พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎ [ฉบับมหาจุฬาฯ] หน้าที่ ๒๑-๒๔
อุทกูปมาสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้เปรียบด้วยคนตกน้ำ ๗ จำพวก
[๑๕]ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกน้ำเจ็ดจำพวกเหล่านี้ มีอยู่หาได้อยู่ ในโลก เจ็ดจำพวกเหล่าไหนเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้
(๑) บุคคลบางคน จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย
(๒) บุคคลบางคน ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย
(๓) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ลอยตัวอยู่
(๔) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เหลียวดูรอบ ๆ อยู่
(๕) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง
(๖) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ ตื้นแล้ว
(๗) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้วเป็นพราหมณ์ยืนอยู่
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๑) บุคคล จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ประกอบด้วยอกุศลธรรม ฝ่ายเดียว โดย ส่วนเดียว อย่างนี้แล เรียกว่า จมคราวเดียว แล้วจมเลย
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๒) บุคคล ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือมีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่ว่าสัทธา เป็นต้นของเขา ไม่ตั้งอยู่นานไม่เจริญ เสื่อมสิ้นไป อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วจึงจมเลย.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๓) บุคคล ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือมีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลายและ สัทธาเป็น ต้น ของเขาไม่เสื่อม ไม่เจริญแต่ทรงตัวอยู่ อย่างนี้แลเรียกว่า ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๔) บุคคล ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบๆอยู่เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือมีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้น เพราะ สิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ ต่อพระ นิพพาน มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบๆอยู่
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๕) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่งเป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือมีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นเพราะ สิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความเบาบางแห่งราคะ โทสะ โมหะ เป็นสกิทาคามี มาสู่โลกนี้อีก
เพียงครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง
ภิกษุ ทั้งหลาย.! (๖) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือมีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหีริดี - มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้นเพราะ สิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งห้า เป็นโอปปาติกะ(อนาคามี) มีการปรินิพพาน ในภพนั้น ไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วเดิน เข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๗) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ ยืนอยู่ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือมี สัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศล ธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น ได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะ มิได้ (พระอรหันต์) เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอัน ยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วอยู่ อย่างนี้แลเรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบก แล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกน้ำเจ็ดจำพวก ซึ่งมีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก |