2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๓๑] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
ภิกขุนีวิภังค์
สัตตรสกัณฑ์
1)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑
เรื่องอุบาสกกับภิกษุณีถุลลนันทา
[๓๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่ง ถวายโรงเก็บของ แก่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว ถึงอนิจกรรม. เขามีบุตรอยู่ ๒ คน คนหนึ่งเป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส อีกคนหนึ่งเป็นคนมีศรัทธา เลื่อมใส.
บุตรทั้งสองนั้น แบ่งสมบัติของบิดาแล้ว ต่อมาบุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส จึงได้พูดกับบุตร คนที่มีศรัทธาเลื่อมใสว่า โรงเก็บของของเรายังมีอยู่ เรามาแบ่งกันเถิด. เมื่อเขาพูดอย่างนั้นแล้ว บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใส พูดห้ามว่า เจ้าอย่าได้พูดอย่างนี้ โรงเก็บของนั้น บิดาของเราได้ถวายภิกษุณีสงฆ์แล้ว.
แม้ครั้งที่สอง บุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ก็พูดว่า โรงเก็บของของเรา เราจะแบ่งกัน.ครั้งนั้นแล บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใส ก็พูดห้ามว่า เจ้าอย่าได้พูดอย่างนี้ โรงเก็บของนั้น บิดาของเราได้ถวายแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว.
แม้ครั้งที่สาม บุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ก็พูดว่า โรงเก็บของของเรา เราจะแบ่งกัน.ครั้งนั้นแล บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใส จึงคิดว่า ถ้าโรงเก็บของนั้น จักเป็นของเรา เราก็จักถวายแก่ภิกษุณีสงฆ์ แล้วกล่าวว่า เราจงแบ่งกันเถิด. บังเอิญโรงเก็บของ ที่เขาทั้งสองแบ่งกันนั้น ได้ตกแก่บุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส.
ครั้งนั้นแล จึงบุตรคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลาย แล้วบอกว่าเชิญแม่เจ้าทั้งหลาย ออกไปเถิด เจ้าข้า เพราะโรงเก็บของเป็นของข้าพเจ้า.
เมื่อเขาบอกอย่างนั้นแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทาได้พูดว่า นายอย่าพูดอย่างนี้ บิดาของพวกนายได้ถวายแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว.
ต่างเถียงกันอยู่ว่า ถวายแล้ว ไม่ได้ถวาย แล้วฟ้องมหาอำมาตย์ผู้พิพาษา. มหาอำมาตย์ถามว่า แม่เจ้า ใครเล่าจะทราบว่าได้ถวายแล้วแก่ภิกษุณีสงฆ์?
เมื่อเขาถามอย่างนั้นแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทา ย้อนถามพวกมหาอำมาตย์ เหล่านั้น ว่า พวกท่านได้เห็นหรือได้ยินบ้างไหมว่า ทานที่เขาถวายกันต้องตั้งพยานด้วย?
จึงมหาอำมาตย์เหล่านั้นพูดว่า แม่เจ้าพูดจริงแท้ แล้วได้ตัดสินโรงเก็บของนั้น ให้แก่ภิกษุณีสงฆ์.
ครั้นบุรุษนั้นแพ้คดีแล้ว จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุณีโล้นเหล่านี้ ไม่เป็นสมณะ เป็นหญิงฉ้อโกง ไฉนจึงได้ให้ผู้พิพากษาริบโรงเก็บของของเราเสียเล่า.
ภิกษุณีถุลลนันทาได้แจ้งความเรื่องนั้น แก่มหาอำมาตย์. มหาอำมาตย์ได้ให้ ปรับไหมบุรุษนั้น.
ครั้นบุรุษนั้นถูกปรับไหมแล้ว ได้ให้สร้างที่พักอาชีวกไว้ใกล้ๆ สำนักภิกษุณี แล้วส่งพวกอาชีวกไปอยู่ด้วยสั่งว่า จงช่วยกันกล่าวล่วงเกินภิกษุณีพวกนั้น.
ภิกษุณีถุลลนันทา ได้แจ้งความนั้นแก่มหาอำมาตย์. มหาอำมาตย์ได้ให้ จองจำเขาแล้ว. พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ครั้งแรกพวกภิกษุณี ได้ให้เจ้าหน้าที่ริบโรงเก็บของ ครั้งที่สองให้ปรับไหม ครั้งที่สามให้จองจำ คราวนี้เห็นที จะให้ประหารชีวิต.
พวกภิกษุณีได้ยินชาวบ้านพวกนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่ เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนา ว่าไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้ชอบ เป็นคนกล่าวหาเรื่องเล่า แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ ได้กราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๙.๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด ชอบกล่าวหาเรื่องกับคหบดีก็ดี บุตรคหบดีก็ดี ทาสก็ดี กรรมกรก็ดี โดยที่สุด แม้สมณะปริพาชก ภิกษุณีนี้ต้องธรรม คือสังฆาทิเสส ชื่อ นิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๓๕] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
2)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒
เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับภิกษุณีถุลลนันทา
[๓๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ชายาของเจ้าลิจฉวี องค์หนึ่ง ในพระนครเวสาลี ประพฤตินอกใจ. จึงเจ้าลิจฉวีองค์นั้นรับสั่งกะนางว่า เจ้างดเว้นได้เป็นการดี เราจักทำความ พินาศให้แก่เจ้า. แม้นางถูกว่ากล่าวอย่างนี้ก็ไม่เชื่อฟัง. ก็สมัยนั้นแล คณะเจ้าลิจฉวี แห่งพระนครเวสาลี กำลังประชุมกัน ด้วยกรณียะบางอย่าง.
จึงเจ้าลิจฉวีองค์นั้น ได้กล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ว่า ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขอจงโปรดอนุญาตสตรีผู้หนึ่ง ให้แก่ข้าพเจ้า.
คณะถามว่า สตรีผู้นั้นคือใคร?
เจ้าชายสามีของนางตอบว่า คือ ภรรยาของข้าพเจ้า ประพฤตินอกใจ ข้าพเจ้าจักฆ่านาง.
คณะกล่าวว่า จงเข้าใจเอาเอง รู้เอาเองเถิด.
สตรีผู้นั้นทราบข่าวว่า สามีใคร่จักฆ่าเรา จึงเก็บสิ่งของที่ดีๆ หนีไปยังพระนคร สาวัตถี เข้าหาเหล่าเดียรถีย์ขอบวช พวกเดียรถีย์ ไม่ปรารถนาจะให้นางบวช นางจึงเข้าไปหาภิกษุณี ขอบวช แม้ภิกษุณีทั้งหลายก็ไม่ปรารถนา จะให้นางบวช จึงเข้าไปหาภิกษุณีถุลลนันทา แสดงห่อของแล้วขอบวช ภิกษุณีถุลลนันทารับห่อของ แล้วให้นางบวช.
ครั้นเจ้าลิจฉวีนั้น ทรงสืบหาสตรีนั้น ไปถึงพระนครสาวัตถี พบนางบวชอยู่ใน สำนักภิกษุณี จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ขอเดชะ ชายาของหม่อมฉัน ลักของมีค่า มาสู่พระนครสาวัตถี ขอพระองค์จงทรงอนุญาตชายา ของหม่อมฉันผู้นั้นเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า พนาย ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านค้นหา พบแล้วมาบอก.
เจ้าลิจฉวี กราบทูลว่า หม่อมฉันเห็นนางบวช อยู่ในสำนักภิกษุณี พระพุทธเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า ถ้านางบวชอยู่ในสำนักภิกษุณี เราก็ทำอะไรนางไม่ได้ เพราะพระธรรม อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ขอนางจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำ ที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
จึงเจ้าลิจฉวีนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเหล่าภิกษุณีจึงได้ให้หญิงโจรบวชเล่า.
ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินเจ้า ลิจฉวีนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็น ผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา จึงได้ให้ หญิงโจรบวชเล่า แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.
พระบัญญัติ
๑๐. ๒. อนึ่ง ภิกษุณีใด รู้อยู่ว่าหญิงเป็นโจร ผู้ปรากฏ เป็นนักโทษประหาร ไม่บอกกล่าวพระราชา หมู่ คณะ นายหมวดหรือนายกอง รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๔๐] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
3)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓
เรื่องอันเตวาสินีของพระเถรีภัททากาปิลานี (๑)
[๔๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีอันเตวาสินีของพระเถรี ภัททากาปิลานี ทะเลาะกับภิกษุณีทั้งหลาย แล้วหนีไปสกุลญาติ ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง. พระเถรีภัททากาปิลานีไม่เห็นนาง จึงถามภิกษุณีทั้งหลายว่า ภิกษุณีมีชื่อนี้หายไปไหน?
