เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
 
ค้นหาคำที่ต้องการ          

 
 ปริหานสูตร : ปริหานธรรม อปริหานธรรม และ อภิภายตนะ ๖ 278 Next
 
 


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘  พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค


ปริหานสูตร


          [๑๔๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
   ปริหานธรรม (ธรรมที่ทำให้เกิดความเสื่อม)
   อปริหานธรรม (ธรรมอันไม่เสื่อม)
   และ อภิภายตนะ ๖
(ภาวะแห่งความมีอำนาจ เหนืออายตนะ)
แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเถิด

            ก็ ปริหานธรรม ย่อมมีอย่างไร
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่าย สังโยชน์(อันเป็นส่วนสังกัปปะ หรืออนุสัย) ย่อมเกิดขึ้น แก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็น รูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กำจัดเสีย ไม่ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจาก กุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้พระผู้มีพระภาค ตรัสว่าเป็นความเสื่อม ฯลฯ

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริ แล่นไปเป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ
(ฯลฯ หมายถึง อายะตนะที่เหลือ คือ โสต ฆานะ กาย มโน)

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริ แล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ ด้วยใจ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กำจัดเสียไม่ให้หายไป ข้อนั้น ภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้พระผู้มีพระภาค ตรัสว่าเป็นความเสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริหานธรรมย่อมมีอย่างนี้แล ฯ

....................................................................................................................................................

          [๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ อปริหานธรรม ย่อมมีอย่างไร
          อกุศลบาปธรรม ทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้น แก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ละ บรรเทา กำจัดให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรม ทั้งหลาย เหตุนี้พระผู้มีพระภาค ตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ฯลฯ

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่น ไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย

          อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลส นั้น อยู่อาศัย ละ บรรเทา กำจัด ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อม จากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานธรรม ย่อมมีอย่างนี้แล ฯ

ปริหานธรรม คือ ผู้มีธรรมที่เป็นความเสื่อม
อปริหานธรรม คือ ผู้มีธรรมอันไม่เสื่อม
อภิภายตนะ คือ ฐานะหรือภาวะแห่งความมีอำนาจเหนือ(อายตนะ)


....................................................................................................................................................


          [๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ อภิภายตนะ ๖ เป็นไฉน
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่าย สังโยชน์ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ* ข้อนั้นภิกษุพึง ทราบว่า อายตนะนี้เราครอบงำแล้ว อายตนะนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็น อภิภายตนะ ฯลฯ *(รวมทั้ง โสต ชิวหา ฆานะ กาย มโน)

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริ แล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ ด้วยใจ ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า อายตนะนี้เราครอบงำแล้ว อายตนะนี้พระผู้มีพระภาค ตรัสว่าเป็น อภิภายตนะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะเหล่านี้ เรากล่าวว่าอภิภายตนะ ๖




https://www.youtube.com/watch?v=qy8ioOdRBFA

จากคลิป เรื่องอภิภายตนะ

บาปอกุศลธรรมที่แผ่ซ่านไป ในส่วนของ สังกัปปะ (ความดำริที่แล่นไปในส่วนที่เป็นอนุสัย) อันเป็นสังโยชน์ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกขุ ในธรรมวินัยนี้ ดังนั้น เท่ากับว่า อกุศลสังกัปปะ ที่จะเกิดขึ้น หรือที่จะแผ่ออกไป ไม่เกิดขึ้น อันเป็นสังโยชน์ คือเป็น ส่วนอนุสัย เพราะเห็นรูปด้วยจักขุ... แล้วก็ไล่ อายตนะไป ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า อายตนะนี้ เราครอบงำแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็น “อภิภายตนะ”

ดังนั้นถ้าเราเป็นผู้มี อภิภายตนะ คือเราเป็นผู้ครอบงำ อายตนะทั้ง6 ได้ เพราะรู้แจ้ง ด้วยธรรมารมณ์ด้วยใจ บาปอกุศลธรรมทั้งหลายอันมีความดำริแล่นไป เป็นฝ่าย สังโยชน์ ไม่เกิดขึ้น แสดงว่าครอบงำได้แล้ว ถ้ายังเกิดขึ้นแสดงว่ายัง ครอบงำไม่ได้

ดังนั้นอภิภายตนะเท่ากับว่า ครอบงำได้แค่ส่วนของ “อกุศลสังกัปปะ”(กาม พยาบาท เบียดเบียน) หรือส่วนที่เป็น อกุศลอนุสัย ในทุกอายตนะ แค่นี้ก็ถือว่าเยี่ยมมากแล้ว ละสังโยชน์ได้แล้ว ก็จะเหลือ “กุศลสังกัปปะ” ในส่วนเนกขัมมะ

อกุศลสังกัปปะ ก็จะมี กาม พยาบาท เบียดเบียน ที่สามารถครอบงำได้แล้ว

กาม พยาบาท เบียดเบียน ถูกแบ่งเป็น 3 (ระดับ)
กาม.............กามธาตุ กามสัญญา..กามสังกัปปะ (สังกัปปะ-ส่วนละเอียด)
พยายาท......พยาปาทธาตุ พยาปาทะสัญญา พยาปาทสังกัปปะ(สังกัปปะ-ส่วนละเอียด)
เบียดเบียน....วิหิงสาธาตุ วิหิงสาสัญญา วิหิงสาสังกัปปะ (สังกัปปะ-ส่วนละเอียด)

ส่วนที่เป็นตัวที่3 (สังกัปปะ) คืออนุสัย ปุถุชนจะละได้ 2 ตัวแรก ด้วยสมาธิ ส่วนที่ 3 ต้องละได้ด้วยปัญญา คือ เห็นนิสระนะ อุบายเครื่องออกไปพ้น คือการเกิดการดับ หรือการละนันทิ... การละนันทิพระองค์ก็ตรัสว่าเป็นนิสระนะ อุบายเครื่องออกไปพ้น ขณะมีนันทิจะเห็นเกิด ละนันทิจะเห็นดับ เราจะเห็นเกิดดับตลอดเวลาที่เราละนันทิ

   
 
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดาล้วนๆ แบบสบายตา โดยคัดลอกจากหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ
พุทธประวัติ
จากพระโอษฐ์
ขุมทรัพย์
จากพระโอษฐ์
อริยสัจ
ภาคต้น-ภาคปลาย
ปฏิจจสมุปบาท
จากพระโอษฐ์
กรรม สมถะ วิปัสสนา โสดาบัน อานาปานสติ