(7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ[๓๖๘]-[๓๗๓] หน้าที่ ๓๕๕-๓๕๘.
มหาวิภังค์ ภาค ๒
1)
๒. ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๓
เรื่องพระทัพพมัลลบุตร
[๓๖๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็น สถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้นท่านพระ ทัพพมัลลบุตร จัดแจงเสนาสนะ และแจกภัตรแก่สงฆ์.
สมัยนั้น พระเมตติยะ และพระภุมมชกะเป็นผู้บวชใหม่ และมีบุญน้อย.
เสนาสนะของสงฆ์ที่เลว และอาหารที่ทรามย่อมตกมาถึงเธอทั้งสอง. เธอทั้งสองจึงให้ ภิกษุทั้งหลาย เพ่งโทษ ท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า จัดเสนาสนะตามความพอใจ และแจกภัตรตามความพอใจ.
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระเมตติยะ และพระภุมมชกะ จึงได้ให้ภิกษุทั้งหลายโพนทะนา ท่านพระทัพพมัลลบุตรเล่า? แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
2) ทรงสอบถาม
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามพระเมตติยะ และพระภุมมชกะว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอให้ภิกษุทั้งหลาย โพนทะนาภิกษุทัพพมัลลบุตร จริงหรือ?
พระเมตติยะและพระภุมมชกะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้า.
3) ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึง ให้ภิกษุทั้งหลายเพ่งโทษภิกษุทัพพมัลลบุตร? การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอ พึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
4) พระบัญญัติ
๖๒. ๓. ก. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา.
ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
เรื่องพระทัพพมัลลบุตร จบ.
5) เรื่องพระทัพพมัลลบุตร (ต่อ)
[๓๖๙] ก็สมัยนั้น พระเมตติยะ และพระภุมมชกะคิดว่า ภิกษุทั้งหลาย จักเชื่อฟังด้วย พระบัญญัติเพียงเท่านี้ว่า พระผู้มีพระภาค ทรงห้ามการให้โพนทะนาแล้ว จึงบ่นว่าท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่ใกล้ๆ ภิกษุทั้งหลายว่า พระทัพพมัลลบุตร จัดเสนาสนะ ตามความพอใจ และแจกภัตรตามความพอใจ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระเมตติยะ และพระภุมมชกะ จึงได้บ่นว่า ท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่เล่า? แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
6) ทรงสอบถาม
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามพระเมตติยะ และพระภุมมชกะว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอบ่นว่าภิกษุทัพพมัลบุตร จริงหรือ?
พระเมตติยะและพระภุมมชกะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
7) ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอ
จึงยังได้บ่นว่า ภิกษุทัพพมัลลบุตรอยู่เล่า? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความ เลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
8) พระอนุบัญญัติ
๖๒. ๓. ข. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.
เรื่องพระทัพพมัลลบุตร (ต่อ) จบ.
9) สิกขาบทวิภังค์
[๓๗๐] ที่ชื่อว่า ความเป็นผู้ให้โพนทะนา คือ อุปสัมบันผู้อันสงฆ์สมมติ แล้วให้ เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร แจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเคี้ยว หรือแจกของ เล็กน้อยก็ตาม. ภิกษุประสงค์จะแส่โทษ ให้อัปยศ ให้เก้อเขิน จึงให้ โพนทะนาก็ดี บ่นว่า ก็ดี ซึ่งอุปสัมบัน, ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
10)
บทภาชนีย์
ติกะปาจิตตีย์
[๓๗๑] กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสงสัย,ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้ให้ โพนทะนาในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะ ความเป็นผู้ให้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.
11) ทุกกฏ
[๓๗๒] ภิกษุให้โพนทะนา หรือบ่นว่าอนุปสัมบัน, ต้องอาบัติทุกกฏ.
อุปสัมบันผู้อันสงฆ์มิได้สมมติ ให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร แจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเคี้ยว หรือแจกของเล็กน้อยก็ตาม ภิกษุประสงค์จะแส่โทษ ทำให้ อัปยศ ทำให้เก้อเขิน จึงให้โพนทะนาก็ดี, บ่นว่าก็ดี ซึ่งอุปสัมบัน. หรืออนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
อนุปสัมบันผู้อันสงฆ์สมมติก็ดี มิได้สมมติก็ดี ให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจก อาหารแจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเคี้ยว หรือแจกของเล็กน้อยก็ตาม ภิกษุประสงค์ จะแส่โทษ ทำให้อัปยศ ทำให้เก้อเขิน จึงให้โพนทะนาก็ดี, บ่นว่าก็ดี ซึ่งอุปสัมบัน หรืออนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
12) ติกะทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสงสัย, ต้องอาบัติทุกกฏ ...
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ
13) อนาปัตติวาร
[๓๗๓]
๑.
ภิกษุผู้ให้โพนทะนา หรือบ่นว่า ภิกษุผู้มีปกติทำเพราะฉันทาคติ โทสาคติโมหาคติ ภยาคติ
๒.
ภิกษุวิกลจริต
๓.
ภิกษุอาทิกัมมิกะ
ไม่ต้องอาบัติแล
ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ.
|