เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑ ลสุณวรรค สิกขาบทของภิกษุณี มีเรื่องฉันกระเทียม กำจัดขนในที่ลับ การตบ อวัยวะเพศ การสอดใส่ด้วยวัตถุ การขอข้าวเปลือก การดูมหรสพ 2563
 

5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อ  [๑๔๗] -  [๑๘๔]

ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑ ลสุณวรรค ข้อ [๑๔๗] - [๑๘๒]
สิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา [๑๔๗]
สิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ [๑๕๔]
สิกขาบทที่ ๓ เรื่องภิกษุณี ๒ รูป [๑๕๗]
สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง [๑๖๐]
สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี [๑๖๓]
สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุณีภรรยาเก่าของมหาอำมาตย์ [๑๖๘]
สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุณีหลายรูป [๑๗๒]
สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพราหมณ์คนหนึ่ง [๑๗๕]
สิกขาบทที่ ๙ เรื่องภิกษุณีหลายรูป [๑๗๘]
สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ [๑๘๒]

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ลสุณสิกขาบท (ว่าด้วยการฉันกระเทียม) — ข้อ [๑๔๗]
มูลเหตุ อุบาสกถวายกระเทียมแก่ภิกษุณี แต่นางถุลลนันทาภิกษุณี พาพวกไปเก็บกระเทียมในไร่ มามากเกินประมาณ จนชาวบ้านติเตียน พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณี ฉันกระเทียม หากฉัน ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ (ยกเว้นฉันเพื่อเป็นยาเมื่ออาพาธ)

2. อุปกัจฉกสิกขาบท (ว่าด้วยการกำจัดขนในที่แคบ) — ข้อ [๑๕๔]
มูลเหตุ ภิกษุณีกลุ่มฉัพพัคคีย์ถอนขนในที่แคบ (รักแร้และในที่ลับ) แล้วเปลือยกายอาบน้ำท่าเดียว กับหญิงโสเภณี หญิงโสเภณีจึงเยาะเย้ยว่า ทำตัวเหมือนคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม พระบัญญัติ ห้าม ภิกษุณีถอน หรือกำจัดขนในที่แคบ หากทำต้องอาบัติปาจิตตีย์

3. ตลฆาตกสิกขาบท (ว่าด้วยการตบองค์รหัสด้วยฝ่ามือ) — ข้อ [๑๕๗]
มูลเหตุ ภิกษุณี ๒ รูป เกิดความกำหนัดยินดีในสัมผัส จึงเข้าห้องแล้วใช้ฝ่ามือตบต้องเนื้อตัว และ อวัยวะลับของกันและกัน พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีใช้ฝ่ามือหรือใช้วัตถุใดๆตบอวัยวะลับด้วยความ กำหนัด หากทำต้องอาบัติปาจิตตีย์

4. ชาตุมัฏฐสิกขาบท (ว่าด้วยการใช้ท่อนยาง) — ข้อ [๑๖๐]
มูลเหตุ ภิกษุณีรูปหนึ่ง (อดีตนางสนม) ถูกความกระสัน กระหายน้ำใจบีบคั้น จึงใช้วัตถุที่ทำด้วย ยาง (หรือไม้ แป้ง ดิน) สอดใส่ในอวัยวะเพศเพื่อบำบัดความใคร่ พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีใช้วัตถุ สอดใส่เพื่อความเพลิดเพลิน ในสัมผัส หากทำต้องอาบัติปาจิตตีย์

5. อุพภชาณุมัณฑลิกาสิกขาบท(ว่าด้วยการใช้น้ำชำระลึกเกินไป) — ข้อ [๑๖๓]
มูลเหตุ นางปชาบดีทูลว่าสตรีมีกลิ่นกายไม่สะอาด จึงอนุญาตให้น้ำชำระ ต่อมาภิกษุณีบางรูป ชำระลึกเกินไปจนเป็นแผล และเกิดความกำหนัด พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีชำระล้างลึกเกินกว่า ๒ ข้อนิ้วมือ หากลึกเกินไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์

6. ภิกขุอุภิสัญญนสิกขาบท (ว่าด้วยการยืนปรนนิบัติ ภิกษุขณะฉัน) — ข้อ [๑๖๘]
มูลเหตุ อดีตสามีภรรยาบวชเป็นภิกษุและภิกษุณี เมื่อภิกษุฉันอาหาร ภิกษุณีก็เข้าไปยืนปรนนิบัติ ใกล้ๆ พร้อมพูดจาย้อนความหลัง พอถูกภิกษุดุว่า นางก็โกรธ คว่ำน้ำราดและใช้พัดตี ภิกษุนั้น พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีปรนนิบัติภิกษุในระยะหัตถบาส (เอื้อมถึง)หากทำต้องอาบัติ ปาจิตตีย์

7. อามาสธัญญสิกขาบท (ว่าด้วยการขอและจัดการข้าวเปลือกดิบ) — ข้อ [๑๗๒]
มูลเหตุ ในฤดูเกี่ยวข้าว ภิกษุณีหลายรูป เที่ยวขอข้าวเปลือกจากชาวนา ถูกชาวบ้านที่ประตูเมือง ล้อเลียน และแย่งชิงไป อีกทั้งยังนั่งตำ ฝัด และหุงเอง พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีขอข้าวเปลือก มาฝัด ตำ หรือหุงต้มเพื่อฉันเอง หากทำต้องอาบัติปาจิตตีย์

8. อุจจารฉัฑฑิกาสิกขาบท (ว่าด้วยการทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลนอกฝา) — ข้อ [๑๗๕]
มูลเหตุ ภิกษุณีรูปหนึ่ง ถ่ายอุจจาระใส่หม้อ แล้วเทออกนอกหน้าต่าง บังเอิญราดรดลงบนศีรษะ ของพราหมณ์คนหนึ่ง ที่แต่งตัวสะอาด พราหมณ์โกรธและด่าทอ พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีเท หรือ ทิ้งอุจจาระ ปัสสาวะ ขยะ ออกไปภายนอกฝา หรือ นอกกำแพงสำนัก หากทำต้องอาบัติปาจิตตีย์

9. หริตฉัฑฑิกาสิกขาบท (ว่าด้วยการทิ้งสิ่งปฏิกูลบนของเขียวสด) — ข้อ [๑๗๘]
มูลเหตุ ภิกษุณีหลายรูป พากันเทอุจจาระ ปัสสาวะ และขยะ ทิ้งลงในนาข้าวเหนียว ของพราหมณ์ ที่อยู่ติดกับสำนัก จนทำให้พืชผลเสียหาย พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีเท หรือทิ้ง อุจจาระ ปัสสาวะ ขยะ สิ่งโสโครก บนพืชพันธุ์ไม้ หรือของเขียวสด ที่ชาวบ้านปลูกไว้ หากทำต้องอาบัติปาจิตตีย์

10. นัจจคีตวาทิตสิกขาบท(ว่าด้วยการไปดูมหรสพ) — ข้อ [๑๘๒]
มูลเหตุ มีงานมหรสพบนยอดเขา ในกรุงราชคฤห์ กลุ่มภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ได้พากันไป เที่ยวดูการ ฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี ถูฏชาวบ้านตำหนิว่าเป็นผู้ใคร่ในกาม พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณี ไปดูการฟ้อนรำ การขับร้อง หรือการประโคมดนตรี หากไปดูต้องอาบัติปาจิตตีย์

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อ  [๑๔๗] -  [๑๘๔]
ภิกขุนีวิภังค์

ปาจิตติยกัณฑ์


            แม่เจ้าทั้งหลาย ก็ธรรมคือปาจิตตีย์ ๑๖๖ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.

ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑

ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

            [๑๔๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่ง ได้ปวารณา กระเทียมไว้แก่ภิกษุณีสงฆ์ว่า แม่เจ้าเหล่าใด ต้องการกระเทียม กระผมขอปวารณา. และยังได้สั่งคนเฝ้าไร่ไว้ด้วยว่า ถ้าภิกษุณีทั้งหลายมาขอ จงถวายท่านไปรูปละ ๒-๓ กำ

            ก็สมัยนั้นแล ในเมืองสาวัตถี กำลังมีงานมหรสพ. กระเทียมเท่าที่เขานำมาขาย ได้หมด ขาดคราว. ภิกษุณีทั้งหลาย พากันเข้าไปหาอุบาสกคนนั้น แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า อาวุโส พวกอาตมาต้องการกระเทียม

            อุบาสกกล่าวว่า ไม่มี เจ้าข้า กระเทียมเท่าที่นำมาแล้วหมด ขาดคราว ขอท่าน ทั้งหลายได้โปรดไปที่ไร่

            ภิกษุณีถุลลนันทาได้ไปที่ไร่ ขนกระเทียมไปมาก ไม่รู้จักประมาณ. คนเฝ้าไร่ จึงเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายไปถึงไร่แล้ว จึงไม่รู้จัก ประมาณ ขนกระเทียมไปมากมายเล่า.

            ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนเฝ้าไร่เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้ มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงไม่รู้จักประมาณ ขนกระเทียมเอาไปมากมายเล่า.

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีถุลลนันทา ไม่รู้จักประมาณ ขนกระเทียมไปมากมาย จริงหรือ?

            ภิกษุณีทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณี ถุลลนันทา จึงได้ไม่รู้จักประมาณ ขนกระเทียมเขาไปมากมาย การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของนางนั่น เป็นไป เพื่อความไม่เลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

            [๑๔๘] พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนภิกษุณีถุลลนันทา โดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ทรงกระทำธรรมีกถา อันสมควรแก่เรื่องนั้น อันเหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสเล่ากะภิกษุทั้งหลายว่า

เรื่องหงส์ทอง

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทาได้เคยเป็นปชาบดี ของพราหมณ์คนหนึ่ง มีธิดา ๓ คน ชื่อนันทา ๑ นันทวดี ๑ สุนทรีนันทา ๑ ครั้นพราหมณ์ สามี ทำลายขันธ์ไปบังเกิด ในกำเนิดหงส์ตระกูลหนึ่ง มีขนเป็นทองทั้งตัว หงส์นั้น สลัดขน ให้แก่สตรีเหล่านั้น คนละขน แต่ภิกษุณีถุลลนันทาคิดว่า หงส์ตัวนี้สลัดขน ให้แก่พวกเรา คนละขนเท่านั้น แล้วได้จับพระยาหงส์นั้น ถอนขนจนเกลี้ยง ขนพระยาหงส์ นั้น ที่งอกใหม่ได้กลายเป็นสีขาวไป.

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นภิกษุณีถุลลนันทา ได้เสื่อมจากทองเพราะ ความ โลภจัด มาบัดนี้เสื่อมจากกระเทียม.

            [๑๔๙] ได้สิ่งใดแล้ว ควรยินดีด้วยสิ่งนั้น เพราะความโลภจัดเป็นเหตุให้เสื่อม เหมือนภิกษุณีถุลลนันทา จับพระยาหงส์ถอนขนแล้ว เสื่อมจากทองฉะนั้น.

            [๑๕๐] พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนภิกษุณีถุลลนันทา โดยอเนกปริยายดังนี้ แล้ว ... ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๕๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ฉันกระเทียม เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๕๑] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

            ที่ชื่อว่า กระเทียม ได้แก่ กระเทียมที่เขาเรียกกันว่า เกิดในแคว้นมคธ.
ภิกษุณีรับประเคน ด้วยหมายใจว่า จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ กลืนกิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน.

บทภาชนีย์
ติกะปาจิตตีย์

            [๑๕๒] กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่ากระเทียม ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
            กระเทียม ภิกษุณีสงสัย ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ใช่กระเทียม ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทุกะทุกกฏ

            ไม่ใช่กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่ากระเทียม ต้องอาบัติทุกกฏ.
            ไม่ใช่กระเทียม ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ

            ไม่ใช่กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่า ไม่ใช่กระเทียม ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

            [๑๕๓] กระเทียมเหลือง ๑ กระเทียมแดง ๑ กระเทียมเขียว ๑ กระเทียมต้น ไม่มีเยื่อ ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในแกง ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในเนื้อ ๑ กระเทียมเจียวน้ำมัน ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในน้ำพุทรา ๑ กระเทียมที่ปรุงลงในแกงอ่อม ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


2)
ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๒
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์

            [๑๕๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ให้ถอนขน ในที่แคบ แล้วเปลือยกายอาบน้ำ ท่าเดียวกันกับหญิงแพศยา ในแม่น้ำอจิรวดี.

             พวกหญิงแพศยา พากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ให้ถอนขน ในที่แคบเหมือนพวกหญิงคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกามเล่า ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินหญิงแพศยาพวกนั้น พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้ให้ถอนขนในที่แคบ ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า             ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ให้ถอนขนในที่แคบ จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ จึงได้ให้ถอนขนในที่แคบเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๕๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้ถอนขนในที่แคบ เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๕๕] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่าผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

            ที่ชื่อว่า ที่แคบ ได้แก่ รักแร้ทั้งสอง บริเวณทวารเบา.
            บทว่า ให้ถอน คือให้ถอนขนแม้เส้นเดียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.             ให้ถอนขนแม้หลายเส้น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนาปัตติวาร

            [๑๕๖] มีเหตุอาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


3)
ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๓
เรื่องภิกษุณี ๒ รูป

            [๑๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณี ๒ รูปอันความ กระสัน บีบคั้นแล้วเข้าห้องน้อย แล้วทำการสัมผัส บริเวณองค์รหัสกัน. ภิกษุณีทั้งหลาย พรูกันเข้ามาตามเสียงสัมผัสนั้นแล้ว ได้ถามสองภิกษุณีนั้นดังนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เหตุไฉนพวกท่านจึงทำมิดีมิร้ายกับบุรุษ.

