เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  ประวัติบุคคล และสถานที่ ในสมัยพุทธกาล
ค้นหาคำที่ต้องการ                    

  พระอนุรุทธเถระ เอตทัคคะ ผู้มีทิพยจักษุญาณ 198    
ข้อมูลของบุคคล และสถานที่เมื่อครั้งพุทธกาล รวมรวมมาจากหลายๆแหล่ง อาจไม่ใช่คำกล่าวของพระศาสดา หรือของสาวกที่เชื่อถือได้ บางเรื่องไม่ได้กล่าวไว้
ในพระไตรปิฏก บางเรื่องได้แต่งเสริม ทำให้ดูคล้ายนิยายปรำปราที่เล่าสืบต่อกันมา ผู้ที่ศึกษาจึงควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน และพิจารณาตาม “กาลามสูตร


พระอนุรุทธเถระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


พระอนุรุทธเถระ หรือ พระอนุรุทธเถรศากยะ เป็นพระภิกษุสาวกเอตทัคคะ ของ พระพุทธเจ้า นับเนื่องในพระอสีติมหาสาวก 80 องค์สำคัญในพระพุทธศาสนาในสมัย พุทธกาล พระอนุรุทธเถระ เป็นพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้า โดยท่านเป็นพระราช โอรสของ พระเจ้าอมิโตทนะ ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นพระราช บิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ

พระอนุรุทธเถระ ออกผนวชพร้อมกับเจ้าราชกุมารอีก 5 พระองค์ และนายอุบาลี ภูษามาลา ณ อนุปิยนิคม เมื่อท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านมักตรวจดูสัตวโลก ด้วยทิพยจักษุอยุ่เสมอ พระพุทธเจ้าจึงยกย่องท่านให้เป็น พระเอตทัคคะผู้เลิศทาง ทิพยจักษุยาณ (ตาทิพย์)


ชาติภูมิ

พระอนุรุทธเถระ เป็นพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้าโดยท่านเป็นพระราชโอรสของพระเจ้า อมิโตทนะ ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายอนุรุทธะมีพระภาดาพระภคินีร่วมมารดาเดียวกันอีก 2 พระองค์คือ พระเชษฐา พระนามว่ามหานามะ และพระกนิษฐภคินีพระนามว่าโรหิณี


สาเหตุที่ออกบวช

เจ้าชายอนุรุทธกุมาร เมื่อยังเป็นฆราวาส ดำรงพระสถานะเป็นพระราชโอรส ของ กษัตริย์ ผู้สุขุมาลชาติ มีปราสาท 3 หลัง แม้แต่คำว่าไม่มีก็ไม่เคยรู้จัก เมื่อเหล่าศากย ราชกุมาร พระองค์อื่นออกผนวชติดตามพระพุทธเจ้า เจ้ามหานามะผู้เป็นพระเชษฐา จึงปรารภเรื่อง ออกบวช กับท่านอนรุทธะว่าควรตัดสินใจเลือกคน ในตระกูลสักคน ออกบวชบ้าง แต่ท่าน อนุรุทธะปฏิเสธว่าตน คงออกบวชไม่ได้เพราะเคยได้รับ ความสุข อยุ่ไม่อาจจะบวชอยู่ได้ เจ้ามหานามะจึงรับอาสาบวช โดยได้สั่งสอนการ ทำนาข้าว โดยละเอียยดตั้งแต่ไถ จนถึง เก็บเกี่ยว เวียนไปทุกฤดูกาลทุกปี ๆ ไป แก่ท่านอนุรุทธะ ท่านอนุรุทธะฟังแล้วคิดว่า การงาน ไม่มีที่สิ้นสุด จึงบอกว่าตน จะอาสาบวชเอง

จากนั้นท่านได้ไปขออนุญาตพระมารดา พระมารดาคงไม่ประสงค์ให้ท่านบวช จึงกล่าว ท้าทายว่า ถ้าหากชวนพระเจ้าแผ่นดิน ศากยะออกบวชได้ จึงจะอนุญาต ให้บวช ท่านจึงไปรบเร้า และชวนพระเจ้าภัททิยะราชาให้ออกบวช ในขั้นแรก พระเจ้าภัททิยราชา ปฏิเสธ จนสุดท้ายพระอนุรุทธะรบเร้าหนักเข้า และพระเจ้า ภัททิยะราชา คงเห็นคุณแห่งการ ออกบวช จึงยอมสละราชสมบัติออกผนวชตาม

ดังนั้นเจ้าชายอนุรุทธะจึงพร้อมกับเจ้าราชกุมารทั้ง 5 คือ พระเจ้าภัททิยะศากยะราชา, เจ้าชายอานันทะ, เจ้าชายภัคคุ, เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัตต์ และนายช่าง กัลบก นามว่านายอุบาลีภูษามาลาอีก 1 ท่าน รวมเป็น 7 ออกบวช ณ อนุปิยอัมพวัน ในอนุปิยนิคม แคว้นมัลละ โดยในวันผนวชนั้น เจ้าชายทั้ง 6 ได้ตกลงกันให้ นายอุบาลี ผู้เป็นช่างภูษามาลา ออกบวชก่อนตน เพื่อจะได้ทำความเคารพเป็นการ ลดทิฐิ และมานะแห่งความเป็นเชื้อสาย กาษัตริย์ ของตนลง โดยทั้งหมด ได้อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาโดยตรง จาก พระพุทธเจ้า

