จงถวายแก่แม่เจ้า จงทำแก่แม่เจ้า ดังนี้
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า ถุลลนันทา จึงให้สมณจีวรแก่ชาวบ้านเล่า ...
พระบัญญัติ
๘๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้สมณจีวรแก่ชาวบ้านก็ดี ปริพาชกก็ดี ปริพาชิกาก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๙
9) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๔๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ ฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ตระกูลอุปัฏฐาก ของภิกษุณีถุลลนันทาได้กล่าวคำนี้ แก่ภิกษุณีถุลลนันทาว่า แม่เจ้า ถ้าพวกข้าพเจ้าสามารถ ก็จักถวายจีวร แก่ภิกษุณีสงฆ์ ครั้นภิกษุณีทั้งหลาย จำพรรษาแล้ว ได้ประชุมกันประสงค์ จะแจกจีวร ภิกษุณีถุลลนันทา ได้กล่าวคำนี้ กะภิกษุณีเหล่านั้นว่า แม่เจ้า โปรดรอก่อน ภิกษุณีสงฆ์ ยังมีหวังจะได้จีวร.
ภิกษุณีทั้งหลายได้กล่าวคำนี้ แก่ภิกษุณีถุลลนันทาว่า ขอเชิญแม่เจ้าไปสืบดู ให้รู้เรื่องจีวรนั้น.
ภิกษุณีถุลลนันทา ได้เข้าไปสู่ตระกูลนั้นแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า อาวุโส ทั้งหลาย จงถวายจีวรแก่ ภิกษุณีสงฆ์เถิด.
คนในตระกูลตอบว่า แม่เจ้า พวกข้าพเจ้า ยังไม่สามารถ จะถวายจีวร แก่ภิกษุณีสงฆ์ได้.
ภิกษุณีถุลลนันทา ได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุณีทั้งหลาย บรรดาภิกษุณี ที่เป็นผู้ มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้ยัง สมัย จีวรกาลให้ล่วงไป ด้วยหวังว่าจ ะได้จีวรอันไม่แน่นอนเล่า.
พระบัญญัติ
๘๔. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด ยังสมัยจีวรกาลให้ล่วงไป ด้วยหวังว่าจะได้จีวรอันไม่ แน่นอน เป็น ปาจิตตีย์
นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑๐
10) เรื่องอุบาสกคนหนึ่ง
[๒๕๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งให้ช่าง สร้างวิหารหลังหนึ่ง อุทิศสงฆ์ ในงานฉลองวิหารนั้น เขามีความประสงค์ จะถวาย อกาลจีวร แก่สงฆ์ทั้งสองฝ่าย แต่สมัยนั้น สงฆ์ทั้งสอง ฝ่ายกรานกฐินแล้ว จึงอุบาสก เข้าไปหาสงฆ์ แล้วขอการเดาะกฐิน ภิกษุทั้งกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก เกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต เพื่อเดาะกฐิน แต่พึงเดาะ อย่างนี้.
อันภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๘๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด ห้ามการเดาะกฐิน อันเป็นไปแล้วโดยธรรม เป็นปาจิตตีย์
|