            ภิกษุณีสองรูปนั้นตอบว่า แม่เจ้าทั้งหลาย พวกดิฉัน มิได้ทำมิดีมิร้ายกับบุรุษ             ภิกษุณีสองรูปนั้นได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุณีทั้งหลาย.

            บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ทำการสัมผัส บริเวณองค์รหัสกันเล่า ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวก ภิกษุณี ทำการสัมผัสบริเวณองค์รหัสกัน จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้ทำการสัมผัส บริเวณองค์รหัสกันเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๕๘. ๓. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะสัมผัสบริเวณองค์รหัส.

เรื่องภิกษุณี ๒ รูป จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๕๘] ที่ชื่อว่า สัมผัสบริเวณองค์รหัส คือ ภิกษุณียินดีสัมผัส ให้ตบที่องค์รหัส โดยที่สุดแม้ด้วยกลีบบัว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนาปัตติวาร

            [๑๕๙] มีเหตุอาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


4)
ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๔
เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง

            [๑๖๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น มีพระสนมเก่าคนหนึ่ง บวชอยู่ในสำนักภิกษุณีภิกษุณีรูปหนึ่ง อันความกระสันบีบคั้นแล้ว ได้เข้าไปหาภิกษุณี พระสนมรูปนั้น ถึงสำนักแล้วถามว่าแม่เจ้า พระราชาเสด็จไปหาแม่เจ้านานๆ ครั้ง แม่เจ้าดำรงอยู่ได้ด้วยอาการอย่างไร?

            ภิกษุณีพระสนมตอบว่า ด้วยท่อนยางเกลี้ยงๆ จ๊ะ.

            ภิกษุณีนั้นซักว่า ท่อนยางเกลี้ยงนั่นเป็นอย่างไร?

            จึงภิกษุณีพระสนมนั้น ได้บอกท่อนยางเกลี้ยงแก่ภิกษุณีนั้น ภิกษุณีนั้นใช้ ท่อนยางเกลี้ยง แล้วลืมล้างวางทิ้งไว้ ณ ที่ข้างหนึ่ง. ภิกษุณีทั้งหลาย เห็นท่อนยาง เกลี้ยง มีหมู่แมลงวันตอม จึงพูดเป็นเชิงถามว่า นี่การกระทำของใคร?

            ภิกษุณีนั้นกล่าวตอบอย่างนี้ว่า นี้เป็นการกระทำของดิฉัน.
            บรรดาภิกษุณี ที่เป็น ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีจึงได้ใช้ท่อนยางเกลี้ยงๆ เล่า ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณี ใช้ท่อนยางเกลี้ยงๆ จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจึงได้ใช้ ท่อนยางเกลี้ยงๆ เล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๕๙. ๔. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะใช้ท่อนยางเกลี้ยงๆ

เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๖๑] ที่ชื่อว่า ท่อนยางเกลี้ยงๆ ได้แก่ วัตถุที่ทำขึ้นด้วยยาง ทำขึ้นด้วยไม้ ทำขึ้นด้วยแป้ง ทำขึ้นด้วยดิน.

            ภิกษุณียินดีสัมผัส สอดวัตถุ โดยที่สุดแม้กลีบอุบล เข้าไปสู่องค์รหัส ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.

อนาปัตติวาร

            [๑๖๒] มีเหตุอาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


5)
ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๕
เรื่องพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี

            [๑๖๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตพระนครกบิลพัสดุ์ สักกชนบท. ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เข้าเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงพุทธสำนัก ถวายบังคมแล้วได้ยืนเฝ้าอยู่ ณ ที่ใต้ลม กราบทูลว่า มาตุคามมีกลิ่นเหม็น พระพุทธเจ้าข้า.

            ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ภิกษุณีทั้งหลาย จงใช้น้ำชำระ แล้วทรงยัง พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ครั้นพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี อันพระผู้มีพระภาค โปรดประทาน ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ถวายบังคมทำประทักษิณ หลีกไปแล้ว พระองค์จึงทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก เกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต น้ำชำระ แก่ภิกษุณีทั้งหลาย.

เรื่องพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี จบ.

เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง

            [๑๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งทราบว่า พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาต น้ำชำระแล้ว จึงใช้น้ำชำระลึกเกินไป ได้ทำให้เกิดแผลขึ้น ในองค์รหัส ดังนั้นนาง จึงได้แจ้ง เรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงได้ใช้น้ำชำระลึกเกินไปเล่า ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีใช้น้ำชำระลึกเกินไป จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณี จึงได้ใช้น้ำชำระลึกเกินไปเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๖๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีผู้จะใช้น้ำชำระ พึงใช้ชำระลึกเพียงสองข้อองคุลี เป็นอย่างยิ่ง เกินกว่านั้น เป็นอาบัติปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๖๕] ที่ชื่อว่า น้ำชำระ ได้แก่ น้ำที่เขาเรียกว่า น้ำสำหรับชำระองค์รหัส.
            บทว่า ผู้จะใช้ คือ ผู้จะชะล้าง.
            คำว่า พึงใช้ชำระลึก เพียงสองข้อองคุลีเป็นอย่างยิ่ง คือ พึงใช้ชำระลึกเพียง สองข้อในสององคุลี เป็นอย่างยิ่ง.
            คำว่า เกินกว่านั้น ความว่า ภิกษุณียินดีสัมผัสให้ล่วงเลยเข้าไป โดยที่สุดแม้ชั่ว ปลายเส้นผม ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์
ติกะปาจิตตีย์

            [๑๖๖] เกินสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ใช้ชำระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            เกินสองข้อองคุลี ภิกษุณีสงสัย ใช้ชำระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            เกินสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ถึง ใช้ชำระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทุกะทุกกฏ

            ไม่ถึงสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าเกิน ต้องอาบัติทุกกฏ.
            ไม่ถึงสองข้อองคุลี ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ

            ไม่ถึงสองข้อองคุลี ภิกษุณีสำคัญว่าไม่ถึง ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

            [๑๖๗] ใช้ชำระลึก เพียงสองข้อองคุลี ๑ ใช้ชำระลึกไม่ถึงสองข้อองคุลี ๑ เพราะเหตุอาพาธ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


6)

ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๖
เรื่องภิกษุณีภรรยาเก่าของมหาอำมาตย์

            [๑๖๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น มหาอำมาตย์ผู้หนึ่ง ชื่ออาโรหันตะ ได้บวชอยู่ในสำนักภิกษุ. ภรรยาเก่าของท่าน ก็ได้บวชอยู่ในสำนัก ภิกษุณี. ต่อมา ภิกษุนั้นทำภัตกิจในสำนักภิกษุณีนั้น. เมื่อภิกษุนั้นกำลังฉันอยู่ ภิกษุณีนั้น ได้เข้าไปยืนปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉันและการพัดวี แล้วกล่าวถ้อยคำเกี่ยวกับ การ ครองเรือน ยั่วยวนอยู่ จึงภิกษุนั้นรุกรานนางว่า ดูกรน้องหญิง เธออย่าได้ทำเช่นนี้ ข้อนี้ไม่ควร.

            นางได้กล่าวว่า เมื่อก่อนท่านได้กระทำอย่างนี้ๆ แก่ข้าพเจ้า บัดนี้ เพียงเท่านี้ ก็ทนไม่ได้ ครั้นแล้วได้ครอบขันน้ำลงบนศีรษะ ประหารด้วยพัด. บรรดาภิกษุณีที่เป็น ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงได้ให้ประหาร แก่ภิกษุเล่า ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย             ข่าวว่าภิกษุณีให้ประหารแก่ภิกษุ จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณี จึงได้ให้ ประหารแก่ภิกษุเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๖๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด เมื่อภิกษุกำลังฉันอยู่ เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉัน หรือด้วยการพัดวี เป็นปาจิตตีย์.

