5/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๑๘๕] - [๒๑๗]
ภิกขุนีวิภังค์
ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๒
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๑
1) เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินีของพระภัททากาปิลานีเถรี
[๑๘๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ญาติผู้ชายของภิกษุณี อันเตวาสินีแห่งพระภัททากาปิลานีเถรี ได้จากบ้านไปสู่พระนครสาวัตถี ด้วยกรณียกิจ บางอย่าง. ฝ่ายภิกษุณีนั้นกับญาติผู้ชายนั้น หนึ่งต่อหนึ่ง ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง ในเวลาค่ำมืด ไม่มีแสงสว่าง.
บรรดาภิกษุณี ที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง กับบุรุษในเวลาค่ำมืด ที่ไม่มีแสงสว่าง หนึ่งต่อหนึ่งเล่า ...
ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีกับบุรุษ หนึ่งต่อหนึ่ง ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง ในเวลาค่ำมืด ที่ไม่มีแสงสว่าง จริงหรือ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีกับบุรุษ หนึ่งต่อหนึ่ง จึงได้ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง ในเวลาค่ำมืด ที่ไม่มีแสงสว่างเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๖๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง ยืนร่วมก็ดี เจรจาร่วมก็ดี ในเวลา ค่ำมืด ไม่มีประทีป เป็นปาจิตตีย์.
เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินี ของพระภัททากาปิลานีเถรี จบ.
สิกขาบทวิภังค์
[๑๘๖] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด ผู้เช่นใด ...
บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
บทว่า ในเวลาค่ำมืด ได้แก่ เวลาพระอาทิตย์ตกดินแล้ว.
บทว่า ไม่มีประทีป คือ ไม่มีแสงสว่าง.
ที่ชื่อว่า บุรุษ ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย มิใช่ยักษ์ผู้ชาย มิใช่เปรตผู้ชาย มิใช่สัตว์ ดิรัจฉาน ตัวผู้ เป็นบุคคลผู้รู้ความ เป็นผู้สามารถจะยืนร่วม เจรจาร่วมได้.
บทว่า กับ คือ ด้วยกัน.
บทว่า หนึ่งต่อหนึ่ง คือ บุรุษหนึ่ง และภิกษุณีรูปหนึ่ง.
บทว่า ยืนร่วมก็ดี คือ ยืนอยู่ในระยะช่วงแขนของบุรุษ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า เจรจาร่วมก็ดี คือ เจรจาอยู่ในช่วงแขนของบุรุษ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ยืนร่วม หรือเจรจาร่วม พ้นระยะช่วงแขน ต้องอาบัติทุกกฏ.
ยืนร่วมหรือเจรจาร่วม กับยักษ์ผู้ชาย เปรตผู้ชาย บัณเฑาะก์หรือสัตว์ดิรัจฉาน ตัว ผู้มีร่างกายคล้ายมนุษย์ ต้องอาบัติทุกกฏ.
อนาปัตติวาร
[๑๘๗] มีสตรีผู้รู้ความคนใด คนหนึ่งอยู่เป็นเพื่อน ๑ ไม่เพ่งที่ลับยืนร่วม หรือเจรจาร่วม ๑
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๒
2) เรื่องภิกษุณีอันเตวาสีนีของพระภัททากาปิลานีเถรี
[๑๘๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ญาติผู้ชาย ของภิกษุณี อันเตวาสินีแห่งภัททากาปิลานีเถรีได้จากบ้าน ไปสู่พระนครสาวัตถี ด้วยกรณียกิจ บางอย่าง. ฝ่ายภิกษุณีนั้นทราบแล้วว่า พระผู้มีพระภาค ทรงห้ามการยืนร่วม เจรจาร่วม กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง ในเวลาค่ำมืด ไม่มีประทีป จึงยืนร่วมบ้างเจรจาร่วมบ้าง กับบุรุษ ผู้นั้น และหนึ่งต่อหนึ่ง ในสถานที่กำบัง.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง ในสถานที่กำบังเล่า.
พระบัญญัติ
๖๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง ยืนร่วมก็ดี เจรจาร่วมก็ดี ในสถาน ที่กำบัง เป็นปาจิตตีย์.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๓
3) เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินีของพระภัททากาปิลานีเถรี
[๑๙๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ญาติผู้ชายของภิกษุณี อันเตวาสีนี แห่งพระภัททากาปิลานีเถรี ได้จากบ้านไปสู่พระนครสาวัตถี ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ฝ่ายภิกษุณีนั้น ทราบแล้วว่าพระผู้มีพระภาค ทรงห้ามการยืนร่วม เจรจาร่วม กับบุรุษหนึ่ง ต่อหนึ่ง ในสถานที่กำบัง จงยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง กับบุรุษคนนั้นแหละหนึ่งต่อหนึ่ง ในสถานที่แจ้ง.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีจึงได้ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง ในสถานที่แจ้งเล่า.
