เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ - บทที่ ๑อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ของพระภิกษุณี 2562
 

3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๙๓]- [๑๓๔]

นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค
หมวดพระวินัยที่ว่าด้วยอาบัติ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ของพระภิกษุณี (ความผิดที่ต้องสละสิ่งของนั้น ออกไป ก่อนจึงจะแสดงอาบัติตก)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ การสะสมบาตร
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีทำการสะสมบาตรไว้เป็นจำนวนมาก มูลเหตุ ภิกษุณีกลุ่มฉัพพัคคีย์ สะสมบาตรไว้มากมาย จนชาวบ้านตำหนิว่า เหมือนจะตั้งร้านขาย ภาชนะดินเผา

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
การแจกอกาลจีวร
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีนำอกาลจีวร (ผ้าที่ถวายนอกฤดูกาลกฐิน) มาอธิษฐานเป็นกาลจีวร แล้ว แจกจ่ายแก่หมู่คณะโดยมิชอบ มูลเหตุ มีการนำผ้าที่ทายกอุทิศให้เป็นอกาลจีวร มาเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์ เพื่อแจกจ่ายกันเองในกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา การแลกเปลี่ยนจีวร
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีแลกเปลี่ยนจีวรกับภิกษุณีอื่น แล้วชิงคืนหรือสั่งให้ผู้อื่นชิงคืน มูลเหตุ ภิกษุณีถุลลนันทา ได้ทำการแลกเปลี่ยนจีวร กับภิกษุณีรูปหนึ่ง ต่อมาเกิดความโกรธและไม่พอใจ จึงได้ไปชิงเอาจีวรผืนนั้นกลับคืนมา

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
การออกปากขอของอย่างหนึ่ง แล้วขอของอย่างอื่น
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีออกปากขอสิ่งของอย่างหนึ่งจากทายก แล้วกลับเปลี่ยนใจขอสิ่งของ อีกอย่างหนึ่ง เพิ่มหรือแทนที่ มูลเหตุ อุบาสกเตรียมจะถวายเนยใสแก่ ภิกษุณีถุลลนันทา แต่ขอเปลี่ยนเป็นน้ำมันแทน ทำให้ทายกเดือดร้อน ต้องหาซื้อใหม่

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
การให้ซื้อของอย่างหนึ่งแล้วให้ซื้อของอย่างอื่น
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณี สั่งให้ทายกซื้อสิ่งของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนใจ มูลเหตุ ภิกษุณีถุลลนันทา ป่วย อุบาสกจึงนำเงินไปจัดตั้งไว้ เพื่อซื้อเนยใสมาถวาย แต่นางกลับ สั่งให้ คนใช้ของอุบาสก เปลี่ยนไปซื้อน้ำมัน

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
การแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ ข้อที่ ๑
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณี นำปัจจัยหรือกัปปิยภัณฑ์ ที่ทายกอุทิศถวายแก่ "พระสงฆ์" เพื่อ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง ไปเปลี่ยนแปลงซื้อหาปัจจัยอย่างอื่นมาใช้เป็น "ส่วนตัว" มูลเหตุ ชาวบ้าน ร่วมกันบริจาคทรัพย์ สร้างวิหาร แต่ภิกษุณี กลับน้อมนำปัจจัยส่วนกลางนั้น มาซื้อของใช้ส่วนตัว

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
การแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ ข้อที่ ๒
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีนำปัจจัย หรือกัปปิยภัณฑ์ ที่ทายกอุทิศถวายแก่ "พระสงฆ์" ไปใช้ เปลี่ยนเป็นของอย่างอื่น แม้จะเป็นของส่วนกลางของสงฆ์ ด้วยกันก็ตาม มูลเหตุ มีการปรับเปลี่ยน และยักย้ายสิ่งของที่ชาวบ้านตั้งใจถวาย เพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งไปทำอีกอย่างหนึ่ง โดยพลการ

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
การแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายคณะ ข้อที่ ๑
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีนำปัจจัย ที่ทายกอุทิศถวายแก่ "ภิกษุณีหมู่มาก (คณะ)" เพื่อวัตถุประสงค์ เฉพาะอย่าง ไปแลกเปลี่ยนซื้อของอย่างอื่นมาเป็น "ส่วนตัว" มูลเหตุ ทายกบริจาคทรัพย์ ให้แก่ กลุ่ม ภิกษุณี เพื่อทำกิจอย่างหนึ่ง แต่นางภิกษุณีกลับนำเงินนั้น มาใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตน

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
การแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายคณะ ข้อที่ ๒
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีนำปัจจัย ที่ทายกอุทิศถวายแก่ "ภิกษุณีหมู่มาก (คณะ)" ไปสั่งจ่าย หรือแลกเปลี่ยน เป็นสิ่งอื่นที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิมของทายก มูลเหตุ คล้ายสิกขาบทที่ ๘ แต่เป็นการยักย้าย หรือเปลี่ยนประเภทสิ่งของ ส่วนกลางของคณะไปเป็นสิ่งอื่น โดยที่ทายกไม่ได้ ปวารณา หรือยินยอม

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
การแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายแก่บุคคล
พระบัญญัติ ห้ามภิกษุณีนำปัจจัย ที่ทายกอุทิศถวาย เพื่อประโยชน์อย่างหนึ่งแก่ "บุคคล (ภิกษุณีรูปนั้นเอง)" ไปขอเปลี่ยนเป็นของอย่างอื่น เพื่อบริโภคส่วนตัว มูลเหตุ ภิกษุณีถุลลนันทา ปล่อยให้บริเวณที่อยู่อาศัย ทรุดโทรม ชาวบ้านจึงรวบรวมทรัพย์ ถวายอุทิศไว้เป็นค่าซ่อมแซม บริเวณ แต่นางกลับขอเปลี่ยนเป็นยามาบริโภคส่วนตัวแทน

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๙๓]- [๑๓๔]
ภิกขุนีวิภังค์

นิสสัคคิยกัณฑ์

            แม่เจ้าทั้งหลาย อนึ่ง ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.

ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ (สะสมบาตร)

            [๙๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของ อนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ พากันสั่งสม บาตรไว้มากมาย ประชาชนเดินเที่ยวชมวิหาร เห็นเข้าแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้สั่งสมบาตรไว้มากมาย ท่านจักทำการ ขายบาตร หรือจักออกร้านค้า เครื่องภาชนะ.

            ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงพากันทำการสั่งสม บาตรเล่า ...ครั้นแล้วได้แจ้งเรื่องนั้น แด่ภิกษุทั้งหลายๆ ได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

ทรงสอบถาม

            พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ ทำการสั่งสมบาตร จริงหรือ?

            ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณี ฉัพพัคคีย์ จึงได้พากันทำการสั่งสมบาตรเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

            ๒๖. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงทำการสั่งสมบาตร เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ.

สิกขาบทวิภังค์

            [๙๔] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
            บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

            ที่ชื่อว่า บาตร มีสองชนิด คือบาตรเหล็ก ๑ บาตรดินเผา ๑ ขนาดของบาตร
            บาตรมี ๓ ขนาด คือ บาตรขนาดใหญ่ ๑ บาตรขนาดกลาง ๑ บาตรขนาดเล็ก ๑
            บาตรที่ชื่อว่าขนาดใหญ่ จุข้าวสุกแห่งข้าวสารกึ่งอาฬหก ของเคี้ยวเท่าส่วน ที่สี่แห่ง ข้าวสุก และกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น.
            บาตรที่ชื่อว่าขนาดกลาง จุข้าวสุกแห่งข้าวสารหนึ่งนาฬี ของเคี้ยวเท่าส่วน ที่สี่แห่ง ข้าวสุก และกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น.
            บาตรที่ชื่อว่าขนาดเล็ก จุข้าวสุกแห่งข้าวสารหนึ่งปัตถะ ของเคี้ยวเท่าส่วน ที่สี่แห่ง ข้าวสุก และกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น.
            ใหญ่กว่านั้นไม่ใช่บาตร เล็กกว่านั้นก็ไม่ใช่บาตร.
            บทว่า พึงทำการสั่งสม คือ ไม่ได้อธิษฐาน ไม่ได้วิกัป.
            บาตรเป็นนิสสัคคิยะ คือ เป็นนิสสัคคีย์พร้อมกับ เวลาอรุณขึ้น จำต้องเสียสละ แก่ สงฆ์คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง.

