เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
 
 
  ญาณ วัตถุ ๗๗ 117  
 
 

ญาณ วัตถุ ๗๗
(หลักปฏิจจมีการเกิด-ดับ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต)

หลักจำ...แบบ 1

ธรรมชาติของนาม-รูปในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนเกิด-ดับ
เห็นว่าธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรูปและนามใน ปัจจุบันนี้ ล้วนมีการเกิด-ดับ
เมื่อนำความรู้นี้ไปใช้ใน
อดีต ก็รู้ว่า รูป-นามในอดีต ล้วนมีการเกิด-ดับ
และเมื่อนำความรู้นี้ไปใช้ใน
อนาคต ก็รู้ว่า รูป-นามในอนาคต ล้วนมีการเกิด-ดับ

อันวยญาณ-ธัมญาณ
ญาณความรู้นี้ เรียกว่าญาณในการรู้ตาม พระองค์เรียกว่า
อันวยญาณ
ญาณคือความรู้ว่าธรรมชาติมีการเกิด-ดับ เรียกว่าญาณในธรรม หรือ
ธัมญาณ
ความรู้ทั้งหมดนี้ ก็มีความเสื่อมไปสิ้นไปเป็นธรรมดา

การเห็น 7 แง่มุม เรียกว่าญาณวัตถุ 77 ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
หรือขยายไปในสายปฏิจจ ตลอดสาย 11 อาการ ความรู้นี้เป็นคุณสมบัติของโสดาบัน

.............................................................................................................................

หลักจำ...แบบ 2

ปัจจุบัน
1.เป็นปฏิจจสายเกิด... ปัจจุบัน เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี (11 อาการ)
2.เป็นปฏิจจสายดับ... ปัจจุบัน เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี (11 อาการ)

อดีต
3.เป็นปฏิจจสายเกิด... อดีต เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี (11 อาการ)
4.เป็นปฏิจจสายดับ... อดีต เมื่อสิ่งนี้ไม่มีมี สิ่งนี้ย่อมไม่มี (11 อาการ)

อนาคต

5.เป็นปฏิจจสายเกิด... อนาคต เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี (11 อาการ)
6.เป็นปฏิจจสายดับ... อนาคต เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี (11 อาการ)

7.ธัมมัฏฐิติญาน คือความรู้ว่า ทั้งหมดนี้ย่อมเสื่อมไปจางไปเป็นธรรมดา (11 อาการ)

ปฏิจจ มี 11 อาการ คูณ7 (อดีต2-ปัจจุบัน2-อนาคต2 และธัมญานอีก1 ก็คือญาณวัตถุ 77
การเรียงลำดับจะเริ่มจาก ชาติเป็นปัจจัย -จึงมีชรามรณะ
ไปจนถึง อวิชชา-สังขารทั้งหลาย

https://www.youtube.com/watch?v=A1YqErQ_r5o

  สรุปเป็นตาราง ญาณวัตถุ 77  
    ปัจจุบัน อดีต อนาคต ความรู้ทั้งหมดนี้
มีการเสื่อมไป
สิ้นไปเป็นธรรมดา
  ปฏิจจ
11 อาการ
เกิด ดับ เกิด ดับ เกิด ดับ
1 ชรามรณะ
2 ชาติ
3 ภพ
4 อุปาทาน
5 ตัณหา
6 เวทนา
7 ผัสสะ
8 สฬายตนะ
9 นามรูป
10 วิญญาณ
11 สังขารทั้งหลาย
  รวมญาณวัตถุ 77 11 11 11 11 11 11 11


...................................................................................................................................................

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ก็ ญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ญาณวัตถุ ๗๗ อย่างนั้น คือ

 (หมวด ๑)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะ ย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อชาติไม่มีชรามรณะย่อมไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา

(หมวด ๒)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไป เป็นธรรมดา

(หมวด ๓)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่ม
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี
๗. ญาณ คือ ความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไปเป็นธรรมดา

 (หมวด ๔)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อม ไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไป เป็นธรรมดา

 (หมวด ๕)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่ม
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมี ตัณหา
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไป จางไปดับไป เป็นธรรมดา

 (หมวด ๖)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไป จางไปดับไป เป็นธรรมดา

 (หมวด ๗)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อม ไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไป เป็นธรรมดา

 (หมวด ๘)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะย่อม ไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไป เป็นธรรมดา

 (หมวด ๙)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่ม
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อม ไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไป เป็นธรรมดา;

 (หมวด ๑๐)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มีวิญญาณ ย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณ ย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
๖. ญาณ คือความรู้ว่าแม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไป เป็นธรรมดา

 (หมวดที่ ๑๑)
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีตเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย
๔. ญาณ คือความรู้ว่าแม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคตเมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลาย ย่อมไม่ม
๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไปเสื่อมไปจางไปดับไป เป็นธรรมดา

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า ญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง ดังนี้ แล.