พระบัญญัติ
๖๘. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด กับบุรุษหนึ่งต่อหนึ่ง ยืนร่วมก็ดี เจรจาร่วมก็ดี ในสถาน ที่แจ้ง เป็นปาจิตตีย์.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๔
4) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๑๙๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้างกระซิบใกล้หูบ้าง กับบุรุษ หนึ่งต่อหนึ่ง ในถนนบ้าง ในตรอกตันบ้าง ในทางสามแพ่งบ้างส่งภิกษุณี ผู้เป็นเพื่อนกลับไปบ้าง.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้ยืนร่วมบ้าง เจรจาร่วมบ้าง กระซิบใกล้หูบ้าง กับบุรุษหนึ่ง ต่อหนึ่ง ในถนนบ้างในตรอกตันบ้าง ในทางสามแพร่งบ้าง ส่งภิกษุณีผู้เป็นเพื่อนกลับ ไปบ้างเล่า.
พระบัญญัติ
๖๙. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ยืนร่วมก็ดี เจรจาร่วมก็ดี กระซิบใกล้หูก็ดี กับบุรุษหนึ่ง ต่อหนึ่ง ในถนนก็ดี ในตรอกตันก็ดี ในทางสามแพร่งก็ดี ส่งภิกษุณีผู้เป็นเพื่อนกลับไปก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๕
5) เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
[๑๙๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เป็น กุลุปิกาของสกุลแห่งหนึ่ง รับภัตตาหารเป็นประจำ จึงภิกษุณีนั้น ครั้นเวลาเช้า ครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร เดินผ่านเข้าไปทางสกุลนั้น ครั้นถึงจึงนั่งบนอาสนะ แล้วไม่บอกลาเจ้าของบ้านกลับไป ทาสีแห่งสกุลนั้น มัวสาละวนเก็บกวาดเรือน ได้เก็บอาสนะนั้น ลงในกระโถน คนในบ้านไม่เห็นอาสนะ จึงถามภิกษุณีนั้นว่า ข้าแต่แม่เจ้า อาสนะนั้นอยู่ที่ไหน?
ภิกษุณีนั้นปฏิเสธว่า อาวุโส ดิฉันไม่เห็นอาสนะนั้น.
คนเหล่านั้นกล่าวคาดคั้นว่า ข้าแต่แม่เจ้า ขอท่านจงให้อาสนะนั้น ดังนี้แล้ว ได้บอกเลิก ถวายภัตตาหารประจำ ภายหลังเขาชำระเรือน พบอาสนะนั้น อยู่ในกระโถน จึงขอขมาโทษภิกษุณีนั้นแล้วได้เริ่มต้น ถวายภัตตาหารประจำต่อไป.
ส่วนภิกษุณีนั้น ได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี เข้าสู่สกุลในเวลา ก่อนอาหารนั่งบนอาสนะแล้ว จึงไม่ได้บอกลาเจ้าของบ้าน ก่อนกลับเล่า ...
พระบัญญัติ
๗๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด เข้าไปสู่สกุลทั้งหลาย ในเวลาก่อนอาหาร นั่งบน อาสนะแล้ว ไม่บอกลาเจ้าของบ้าน หลีกไป เป็นปาจิตตีย์.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๖
6) เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๒๐๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา เข้าไปสู่สกุล ในเวลาหลังอาหารแล้วนั่งบ้าง นอนบ้าง บนอาสนะ ไม่บอกกล่าวเจ้าของบ้าน คนในบ้าน กระดากภิกษุณีถุลลนันทา ไม่กล้านั่ง ไม่กล้านอนบนอาสนะ เขาจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้เข้าไปสู่สกุลในเวลาหลังอาหาร แล้วนั่งบ้าง นอนบ้าง บนอาสนะ ไม่บอกกล่าวเจ้าของบ้านเล่า ...
ภิกษุณี ทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้น พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้เข้าไปสู่สกุลในเวลาหลังอาหาร แล้วนั่งบ้าง นอนบ้าง บนอาสนะ ไม่บอกกล่าว เจ้าของบ้านเล่า ...
พระบัญญัติ
๗๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด เข้าไปสู่สกุลในเวลาหลังอาหาร ไม่บอกกล่าวพวกเจ้า ของบ้าน นั่งก็ดี นอนก็ดี บนอาสนะ เป็นปาจิตตีย์.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๗
7) เรื่องภิกษุณีหลายรูป
[๒๐๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีหลายรูป พากันไปสู่ พระนคร สาวัตถีในโกศลชนบท พอเข้าถึงบ้านหมู่หนึ่งในเวลาเย็น ได้เข้าสู่สกุล พราหมณ์ สกุลหนึ่ง ขอที่พักแรม. จึงพราหมณีได้กล่าวคำนี้กะภิกษุณีเหล่านั้นว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ขอได้โปรดรอจนกว่าท่านพราหมณ์จะมา.
ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวว่า จนกว่าท่านพราหมณ์จะมา ดังนี้ แล้วได้จัดปูลาด เครื่องสำหรับนอน แล้วบ้างพวกนั่ง บางพวกนอน.
ตกค่ำพราหมณ์มาเห็นแล้ว ได้ถามพราหมณีนั้นว่า สตรีเหล่านี้คือใครกัน? พราหมณี
ตอบว่า ภิกษุณีเจ้าค่ะ.
พราหมณ์กล่าวว่า จงขับไล่ไป สตรีศีรษะโล้นเหล่านี้เป็นหญิงเสเพล ดังนี้ แล้วให้ขับไล่ออกจากเรือนไป.
ครั้นภิกษุณีเหล่านั้น ไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้เข้าสู่สกุลในเวลาวิกาล แล้วไม่บอกเจ้าของบ้าน ปูลาดเองบ้าง ให้ผู้อื่นปูลาดบ้าง ซึ่งเครื่องนอน แล้วนั่งบ้างนอนบ้างเล่า ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๗๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด เข้าไปสู่สกุลทั้งหลาย ในเวลาวิกาล ไม่บอกพวกเจ้า ของบ้าน ลาดก็ดี ให้ลาดก็ดี ซึ่งเครื่องนอน แล้วนั่งก็ดี นอนก็ดี เป็นปาจิตตีย์.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๘
8) เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินีของพระภัททากาปิลานีเถรี
[๒๐๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีอันเตวาสินี ของพระ ภัททากาปิลานีเถรี ย่อมตั้งใจปฏิบัติ พระภัททากาปิลานีเถรีๆ จึงได้กล่าวคำนี้กะ ภิกษุณี ทั้งหลายว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ภิกษุณีรูปนี้ ปฏิบัติข้าพเจ้าโดยเคารพ ข้าพเจ้าจัก ให้ จีวร แก่ภิกษุณีรูปนี้ แต่ภิกษุณีรูปนั้น ให้ภิกษุณีอื่นโพนทะน าโดยให้เชื่อถือผิดว่า เข้าใจผิด ว่า แม่เจ้า ข่าวว่า ดิฉันมิได้ปฏิบัติแม่เจ้า โดยเคารพ ข่าวว่าแม่เจ้าจักไม่ให้จีวร แก่ดิฉัน ดังนี้.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ให้ภิกษุณีอื่น โพนทะนาโดยให้เชื่อถือผิด เข้าใจผิดเล่า ...
พระบัญญัติ
๗๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้คนอื่นโพนทะนา โดยให้เชื่อผิด เข้าใจผิด เป็น
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๙
9) เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
[๒๑๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย หาบริขารของตน ไม่พบ ต่างก็ถามภิกษุณี จัณฑกาลีดังนี้ว่า แม่เจ้า ท่านเห็นบริขารของพวกดิฉัน บ้างไหม?
ภิกษุณีจัณฑกาลีเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ข้าพเจ้าคนเดียว เป็นโจรแน่ละ ข้าพเจ้าคนเดียว เป็นคนไม่ละอายแน่ละ เพราะแม่เจ้าพวกที่หาบริขาร ของตนไม่พบ ต่างก็มากล่าวอย่างนี้กะข้าพเจ้าว่า แม่เจ้า ท่านเห็นบริขารของ พวกดิฉันบ้างไหม แม่เจ้าทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้าถือเอาบริขาร ของพวกท่านไป ข้าพเจ้าก็มิใช่สมณะ ย่อม เคลื่อนจากพรหมจรรย์ ต้องตกนรก แม้แม่เจ้าที่กล่าวอย่างนั้น กะข้าพเจ้าด้วยคำไม่จริง ก็ขอให้เป็นไม่ใช่สมณะ ต้องเคลื่อนจากพรหมจรรย์ต้องตกนรก.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าจัณฑกาลีจึงได้แช่งตน และคนอื่นด้วยนรกบ้าง ด้วยพรหมจรรย์บ้างเล่า ...
พระบัญญัติ
๗๔. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด แช่งตนก็ดี คนอื่นก็ดี ด้วยนรก หรือด้วยพรหมจรรย์ เป็นปาจิตตีย์.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
10) เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
[๒๑๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธ เจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลี ทะเลาะกับภิกษุณี ทั้งหลาย แล้วร้องไห้ประหารตนเอง.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าจัณฑกาลี จึงได้พร่ำตีตนแล้วร้องไห้เล่า.
พระบัญญัติ
๗๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด พร่ำตีตนแล้วร้องไห้ เป็นปาจิตตีย์.
|