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลบาตรเป็นนิสสัคคีย์นั้น ภิกษุณีพึงเสียสละ อย่างนี้.

วิธีเสียสละ
เสียสละแก่สงฆ์

            [๙๕] ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้า ภิกษุณี ผู้แก่พรรษากว่าทั้งหลาย แล้วนั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าเจ้าข้า บาตรใบนี้ของข้าพเจ้าล่วงราตรีแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละบาตร ใบนี้แก่สงฆ์ ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถพึงรับอาบัติ พึงคืนบาตรที่เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจาว่า แม่เจ้าเจ้าข้าขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บาตรใบนี้ของภิกษุณีมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้บาตร ใบนี้ แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.

เสียสละแก่คณะ

            [๙๖] ภิกษุณีรูปนั้นพึงเข้าไปห าภิกษุณีหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุณี ผู้แก่พรรษากว่าทั้งหลาย แล้วนั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

            แม่เจ้า เจ้าข้า บาตรใบนี้ของข้าพเจ้า ล่วงราตรีแล้ว เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้า สละบาตรใบนี้ แก่แม่เจ้าทั้งหลาย.

            ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืน บาตร ที่เสียสละ ให้ด้วย ญัตติกรรมวาจาว่า ขอแม่เจ้าทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า บาตรใบนี้ ของ ภิกษุณีมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่แม่เจ้าทั้งหลาย ถ้าความพร้อม พรั่งของ แม่เจ้าทั้งหลาย ถึงที่แล้ว แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้บาตรใบนี้ แก่ภิกษุณีมีชื่อนี้ ดังนี้.

เสียสละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง

            [๙๗] ภิกษุณีรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า เจ้าข้า บาตรใบนี้ของดิฉัน ล่วงราตรีแล้ว เป็นของจำ จะสละดิฉันสละบาตรใบนี้แก่แม่เจ้า ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุณี ผู้รับ เสียสละนั้น พึงรับอาบัติพึงคืนบาตร ที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้บาตรใบนี้ แก่แม่เจ้า ดังนี้.

บทภาชนีย์
นิสสัคคิยปาจิตตีย์

            [๙๘] บาตรล่วงราตรีแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่า ล่วงแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรล่วงราตรีแล้ว ภิกษุณีสงสัย เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรล่วงราตรีแล้ว ภิกษุณีสำคัญว่า ยังไม่ล่วง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุณีสำคัญว่า อธิษฐานแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรยังไม่ได้วิกัป ภิกษุณีสำคัญว่าวิกัปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรยังไม่ได้สละให้ไป ภิกษุณีสำคัญว่า สละให้ไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรยังไม่สูญ ภิกษุณีสำคัญว่า สูญแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรไม่หาย ภิกษุณีสำคัญว่า หายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรไม่แตก ภิกษุณีสำคัญว่า แตกแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            บาตรไม่ถูกลักไป ภิกษุณีสำคัญว่า ถูกลักไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ติกะทุกกฏ

            [๙๙] บาตรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุณียังไม่ได้สละ ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ.
            บาตรยังไม่ล่วงราตรี ภิกษุณีสำคัญว่า ล่วงแล้ว ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ.
            บาตรยังไม่ล่วงราตรี ภิกษุณีสงสัย ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ

            บาตรยังไม่ล่วงราตรี ภิกษุณีสำคัญว่า ยังไม่ล่วง ใช้สอย ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

            [๑๐๐] ภายในอรุณขึ้น ภิกษุณีอธิษฐาน ๑ วิกัป ๑ สละให้ไป ๑ สูญ ๑ หาย ๑ แตก ๑ ถูกโขมยแย่งชิงเอาไป ๑ เพื่อนถือวิสาสะเอาไป ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

เรื่องไม่ยอมคืนบาตรให้

            [๑๐๑] สมัยต่อมา ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ไม่ยอมคืนบาตรที่เสียสละให้ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูล เรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บาตรที่ภิกษุณี เสียสละแล้ว จะไม่คืนให้ไม่ได้ รูปใดไม่ยอมคืนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.


2
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

            [๑๐๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าป ระทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีหลายรูปด้วยกัน จำพรรษาอยู่ในอาวาส ใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร และอิริยาบถ แต่มีผ้าเก่า มีจีวรเศร้าหมอง ได้พากันไปสู่พระนครสาวัตถี

            พวกอุบาสกอุบาสิก าเห็นภิกษุณีเหล่านั้นแล้วคิดว่า ภิกษุณีเหล่านี้เป็นผู้ ถึงพร้อมด้วยวัตร และอิริยาบถ แต่มีผ้าเก่า มีจีวรเศร้าหมอง ท่านเหล่านี้เห็นจักถูกผู้ร้าย แย่งชิง แล้วได้ถวาย อกาลจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุณีถุลลนันทาอธิษฐานว่า กฐิน พวกเรา กรานแล้ว ผ้านี้เป็นกาล จีวร แล้วให้แจกกันเอง.

            อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พบเห็นภิกษุณีเหล่านั้นแล้วได้ถามว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ได้จีวร แล้วหรือ?

            ภิกษุณีเหล่านั้นตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกดิฉันไม่ได้จีวร เพราะแม่เจ้า ถุลลนันทา อธิษฐานว่า กฐินพวกเรากรานแล้ว ผ้านี้เป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเอง.

            อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า ถุลลนันทา จึงได้อธิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเองเล่า ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้อธิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกันเองเล่า ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้น ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

พระบัญญัติ

            ๒๗. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด อธิษฐานผ้าอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วแจกกัน เป็น
นิสสัคคิยปาจิตตีย์.


3
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

            [๑๐๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา กับภิกษุณีรูปหนึ่ง ได้เปลี่ยน จีวรกันห่ม ส่วนภิกษุณีรูปนั้น พับจีวรที่เปลี่ยนกันนั้น แล้วเก็บไว้

            ภิกษุณีถุลลนันทา ได้ถามภิกษุณีรูปนั้นดังนี้ว่า แม่เจ้า จีวรที่เธอเปลี่ยนกันกับ ดิฉันนั้น อยู่ที่ไหน? จึงภิกษุณีรูปนั้นนำจีวรผืนนั้ นออกมาแสดงแก่ภิกษุณีถุลลนันทาๆ จึงพูดกะ ภิกษุณีรูปนั้นดังนี้ว่า แม่เจ้า เธอจงรับจีวรของเธอไป จงนำจีวรของดิฉัน ผืนนั้นมา นี่จีวร ของเธอ ก็ต้องเป็นของเธอ นั่นจีวรของดิฉัน ก็ต้องเป็นของดิฉัน เธอจงนำจีวรผืนนั้น ของ ดิฉันมา จงนำจีวรของเธอกลับไป ดังนี้ แล้วได้ชิงเอาคืนมา จึงภิกษุณีรูปนั้นได้แจ้ง เรื่องนั้น แก่ภิกษุณีทั้งหลาย.

            บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า ถุลลนันทา เปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้ว จึงได้ชิงเอาคืนมาเล่า ครั้นแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย.
            ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระบัญญัติ

            ๒๘.๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด เปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้ว นางพูดขึ้นในภายหลัง อย่างนี้ว่า แม่เจ้า เธอจงรับจีวรของเธอไป จงนำจีวรของดิฉันผืนนั้นมา นี่จีวรของเธอ ก็ต้อง เป็นของเธอ นั่นจีวรของ ดิฉันก็ต้องเป็นของดิฉัน เธอจงนำจีวรผืนนั้นของดิฉันมา จงนำ จีวรของเธอ กลับไป ดังนี้ ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.


4
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

            [๑๑๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา อาพาธ มีอุบาสก คนหนึ่ง เข้าไปเยี่ยม ภิกษุณีถุลลนันทา ถึงสำนัก แล้วได้ถามนางดังนี้ว่า ข้าแต่แม่เจ้า ท่านไม่สบาย หรือ จงกรุณาใช้ข้าพเจ้า ให้นำของสิ่งไรมาถวาย.