ภิกษุณีทั้งหลายตอบว่า เธอทะเลาะกับภิกษุณีทั้งหลาย แล้วก็หายไป เจ้าค่ะ.
พระเถรีขอร้องว่า สกุลญาติของเธอ อยู่ที่ตำบลบ้านโน้น ขอแม่เจ้า ช่วยโปรดไปสืบถาม ดูที่บ้านทันที.
ภิกษุณีทั้งหลายไปที่บ้านนั้น พบเธอแล้วถามว่าแม่เจ้าทำไมเธอจึงมาคนเดียว เล่า ไม่ถูกคนรังแกบ้างหรือ?
ภิกษุณีนั้นตอบว่า ไม่ถูก เจ้าข้า.
บรรดาภิกษุณีทั้งหลายที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ไปในละแวกบ้านคนเดียวเล่า ...
พระบัญญัติ
๑๑. ๓. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้าน ภิกษุณีแม้นี้ ก็ต้องธรรม คือ สังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติ ขณะแรกทำ.
ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
----------------------------------------------------------------------
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๔๑] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
(สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓)
เรื่องภิกษุณีสองรูป (๒)
[๔๑] สมัยต่อมา ภิกษุณีสองรูป เดินทางจากเมืองสาเกต ไปพระนครสาวัตถี ในระหว่างทางต้องข้ามแม่น้ำ. จึงภิกษุณีสองรูปนั้น เข้าไปหาพวกคนพายเรือ แล้ววิงวอนว่า ขอท่านได้โปรดสงเคราะห์ ให้พวกข้าพเจ้าข้ามฟากสักหน่อย.
พวกคนเรือกล่าวว่า แม่เจ้าทั้งหลาย พวกข้าพเจ้า ไม่สามารถให้ข้ามแม่น้ำ คราวเดียวสองรูปได้ คนเรือคนหนึ่ง ยังภิกษุณีรูปหนึ่งให้ข้ามฟาก. เขาข้ามถึงฝั่งแล้ว ได้ข่มขืนใจ ภิกษุณีรูปที่ข้ามฟาก. คนเรือที่ยังไม่ข้ามฟากมาก็ข่มขืนใจภิกษุณี รูปที่ยังไม่ข้ามฟากมา.
เธอทั้งสองนั้น ภายหลังพบกันแล้วถามกันขึ้นว่า เธอไม่ถูกรังแกดอกหรือ?
รูปที่ถูกถามตอบว่า ดิฉันถูก เจ้าค่ะ ก็เธอไม่ถูกรังแกหรือ?
อีกรูปหนึ่งตอบว่า ดิฉันก็ถูก เจ้าค่ะ.
ครั้นภิกษุณีเหล่านั้น ไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีรูปเดียว จึงไปฝั่งแม่น้ำ แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ กราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระอนุบัญญัติ ๑
๑๑. ๓ ก. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ดี ผู้เดียวไปสู่ฝั่งแม่น้ำ ก็ดีภิกษุณี แม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติ ขณะแรกทำ.
ก็แลสิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย ด้วย
----------------------------------------------------------------------
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๔๒] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
(สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓)
เรื่องภิกษุณีหลายรูป (๓)
[๔๒] สมัยต่อมา ภิกษุณีหลายรูป ได้พากันไปสู่พระนครสาวัตถี ในโกศลชนบท เข้าถึงบ้านตำบลหนึ่ง ในเวลาเย็น. ในบรรดาภิกษุณีเหล่านั้น รูปหนึ่งทรงโฉมวิไล น่าพิศ พึงชม. บุรุษผู้หนึ่งพอได้สบนาง ก็มีจิตปฏิพัทธ์. จึงเมื่อเขาตกแต่งที่พักแรม ถวายภิกษุณีเหล่านั้น ได้จัดที่พักแรม สำหรับภิกษุณีสวยนั้นไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
คราวนั้น นางกำหนดรู้ได้ทันทีว่า บุรุษผู้นี้ถูกราคะ กลุ้มรุมแล้ว ถ้ากลางคืนเขา จักเข้าหา ความเสียหายจักมีแก่เรา แล้วไม่บอกลาภิกษุณีทั้งหลาย หนีไปพักแรมใน สกุลอื่น. ครั้นเวลาราตรีบุรุษนั้น มาค้นหาภิกษุณีสวยนั้น ได้กระทบถึงภิกษุณีทั้งหลาย. ภิกษุณีทั้งหลาย ไม่เห็นภิกษุณีสวยนั้น จึงพูดกันอย่างนี้ว่า นางตามผู้ชายไปแล้ว เป็นแน่.
ครั้นราตรีนั้นผ่านไป ภิกษุณีสาว ก็เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลาย. ภิกษุณีทั้งหลาย ถามนางว่าเธอเดินออกไปกับผู้ชายอื่นหรือ?
นางปฏิเสธว่า ไม่ได้เดินกับผู้ชาย เจ้าค่ะ แล้วเล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนในเวลาราตรี ภิกษุณี จึงได้อยู่แต่ลำพังปราศจากพวกเล่า ...
พระอนุบัญญัติ ๒
๑๑. ๓. ข. อนึ่ง ภิกษุณีใด ผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ดี ผู้เดียวไปสู่ฝั่งแม่น้ำก็ดี ผู้เดียวอยู่ ปราศจากพวกในราตรีก็ดี ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรม คือสังฆาทิเสส ชื่อ นิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.
ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยประการ
ฉะนี้.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๔๗] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
4)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔
เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
[๔๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลีเป็นผู้ก่อความ บาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์. เมื่อสงฆ์จะลงทัณฑกรรม แก่นางแต่ภิกษุณีถุลลนันทาค้านไว้.
ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา ได้ไปสู่ตำบลบ้านหนึ่งด้วยกิจจำเป็นบางอย่าง. ครั้นภิกษุณีสงฆ์ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทาหลีกไปแล้ว จึงยกภิกษุณีจัณฑกาลีเสีย จากหมู่เพราะไม่เห็นอาบัติ. ภิกษุณีถุลลนันทา เสร็จกรณียะนั้นในบ้านแล้ว กลับมาสู่พระนครสาวัตถีตามเดิม.
เมื่อนางมาถึง ภิกษุณีจัณฑกาลีไม่ปูอาสนะ ไม่เข้าไปจัดตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ไม่ลุกรับบาตรจีวร ไม่ต้อนรับด้วยน้ำดื่ม. นางจึงถาม ภิกษุณีจัณฑกาลีว่า เหตุไฉนเมื่อเรามาถึง เธอจึงไม่ปูอาสนะ ไม่จัดตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ไม่ลุกรับบาตรจีวร ไม่ต้อนรับด้วยน้ำดื่มเล่า?
ภิกษุณีจัณฑกาลีตอบว่า การที่เป็นเช่นนั้นนั่น เพราะดิฉันเป็นภิกษุณีไม่มีที่พึ่ง เจ้าค่ะ.
ภิกษุณีถุลลนันทาถามว่า เหตุไฉนเล่า เธอจึงเป็นคนไม่มีที่พึ่ง?
ภิกษุณีจัณฑกาลี ชี้แจงว่า เพราะภิกษุณีเหล่านี้คงเข้าใจดิฉันว่า นางนี้เป็นคน ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีใครรู้จัก กิจอันเป็นหน้าที่ของนางคนนี้ก็ไม่มีสักอย่าง จึงได้ยกดิฉันเสีย จากหมู่ เพราะไม่เห็นอาบัติ เจ้าค่ะ.
ภิกษุณีถุลลนันทากล่าวว่า ภิกษุณีเหล่านั้นเป็นพาล ไม่ฉลาด ไม่รู้จักกรรม หรือโทษของกรรม กรรมวิบัติ หรือกรรมสมบัติ เราเท่านั้นจึงจะรู้จักกรรม โทษของกรรม กรรมวิบัติ และกรรมสมบัติ เราจะพึงทำกรรมที่เราไม่ได้ร่วมทำ หรือจะพึงยังกรรม ที่เขาทำแล้วให้กำเริบ แล้วให้ประชุมภิกษุณีสงฆ์ด่วน เรียกภิกษุณีจัณฑกาลีให้เข้าหมู่.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา ไม่บอกกล่าวการกสงฆ์ ไม่รู้ฉันทะของคณะ จึงได้เรียกภิกษุณี ผู้ซึ่งสงฆ์พร้อมเพรียงกัน ยกเสียจากหมู่ตามธรรม ตามวินัย ตามสัตถุศาสน์แล้วให้เข้า หมู่เล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๑๒. ๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด ไม่บอกกล่าวการกสงฆ์ ไม่รู้ฉันทะของคณะเรียก ภิกษุณี ผู้ซึ่งสงฆ์พร้อมเพรียงกัน ยกเสียจากหมู่ ตามธรรม ตามวินัย อันเป็นสัตถุศาสน์ แล้วให้เข้าหมู่ ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรม คือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติ ขณะแรกทำ.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๕๒] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
5)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕
เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา
[๕๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีสุนทรีนันทาเป็นผู้ทรง โฉมวิไล น่าพิศพึงชม.คนทั้งหลายแล เห็นนางที่ในโรงฉัน แล้วมีความพึงพอใจ ต่างถวายโภชนาหารที่ดีๆ แก่นางผู้มีความพึงพอใจ. นางฉันได้พอแก่ความประสงค์. ภิกษุณีรูปอื่นๆ ไม่ได้ฉันตามต้องการ.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้า สุนทรีนันทา จึงได้มีความยินดีรับของเคี้ยวของฉัน ด้วยมือของตนเอง จากมือของบุรุษบุคคล ผู้มีความพึงพอใจแล้วเคี้ยวฉันเล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๑๓. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด มีความพึงพอใจ รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วยมือ ของตนเอง จากมือของบุรุษบุคคล ผู้มีความพึงพอใจแล้วเคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ภิกษุณี แม้นี้ก็ต้องธรรม คือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๕๗] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
6)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖
เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา
[๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีสุนทรีนันทาเป็นผู้ทรง โฉมวิไล น่าพิศพึงชม.คนทั้งหลายพบนาง ที่ในโรงฉันแล้ว ต่างมีความพอใจ ถวายโภชนาหารที่ดีๆ แก่นาง นางรังเกียจไม่รับประเคน. ภิกษุณีผู้นั่งรอลำดับ จึงถามนางว่า แม่เจ้า เหตุไรแม่เจ้าจึงไม่รับประเคนเล่า เจ้าค่ะ?
นางตอบว่า เพราะเขามีความพอใจ เจ้าค่ะ.
ภิกษุณีนั้นถามว่า ก็แม่เจ้ามีความพอใจด้วยหรือ?
สุ. ไม่มี เจ้าค่ะ.
ภิ. แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั่น มีความพอใจก็ตาม ไม่มีความพอใจก็ตาม จักทำอะไร แก่แม่เจ้าได้ เพราะแม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิด เจ้าค่ะ บุรุษบุคคลนั้นจักถวายของ สิ่งใดเป็นของเคี้ยว หรือของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้าๆ จงรับประเคนของสิ่งนั้น ด้วยมือ ของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด เจ้าค่ะ.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณี จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั่น มีความพอใจก็ตาม ไม่มีความพอใจ ก็ตาม จักทำอะไรแก่แม่เจ้าได้ เพราะแม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิด เจ้าค่ะ บุรุษ บุคคลนั้น จะถวายของสิ่งใด เป็นของเคี้ยวหรือของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้า แม่เจ้าจงรับ ประเคนของสิ่งนั้น ด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิดดังนี้เล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๑๔. ๖. อนึ่ง ภิกษุณีใด กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า บุรุษบุคคลนั้น มีความพอใจ ก็ตาม ไม่มีความพอใจก็ตาม จักทำอะไรแก่แม่เจ้าได้ เพราะแม่เจ้าไม่มีความพอใจ นิมนต์เถิด เจ้าค่ะ บุรุษบุคคลนั้นจะถวายของสิ่งใด เป็นของเคี้ยวหรือของฉันก็ตาม แก่แม่เจ้าขอแม่เจ้า จงรับประเคนของสิ่งนั้น ด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด ดังนี้ ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๖๑] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
7)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗
เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
[๖๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ เชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับ ภิกษุณีทั้งหลาย โกรธ ขัดใจแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระธรรม ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณี เหล่าศากยธิดาเหล่านี้ เมื่อไรแม้สมณีเหล่าอื่น ที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ก็ยังมี ข้าพเจ้าจะไปประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนี้.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าจัณฑกาลีจึ งได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ... ข้าพเจ้าขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณี เหล่าศากยธิดา เหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักสมณีเหล่านั้น ดังนี้เล่า ...แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๑๘. ๗. ๑- อนึ่ง ภิกษุณีใด โกรธ ขัดใจ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืน พระพุทธเจ้า ขอบอกคืนพระธรรม ขอบอกคืนพระสงฆ์ ขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่า สมณี จะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความ รังเกียจผู้ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนัก สมณี เหล่านั้น ดังนั้น
ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงกล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าอย่าได้โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอบอกคืนพระพุทธเจ้า ขอบอกคืนพระธรรม ขอบอกคืน พระสงฆ์ ขอบอกคืนสิกขา ภิกษุณีที่ชื่อว่าสมณี จะมีเฉพาะสมณีศากยธิดาเหล่านี้เมื่อไร แม้สมณีเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักไป ประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักสมณีเหล่านั้นดังนั้น ภิกษุณีทั้งหลายจึงกล่าวว่า แม่เจ้า จงยินดียิ่ง
พระธรรมอันพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์ โดยชอบเถิด และภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลายว่า กล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่ อย่างนั้น เทียว ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละกรรมนั้น ถ้าเธอกำลังถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบอยู่ สละกรรมนั้น เสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละ ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรม คือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติ ในเมื่อสวดสมนุภาส ครบสามจบ
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๖๙] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
8)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘
เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
[๖๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีจัณฑกาลี ถูกตัดสินให้แพ้ ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่ง โกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึง ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติดังนี้ บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าจัณฑกาลี ถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์ เรื่องหนึ่งแล้ว โกรธ ขัดใจ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ ...และภยาคติ ดังนี้เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๑๙. ๘. อนึ่ง ภิกษุณีใด ถูกตัดสินให้แพ้ ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้วโกรธ ขัดใจกล่าว อย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ดังนี้ ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าถูกตัดสินให้แพ้ ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่ง แล้ว อย่าโกรธ ขัดใจ กล่าวอย่างนี้ว่า พวกภิกษุณีถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติดังนี้
แม่เจ้าต่างหาก ถึงฉันทาคติบ้าง โทสาคติบ้าง โมหาคติบ้าง ภยาคติบ้าง และภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละกรรมนั้น หากเธอถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบอยู่ สละกรรมนั้นเสียได้ การสละได้อย่างนั้น นั่นเป็นการดี หากเธอไม่สละ ภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรม คือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อ
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๗๗] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
9)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙
เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินี ของภิกษุณีถุลลนันทา
[๗๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอานาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น เหล่าภิกษุณีอันเตวาสินี ของภิกษุณีถุลลนันทา ชอบอยู่คลุกคลีปนเปกัน มีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษ ของพรรคพวกกัน. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ... ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพวกภิกษุณีจึงได้อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวก กันเล่า ... แล้วกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระบัญญัติ
๒๐. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีทั้งหลาย อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน. ภิกษุณีเหล่านั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแลอยู่ คลุกคลีกัน มีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียน ภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน
แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียว แก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย แลภิกษุณีเหล่านั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุณีเหล่านั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบเพื่อให้สละวัตถุนั้น หากเธอเหล่านั้น ถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบ สามจบอยู่ สละวัตถุนั้นเสียได้ การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละ ภิกษุณี แม้เหล่านี้ก็ต้องธรรม คือสังฆาทิเสสชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อสวด สมนุภาสครบสามจบ.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๘๕] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
10)
สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐
เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
[๘๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาถูกสงฆ์สวด สมนุภาส แล้วยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จรอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลยภิกษุณีแม้เหล่าอื่น ที่มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษ ของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในหมู่สงฆ์ ไม่เห็นสงฆ์ว่าอะไรภิกษุณีเหล่านั้น
พวกท่านเท่านั้นถูกสงฆ์ ว่ากล่าวด้วยความดูหมิ่น ด้วยความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้นด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่พวกท่าน เป็นคนอ่อนแอ อย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกันมีอาจาระทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษ ของพรรคพวกกัน แม่เจ้า ทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียว แก่พี่น้องหญิง ทั้งหลาย ดังนี้.
บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทา ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสแล้ว จึงยังกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลาย อย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ... แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัดอย่างเดียว แก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้เล่า.
พระบัญญัติ
๒๑. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุณีใด กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นที่มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะเช่นนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษของ พรรคพวก กันเช่นนี้ก็ยังมีในสงฆ์
สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไร ภิกษุณีพวกนั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่าน ด้วยความ ดูหมิ่น ด้วยความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความที่ พวกท่าน เป็นคนอ่อนแออย่างนี้ว่า พี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระ ทราม มีกิตติศัพท์ไม่งามมีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษของพรรคพวกกัน
แม่เจ้าทั้งหลาย จงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญ ความสงัด อย่างเดียว แก่พี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ ภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้าทั้งหลายท่านทั้งหลาย จงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าต่างคนต่างอยู่เลย ภิกษุณีแม้เหล่าอื่น มีอาจาระเช่นนี้ มีกิตติศัพท์เช่นนี้ มีอาชีวะ เช่นนี้ มักเบียดเบียน ภิกษุณีสงฆ์เช่นนี้ ชอบปกปิดโทษ ของพรรคพวกกันเช่นนี้ ก็ยังมีในสงฆ์
สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไร ภิกษุณีเหล่านั้น สงฆ์ว่ากล่าวเฉพาะพวกท่าน ด้วยความ ดูหมิ่น ด้วยความไม่สุภาพ ด้วยความไม่อดกลั้น ด้วยความขู่เข็ญ และเพราะความ ที่พวกท่าน เป็นคนอ่อนแออย่างนี้ ว่าพี่น้องหญิงทั้งหลายแล อยู่คลุกคลีกัน มีอาจาระ ทราม มีกิตติศัพท์ไม่งาม มีอาชีวะไม่ชอบ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษ ของพรรคพวกกัน แม่เจ้าทั้งหลายจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญความสงัด อย่างเดียวแก่พี่น้องหญิงทั้งหลายดังนี้ แลภิกษุณีนั้น อันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว
ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละ วัตถุนั้น หากเธอถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบสามจบอยู่ สละวัตถุนั้นเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากไม่สละภิกษุณีแม้นี้ก็ต้องธรรม คือสังฆาทิเสส ชื่อนิสสารณียะ มีอัน ให้ต้องอาบัติ ในเมื่อสวดสมนุภาสครบสามจบ.
2/3) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ข้อที่ [๙๒] หน้าที่ ๑๘-๒๐.
11)
บทสรุป
[๙๒] แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือสังฆาทิเสส ๑๗ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดง แล้ว แล๙ สิกขาบท ให้ต้องอาบัติเมื่อแรกทำ ๘ สิกขาบทให้ต้องอาบัติเมื่อสวดสมนุภา ครบสามจบ ภิกษุณีล่วงสิกขาบทใด สิกขาบทหนึ่งแล้ว ภิกษุณีนั้นต้อง ประพฤติ ปักขมานัต ในสงฆ์สองฝ่าย ภิกษุณีประพฤติมานัต แล้วภิกษุณีสงฆ์มีคณะ ๒๐ อยู่ใน สีมาใด พึงเรียกภิกษุณีนั้นเ ข้าหมู่ในสีมานั้น หากภิกษุณีสงฆ์มีคณะ ๒๐ หย่อนแม้ รูปหนึ่ง พึงเรียกภิกษุณีนั้นเข้าหมู่ ภิกษุณีนั้นก็ไม่เป็นอันสงฆ์เรียกเข้าหมู่แล้ว และ ภิกษุณีเหล่านั้นควรถูกตำหนิ นี้เป็นความถูกต้องในกรรมนั้น.
ข้าพเจ้าขอถามแม่เจ้าทั้งหลายในธรรม คือสังฆาทิเสสเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่สองว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าขอถาม แม้ครั้งที่สามว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ? แม่เจ้าทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในธรรม คือ สังฆาทิเสสเหล่านี้ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้แล.
|