            เรื่องภิกษุณีภรรยาเก่าของมหาอำมาตย์ จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๖๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
            บทว่า เมื่อภิกษุ ได้แก่ เมื่ออุปสัมบัน.
            บทว่า กำลังฉันอยู่ คือ กำลังฉันโภชนะ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่.
            ที่ชื่อว่า น้ำฉัน ได้แก่ น้ำชนิดใดชนิดหนึ่งสำหรับดื่ม.
            ที่ชื่อว่า การพัดวี ได้แก่ เครื่องโบกแกว่งชนิดใดชนิดหนึ่งสำหรับพัดวี.
            บทว่า เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ความว่า อยู่ในหัตถบาส ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์
ติกะปาจิตตีย์

            [๑๗๐] อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอุปสัมบัน เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉัน หรือด้วยการพัดวี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

            อุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉันหรือการพัดวี ต้อง อาบัติปาจิตตีย์.

            อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอนุปสัมบัน เข้าไปปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำฉัน หรือ การพัดวีต้องอาบัติปาจิตตีย์

ฉักกะทุกกฏ

            ปฏิบัติอยู่นอกหัตถบาส ต้องอาบัติทุกกฏ.
            ภิกษุฉันของเคี้ยว ภิกษุณีเข้าไปปฏิบัติ ต้องอาบัติทุกกฏ.
            เข้าไปปฏิบัติอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
            อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
            อนุสัมบัน ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ
            อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร

            [๑๗๑] ภิกษุณีถวายเอง ๑ ให้คนอื่นถวาย ๑ สั่งอนุปสัมบันให้ปฏิบัติ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


7)

ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๗
เรื่องภิกษุณีหลายรูป

            [๑๗๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น เป็นฤดูเกี่ยวข้าว ภิกษุณีทั้งหลาย ขอข้าวเปลือกสด แล้วนำเข้าไปในพระนคร ครั้นถึงที่ประตูพระนคร คนทั้งหลาย พากันกั้นประตูพูดสัพยอกว่า ข้าแต่แม่เจ้าทั้งหลาย ขอท่านจงให้ส่วน แบ่งบ้าง ดังนี้ แล้วปล่อยไป ครั้นภิกษุณีเหล่านั้น กลับไปถึงสำนักแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุณีทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ขอข้าวเปลือกสดเขาเล่า ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุณี ขอข้าวเปลือกสดเขา จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ขอข้าวเปลือกสดเขาเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๖๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ขอก็ดี ให้ขอก็ดี คั่วก็ดี ให้คั่วก็ดี ตำก็ดี ให้ตำก็ดีหุงก็ดี ให้หุงก็ดี ซึ่งข้าวเปลือกสด แล้วฉัน เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๗๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

            ที่ชื่อว่า ข้าวเปลือกสด ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่างลูกเดือย หญ้ากับแก้.
            บทว่า ขอ คือ ขอเอง. บทว่า ให้ขอ คือ ให้ผู้อื่นขอแทน.
            บทว่า คั่ว คือ คั่วเอง. บทว่า ให้คั่ว คือ ให้ผู้อื่นคั่ว.
            บทว่า ตำ คือ ตำเอง. บทว่า ให้ตำ คือ ให้ผู้อื่นตำ.
            บทว่า หุง คือ หุงเอง. บทว่า ให้หุง คือ ให้ผู้อื่นหุง.
            ภิกษุณีรับประเคนไว้ด้วยหมายใจว่า จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ. ฉัน ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน.

อนาปัตติวาร

            [๑๗๔] เพราะเหตุอาพาธ ๑ ขออปรัณณชาติ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


8)

ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๘
เรื่องพราหมณ์คนหนึ่ง

            [๑๗๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่ง เป็นข้าราชการ ถูกปลดออกจากราชการ แล้วคิดว่าจัก ทูลขอรับพระราชทาน ตำแหน่ง เดิมคืน จึงสนานเกล้าแล้วเดินผ่านที่พำนัก ของภิกษุณีไปสู่ราชตระกูล ภิกษุณีรูปหนึ่ง ถ่ายวัจจะลงในหม้อ แล้วเททิ้งออกนอกฝา ราดลงบนศีรษะของพราหมณ์นั้น

            ดังนั้น พราหมณ์จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุณีโล้นเหล่านี้ไม่ใช่ สมณะ ไม่มีสมบัติ ไฉนจึงได้เทหม้อคูถ ลงบนศีรษะเราเล่า เราจักเผาที่พำนักของ ภิกษุณี เหล่านี้ เสียดังนั้น จึงถือคบเพลิง เข้าไปสู่ที่พำนักภิกษุณี อุบาสกคนหนึ่ง ออกมาจากสำนักภิกษุณี เห็นพราหมณ์นั้น กำลังถือคบเพลิงผ่านเข้าไปสู่ที่พำนัก จึงถามพราหมณ์ว่า ท่านผู้เจริญ เหตุไรท่านถือคบเพลิงเข้าไปสู่ที่พำนักภิกษุณี?