            นางตอบว่า อาวุโส ฉันต้องการเนยใส.
            จึงอุบาสกนั้น ได้ไปนำเนยใส ราคาหนึ่งกหาปณะ จากร้านของชาวตลาด คนหนึ่ง มาถวาย ภิกษุณี ถุลลนันทา.
            นางกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส ความต้องการของฉัน ไม่ใช่เนยใส ฉันต้องการ น้ำมัน.
            จึงอุบาสกนั้น ได้เดินกลับเข้าไปหาชาวตลาดคนนั้นแล้ว บอกกะเขาดังนี้ว่า แม่เจ้า ไม่ต้องการ เนยใสจ้ะ ต้องการน้ำมัน ขอท่านจงรับคืน เนยใสของท่าน โปรดให้ น้ำมัน แก่ข้าพเจ้า.

            ชาวตลาดตอบว่า นี่นาย ถ้าพวกข้าพเจ้า รับสิ่งของที่ขายไปแล้ว คืนมาอีก เมื่อไรสินค้า ของพวกข้าพเจ้า จึงจักขายหมดไป เนยใสท่านซื้อไปด้วยราคาเนยใสแล้ว จงนำราคาค่า น้ำมันมา จึงจักนำน้ำมันไปได้.

            อุบาสกผู้นั้นจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาขึ้นในทันใดนั้นแลว่า แม่เจ้า ถุลลนันทา ออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้ว ไฉนจึงได้ออกปากขอของอย่างอื่นอีกเล่า.

            ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่.             บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าถุลล นันทา ออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว จึงได้ออกปากขอ ของอย่างอื่นอีกเล่า แล้วได้ แจ้ง เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

พระบัญญัติ

            ๒๙.๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว พึงออกปากขอของ อื่นอีกอย่าง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.


5
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

            [๑๑๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธ จึงอุบาสก คนหนึ่ง เข้าไปเยี่ยมภิกษุณีถุลลนันทา ถึงสำนัก แล้วได้ถามนางดังนี้ว่า ข้าแต่แม่เจ้า ร่างกาย ยังพอ ทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ?

            นางตอบว่า อาวุโส ฉันทนไม่ไหว ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้.
            อุบาสกนั้นปวารณาว่า ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าจะฝากกหาปณะไว้ที่ร้านของ ชาวตลา ดชื่อโน้นท่านต้องการสิ่งใด พึงใช้ให้ใครๆ ไปนำสิ่งนั้นมาจากร้านนั้น.

            ภิกษุณีถุลลนันทา ใช้สิกขมานารูปหนึ่งไปด้วยสั่งว่า แม่สิกขมานา เธอจงไปนำ น้ำมัน ราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านของชาวตลาดชื่อโน้นมา.

            จึงนางสิกขมานานั้น ได้ไปนำน้ำมันราคาหนึ่งกหาปณะ จากร้านของชาวตลาด นั้น มาถวายแก่ภิกษุณีถุลลนันทา.

            ภิกษุณีถุลลนันทาพูดอย่างนี้ว่า แม่สิกขมานา ความต้องการของฉันไม่ใช่น้ำมัน ฉันต้องการเนยใส.

            จึงนางสิกขมานานั้นได้เดินกลับเข้าไปหาชาวตลาดนั้น แล้วบอกกะเขาดังนี้ว่า ไม่ถูกความประสงค์ จ้ะ แม่เจ้าไม่ใช่ต้องการน้ำมัน ต้องการเนยใส ขอท่านจงรับคืน น้ำมัน ของท่าน โปรดให้เนยใสแก่ดิฉัน.

            ชาวตลาดตอบว่า นี่แน่ะแม่คุณ ถ้าพวกฉันจักรับคืน สิ่งของที่ขายไปแล้วมาอีก เมื่อไร สินค้าของพวกฉันจึงจักขายได้ น้ำมันท่านซื้อไปด้วยราคาน้ำมันแล้ว จงนำราคา ค่า เนยใส มา จึงจักนำเนยใสไปได้.

            ขณะนั้นแล นางสิกขมานาได้ยืนร้องไห้.
            ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ถามนางสิกขมานานั้น ดังนี้ว่า แน่ะ แม่สิกขมานา เธอร้องไห้ เพราะเหตุไร?