เมื่อพระอนุรุทธะออกบวชแล้ว ได้ไปเรียนกัมมัฏฐานกับพระสารีบุตร แล้วเข้าไปปฏิบัติ พระ กรรมฐาน ในป่าปาจีนวังสมฤคทายวัน ได้ตรึกถึงมหาปุริสวิตก 7 ประการ ว่าเป็น ธรรมะของ ผู้ปรารถนาน้อย ยินดีด้วยสันโดษ ไม่ใช่ธรรมของผู้มักมาก พระพุทธเจ้า เสด็จไปถึงทรง ทราบ ความนั้นจึงตรัสแสดงมหาปุริสวิตกข้อที่ 8 ว่าเป็นธรรมของผู้ไม่ เนิ่นช้า พระอนุรุทธะ เจริญสมณธรรมต่อไป ก็ได้บรรลุอรหันต์

เมื่อท่านบรรลุสมณธรรมแล้ว ท่านชอบตรวจดูสัตวโลกด้วยทิพยจักษุอยู่เสมอ ยกเว้น แต่เวลาฉันภัตตาหารเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงยกย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ในด้าน ผู้มีทิพยจักษุญาณ


บุพกรรมในอดีตชาติ

ท่านพระอนุรุทธเถระ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลาย อันเป็นอุปนิสัย แก่พระนิพพาน ไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่ง พระพุทธ เจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ สมบัติ พอเจริญวัยแล้ว วันหนึ่งไปวิหารฟังธรรม ในสำนักของพระศาสดา เห็นพระภิกษุรูปหนนึ่ง ที่พระศาสดาทรงแต่งตั้งไว้ ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้มีจักษุทิพย์ แม้ตนเอง ก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงให้มหาทานให้เป็นไป ๗ วัน แด่พระผู้มี พระภาค ซึ่งมีภิกษุบริวาร แสนหนึ่ง ในวันที่ ๗ ได้ถวายผ้าชั้นสูงสุด แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วได้ทำ ความ ปรารถนาไว้

ฝ่ายพระศาสดา ก็ได้ทรงเห็นความสำเร็จของเขา โดยไม่มีอันตราย จึงพยากรณ์ว่า จักเป็นผู้เลิศ แห่งผู้มีทิพยจักษุทั้งหลาย ในศาสนาของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล เขาเองก็กระทำบุญทั้งหลาย ในพระศาสนานั้น เมื่อพระศาสดา ปรินิพพานแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยประทีปอันโอฬาร ที่สถูปทองขนาด ๗ โยชน์ และประทีปกระเบื้อง กับถาดสำริดเป็นอันมาก ด้วยอธิษฐานว่า จงเป็นอุปนิสัย แก่ทิพยจักษุญาณ เขาทำบุญทั้งหลายอยู่ตลอดชีวิต ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลก

ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน เมื่อสถูปทอง ขนาด ๑ โยชน์สำเร็จแล้ว จึงเอาถาดสำริด จำนวนมาก มาบรรจุให้เต็มด้วยเนยใส อันใสแจ๋ว และให้ วาง ก้อนน้ำอ้อยงบ ก้อนหนึ่งๆ ไว้ตรงกลาง ให้ขอบปากจรดกัน แล้วให้ตั้งล้อมพระเจดีย์ ให้เอาถาดสำริด ที่ตนถือบรรจุด้วยเนยใส อันใสแจ๋วให้เต็ม จุดไฟพันไส้ แล้ววางไว้บนศีรษะ เดินเวียนพระเจดีย์อยู่ตลอดคืน ได้กระทำกุศล จนตลอดชีวิต แล้วบังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกตลอดชั่วอายุ


บั้นปลายชีวิต

พระอนุรุทธเถระ ดำรงชนมายุมาถึงหลังพุทธปรินิพพาน ในวันที่พระบรมศาสดา นิพพานนั้น ท่านก็ร่วมอยู่เฝ้าแวดล้อม ณ สาลวโนทยานนั้นด้วย และท่านยังได้ ร่วมทำกิจพระศาสนา ครั้งสำคัญ ในการทำปฐมสังคายนากัลป์คณะสงฆ์ โดยมี พระมหากัสสปเถระเป็นประธาน พระอุบาลีเถระวิสัชนาพระวินัย และพระอานนท์เถระ วิสัชนาพระสูตรและพระอภิธรรม

ท่านพระอนุรุทธเถระ ดำรงอายุสังขาร โดยสมควร แก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธ์ เข้าสู่ นิพพาน ณ ภายใต้ร่มกอไผ่ ในหมู่บ้าน เวฬุวะ แคว้นวัชชี

   


 
 
 
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดาล้วนๆ แบบสบายตา โดยคัดลอกจากหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ
พุทธประวัติ
จากพระโอษฐ์
ขุมทรัพย์
จากพระโอษฐ์
อริยสัจ
ภาคต้น-ภาคปลาย
ปฏิจจสมุปบาท
จากพระโอษฐ์
กรรม สมถะ วิปัสสนา โสดาบัน อานาปานสติ