            พราหมณ์ตอบว่า ท่านผู้เจริญ เพราะภิกษุณีโล้นเหล่านี้ เป็นสตรีไม่มีสมบัติ เทหม้อคูถลงบนศีรษะของเรา เราจึงจักเผาสำนัก ของภิกษุณีเหล่านี้เสีย.

            อุบาสกชี้แจงว่า ไปเถิด ท่านผู้เจริญ นั่นเป็นมงคล ท่านจักได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ ตำลึง และตำแหน่งเดิมคืน.

            ฝ่ายพราหมณ์นั้นสนานเกล้า แล้วไปสู่ราชตระกูล ได้ทรัพย์พระราชทาน ๑,๐๐๐ ตำลึง และตำแหน่งเดิมนั้นคืน. จึงอุบาสกนั้น เข้าไปสู่ที่พำนักภิกษุณี แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุณีทั้งหลายแล้วขู่สำทับ.

            บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้เทอุจจาระ ทิ้งออกภายนอกฝาที่พำนักเล่า ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวก ภิกษุณี เทอุจจาระทิ้งออกภายนอกฝา ที่พำนัก จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณี จึงได้เทอุจจาระทิ้งออกนอกฝาที่พำนักเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๖๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด เทหรือให้เท ซึ่งอุจจาระก็ดี ปัสสาวะก็ดี หยากเยื่อ ก็ดีของเป็นเดนก็ดี ณ ภายนอกฝาที่พำนักก็ดี ณ ภายนอกกำแพงก็ดี เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องพราหมณ์คนหนึ่ง จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๗๖] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
            ที่ชื่อว่า อุจจาระ ได้แก่ สิ่งที่เขาเรียกกันว่าคูถ.
            ที่ชื่อว่า ปัสสาวะ ได้แก่ สิ่งที่เขาเรียกกันว่ามูตร.
            ที่ชื่อว่า หยากเยื่อ ได้แก่ สิ่งที่เขาเรียกกันว่าขยะมูลฝอย.
            ที่ชื่อว่า ของเป็นเดน ได้แก่ อามิสเป็นเดน หรือกระดูก หรือน้ำที่เป็นเดน.
            ที่ชื่อว่า ฝา ได้แก่ฝา ๓ ชนิด คือ ฝาอิฐ ฝาศิลา ฝาไม้.
            ที่ชื่อว่า กำแพง ได้แก่กำแพง ๓ ชนิด คือ กำแพงอิฐ กำแพงศิลา กำแพงไม้.
            บทว่า ภายนอกฝา คือ ข้างนอกฝาที่อยู่.
            บทว่า ภายนอกกำแพง คือ ข้างนอกกำแพง.
            บทว่า เท ความว่า เทเอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บทว่า ให้เท ความว่า ใช้คนอื่น ต้องอาบัติทุกกฏ ใช้เขาครั้งเดียว เขาเทแม้ หลายครั้ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนาปัตติวาร

            [๑๗๗] มองดูก่อนแล้วจึงเท ๑ เทในที่ที่เขาไม่ใช้ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


9)

ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๙
เรื่องภิกษุณีหลายรูป

            [๑๗๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าป ระทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่ง มีนาข้าวเหนียวอยู่ใกล้ที่พำนักของภิกษุณี ภิกษุณีทั้งหลาย เทอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง หยากเยื่อบ้าง ของเป็นเดนบ้าง ทิ้งลงในนาจึงพราหมณ์นั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ทำนาข้าวเหนียว ของข้าพเจ้า ให้เสียหายเล่า

            ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินพราหมณ์นั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้เท อุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้างหยากเยื่อบ้าง ของเป็นเดนบ้าง ลงในของเขียวสดเล่า.

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย ข่าวว่า พวก ภิกษุณี เทอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง หยากเยื่อบ้าง ของเป็นเดนบ้าง ลงในของ เขียวสด จริงหรือ?

            ภิกษุณีทั้งหลายทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้เทอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง หยากเยื่อบ้าง ของเป็นเดนบ้าง ลงในของเขียวสดเล่า การกระทำ ของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๖๔. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด เท หรือให้เท ซึ่งอุจจาระก็ดี ปัสสาวะก็ดี หยากเยื่อก็ดี ของเป็นเดนก็ดี ลงในของเขียวสด เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุณีหลายรูป จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๗๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
            ที่ชื่อว่า อุจจาระ ได้แก่ สิ่งที่เขาเรียกกันว่าคูถ.
            ที่ชื่อว่า ปัสสาวะ ได้แก่ สิ่งที่เขาเรียกกันว่ามูตร.
            ที่ชื่อว่า หยากเยื่อ ได้แก่ สิ่งที่เขาเรียกกันว่าขยะมูลฝอย.
            ที่ชื่อว่า ของเป็นเดน ได้แก่อามิสเป็นเดน หรือกระดูก หรือน้ำที่เป็นเดน.
            ที่ชื่อว่า ของเขียวสด ได้แก่ บุพพัณณชาติ อปรัณณชาติ ที่ประชาชนปลูกไว้ สำหรับ เป็นเครื่องอุปโภค และบริโภค.
            บทว่า เท ความว่า เทเอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บทว่า ให้เท ความว่า ใช้คนอื่น ต้องอาบัติทุกกฏ ๑- ใช้เขาครั้งเดียวเขาเท แม้หลายครั้ง ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์
ติกะปาจิตตีย์

            [๑๘๐] ของเขียวสด ภิกษุณีสำคัญว่าของเขียวสด เทหรือให้เท ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.
            ของเขียวสด ภิกษุณีสงสัย เท หรือให้เท ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            ของเขียวสด ภิกษุณีสำคัญว่า มิใช่ของเขียวสด เท หรือให้เท ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.

ทุกะทุกกฏ

            มิใช่ของเขียวสด ภิกษุณีสำคัญว่า ของเขียวสด ต้องอาบัติทุกกฏ.
            มิใช่ของเขียวสด ภิกษุณีสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.
            มิใช่ของเขียวสด ภิกษุณีสำคัญว่า มิใช่ของเขียวสด ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

            [๑๘๑] มองดูก่อนแล้วจึงเท ๑ เทบนคันนา ๑ บอกขออนุญาตต่อเจ้าของแล้ว เท ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


10)
ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์

            [๑๘๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อ แก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ในพระนคร ราชคฤห์มีมหรสพ บนยอดภูเขา เหล่าภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ได้พากันไปดูมหรสพ บน ยอดภูเขา พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ พากันไปดูการฟ้อนรำบ้าง การขับร้องบ้าง การประโคมดนตรีบ้าง เหมือนสตรีคฤหัสถ์ ผู้บริโภค กามเล่า ...

            ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินชาวบ้านพวกนั้น พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้พากันไปดูการฟ้อนรำบ้าง การขับร้องบ้าง การประโคมดนตรีบ้างเล่า ...

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ พากันไปดูการฟ้อนรำบ้าง การขับร้องบ้าง การประโคมดนตรีบ้าง จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ จึงได้พากันไปดูการฟ้อนรำบ้าง การขับร้องบ้าง การประโคมดนตรีบ้างเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๖๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไปดูการฟ้อนรำก็ดี การขับร้องก็ดี การประโคมดนตรี ก็ดี เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๑๘๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
            ที่ชื่อว่า การฟ้อนรำ ได้แก่ การฟ้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง.
            ที่ชื่อว่า การขับร้อง ได้แก่ เพลงขับอย่างใดอย่างหนึ่ง.
            ที่ชื่อว่า การประโคมดนตรี ได้แก่ เครื่องดีดสีตีเป่าอย่างใดอย่างหนึ่ง.
            ภิกษุณีเดินไปเพื่อจะดู ต้องอาบัติทุกกฏ. ยืนอยู่ ณ ที่ใด ยังแลเห็นหรือได้ยิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์. พ้นสายตาไปแล้ว กลับแลดูหรือฟังอีก ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            ภิกษุณีเดินไป เพื่อจะดูเครื่องมหรสพ เฉพาะอย่างๆ ต้องอาบัติทุกกฏ. ยืนอยู่ ณ ที่ใด ยังแลเห็นหรือได้ยิน ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์. พ้นสายตาไปแล้ว กลับแลดูหรือ ฟังอีก ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนาปัตติวาร

            [๑๘๔] ยืนอยู่ในอารามแลเห็นหรือได้ยิน ๑ เขาฟ้อนรำขับร้อง หรือประโคม ผ่านมายังสถานที่ภิกษุณียืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ ๑ เดินสวนทางไป แลเห็นหรือได้ยิน ๑ เมื่อมีกิจจำเป็นเดินผ่านไปแลเห็นหรือได้ยิน ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์