            จึงนางสิกขมานานั้นได้แจ้งเรื่องให้ทราบ.
            บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า ถุลลนันทา สั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้ว จึงได้สั่งให้จ่ายของอย่างอื่น อีกเล่า ...

พระบัญญัติ

            ๓๐.๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด สั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งแล้ว สั่งให้จ่ายของอื่นอีกอย่าง เป็นนิสัคคิยปาจิตตีย์.


6
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖
เรื่องภิกษุณีหลายรูป

            [๑๑๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พวกอุบาสกอุบาสิกา พากันรวบรวม สิ่งของเครื่องใช้ที่เขาเต็มใจทำบุญเพื่อเป็นมูลค่าจีวรสำหรับภิกษุณีสงฆ์ ฝากไว้ที่ร้านพ่อค้า ผ้าคนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลายกล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์ เพื่อประโยชน์แก่จีวร พวกข้าพเจ้าได้ฝากไว้ ที่ร้านพ่อค้าผ้าชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลายกรุณาให้ ไวยาวัจกรไปนำจีวร จากร้านพ่อค้าผู้นั้นมาแจกกันเถิด เจ้าข้า.

            ภิกษุณีทั้งหลายให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้นเป็นเภสัช แล้วบริโภคเป็นส่วนตัว.
            พวกอุบสกอุบาสิการู้เรื่องแล้วพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ เป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า ...

            ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา อยู่.
            บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้ให้เปลี่ยน กัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้ เพื่อประโยชน์แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้ อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ เป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า ...

พระบัญญัติ

            ๓๑. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ ที่เขา ถวายไว้ เพื่อ เป็นมูลค่า แก่ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.


7
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗
เรื่องภิกษุณีหลายรูป

            [๑๒๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามขอ งอนาถณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พวกอุบาสกอุบาสิกา พากันรวบรวม สิ่งของเครื่องใช้ที่เขาเต็มใจทำบุญ เพื่อเป็นมูลค่าจีวร สำหรับภิกษุณี สงฆ์ ฝากไว้ที่ร้าน พ่อค้าคนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลาย กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์เพื่อเป็นมูลค่าจีวร พวกข้าพเจ้าฝากไว้ที่ร้าน พ่อค้าผ้าชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลาย กรุณาให้ไวยาวัจกรไปนำจีวร จากร้านพ่อค้าผ้าผู้นั้นมาแจกกันเถิด เจ้าข้า.

            ภิกษุณีทั้งหลายได้ขอให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ นั้นแหละเป็นเภสัช ไปบริโภค เป็นส่วนตัว.
            อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ทราบเรื่องแล้วพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่า ปัจจัย อย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมา เป็นส่วนตัวด้วยเล่า.

            ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสก อุบาสิกาเหล่านั้น เพ่งโทษติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ให้ เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขา ตั้งใจถวายสงฆ์ ไปเป็นปัจจัยอย่าง อื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัว ด้วยเล่า ...

พระบัญญัติ

            ๓๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขา ถวายไว้ เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์ แต่ขอมาเป็นส่วนตัว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.


8
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘
เรื่องภิกษุณีหลายรูป

            [๑๒๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายผู้อาศัย อยู่ในบริเวณหมู่บ้านตำบลหนึ่ งอัตคัดด้วยข้าวยาคู.

            จึงชาวบ้านตำบลนั้นได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ ที่เขาเต็มใจทำบุญ เพื่อประสงค์ เป็นมูลค่าข้าวยาคู สำหรับภิกษุณีทั้งหลาย ฝากไว้ที่ร้านชาวตลาดคนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหา ภิกษุณีทั้งหลาย กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์ เพื่อเป็นมูลค่าข้าวยาคู พวกข้าพเจ้าได้ฝากไว้ที่ร้านของชาวตลาดชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลาย จงให้ไวยาวัจกร ไปนำข้าวสาร จากร้านชาวตลาดผู้นั้นมาหุงต้ม ฉันเถิด.

            ภิกษุณีทั้งหลายได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้น เป็นเภสัชไปบริโภค.
            ชาวบ้านตำบล นั้นทราบเรื่องแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลายจึงได้ให้เปลี่ยนกัป ปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่า ปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้ อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก เป็นปัจจัย อย่างอื่นไปเล่า.

            ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินเขาเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่.             บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เ พื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ ภิกษุณีหมู่มาก มาเป็นปัจจัยอย่างอื่นไปเล่า ...

พระบัญญัติ

            ๓๓. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยน ซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้ เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัย อย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจจะถวายแก่ ภิกษุณี หมู่มาก เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์


9
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙
เรื่องภิกษุณีหลายรูป

            [๑๓๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ผู้อาศัยอยู่ในบริเวณ หมู่บ้าน ตำบลหนึ่ง อัตคัดด้วยข้าวยาคู.

            จึงชาวบ้านตำบลนั้นได้รวบรวมเครื่องใช้สอย ที่เขาเต็มใจทำบุญ เพื่อเป็นมูลค่า ข้าวยาคู สำหรับภิกษุณีทั้งหลาย ฝากไว้ที่ร้านชาวตลาด คนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหา ภิกษุณีทั้งหลาย กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย เจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์ เพื่อเป็นมูลค่า ข้าวยาคู พวกข้าพเจ้ าฝากไว้ที่ร้านชาวตลาด ชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลาย จงให้ไวยาวัจกร ไปนำข้าวสารจ ากชาวตลาดนั้นมาหุงต้มฉันเถิด.

            ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ขอให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์นั้นแหละ เป็นเภสัชไปบริโภค เป็นส่วนตัว.
            ชาวบ้านตำบลนั้นทราบเรื่องแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี ทั้งหลาย จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่า ปัจจัย อย่างหนึ่ง อุทิศไว้ อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจจะถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก ไปเป็นปัจจัย อย่างอื่น ทั้งขอมาเป็นส่วนตัว ด้วยเล่า.

            ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินชาวบ้านตำบลนั้น พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่เขาบริจาคไว้ เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้ อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายแก่ภิกษุณีหมู่มาก ไปเป็นปัจจัยอย่างอื่น ทั้งขอมาเป็น ส่วนตัวด้วยเล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระบัญญัติ

            ๓๔.๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขา ถวายไว้ เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายภิกษุณี หมู่มาก แต่ขอมา เป็นส่วนตัว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.


10
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา

            [๑๓๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา เป็นพหูสูต ช่างพูด องอาจ สามารถ กล่าวถ้อยคำมีหลักฐาน. คนเป็นอันมาก ต่างพากันเข้าไปสนทนา ปราศรัย ด้วย ประจวบเวลานั้นบริเวณของ ภิกษุณีถุลลนันทา ชำรุด ชาวบ้านจึงถาม ภิกษุณีถุลลนันทา ว่า แม่เจ้า เพราะเหตุไร แม่เจ้าจึงปล่อยให้ บริเวณชำรุด.

            นางตอบว่า เพราะคนให้ไม่มี คนทำก็ไม่มี.

            จึงชาวบ้านพวกนั้น ได้รวบรวมสิ่งของ เครื่องใช้สอย ที่เขาเต็มใจทำบุญ เพื่อเป็น มูลค่า บริเวณ แล้วถวายเป็นกัปปิยภัณฑ์ไว้แก่ ภิกษุณีถุลลนันทา ภิกษุณีถุลลนันทา ได้ขอ ให้เปลี่ยน กัปปิยภัณฑ์ นั้นแหละ เป็นเภสัช แล้วบริโภค เป็นส่วนตัว.

            ชาวบ้านเหล่านั้น ทราบเรื่องแล้ว พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้า ถุลลนันทา จึงได้ให้เปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ ที่เขาถวายไว้เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัย อย่างหนึ่ง อุทิศไว้ อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายบุคคล มาเป็นปัจจัยอย่างอื่นไป ทั้งขอมาเป็นส่วนตัวด้วยเล่า.

พระบัญญัติ

            ๓๕. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด ให้เปลี่ยนซึ่งปัจจัยอย่างอื่น ด้วยกัปปิยภัณฑ์ที่เขา ถวายไว้ เพื่อเป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง อุทิศไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายบุคคล แต่ขอมา เป็น ส่วนตัวเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.





 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์