เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  ประวัติบุคคล และสถานที่ ในสมัยพุทธกาล
ค้นหาคำที่ต้องการ                    

  ภารทวาชเถระ อรหันต์ผู้เหาะไปในอากาศเพื่อปลดบาตรของเศรษฐี 112    
ข้อมูลของบุคคล และสถานที่เมื่อครั้งพุทธกาล รวมรวมมาจากหลายๆแหล่ง อาจไม่ใช่คำกล่าวของพระศาสดา หรือของสาวกที่เชื่อถือได้ บางเรื่องไม่ได้กล่าวไว้
ในพระไตรปิฏก บางเรื่องได้แต่งเสริม ทำให้ดูคล้ายนิยายปรำปราที่เล่าสืบต่อกันมา ผู้ที่ศึกษาจึงควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน และพิจารณาตาม “กาลามสูตร


พระปิณโฑลภารทวาชเถระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พระปิณโฑลภารทวาชเถระ เป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล ชาวเมืองโกสัมพี ต่อมาอาศัยในกรุงราชคฤห์ นับเนื่องในพระอสีติมหาสาวก 80 องค์สำคัญของ พระพุทธศาสนา ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า ท่านเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้าน ผู้บันลือสีหนาท

ประวัติ
พระปิณโฑลภารทวาชเถระ เดิมเป็นพราหมณ์ในพระนครโกสัมพี แคว้นวังสะ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ปุโรหิต ของพระเจ้าอุเทน ชื่อว่า ภารทวาชโคตร ท่านมีชื่อตามโคตรของท่านว่า ภารทวาชมาณพ เมื่อเจริญวัย ได้ศึกษาเล่าเรียน จนจบไตรเภท ได้ตั้งตนเป็นอาจารย์บอกศิลปวิทยาแก่มาณพทั้ง 500 คน

ภารทวาชมาณพ มีนิสัยโลภในอาหารเป็นเนืองนิตย์ ตะกละกินจุ เที่ยวแสวงหากิน กับบรรดา ศิษย์ของตน ไม่เลือกที่ ทำให้เหล่าบรรดาลูกศิษย์ เกิดความเบื่อหน่าย ในพฤติกรรมนิสัย ความตะกละ ของของอาจารย์ ที่ทำให้พวกตนได้กินอาหารน้อย จึงพากันละทิ้งสำนัก ทำให้ภารทวาชมาณพ กลายเป็นคนหมดสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่รู้จะไปขออาหารจากที่ไหน จึงเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อไปถึงเมืองนั้นแล้ว ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ได้ลาภสักการะเป็นอันมาก ภัตตาหารก็อุดมสมบูรณ์ จึงบวชในพระศาสนา ด้วยความประสงค์จะได้อาหาร และก็ยังเป็นผู้ไม่รู้ ประมาณในการบริโภคอยู่

เมื่อท่านบวชแล้ว ท่านถือเอาบาตรขนาดใหญ่เที่ยวบิณฑบาตไป ในการรับภัตท่านก็รับภัตเอาจนเต็ม ท่านดื่มข้าวยาคูเต็มภาชนะ เคี้ยวกินขนมเต็มภาชนะ บริโภคข้าวเต็มภาชนะ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล ความที่ท่านไม่ประมาณในการบริโภค ฉันอาหารมากเกินพอดีต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่พระองค์ยัง ไม่ทรงอนุญาตให้ถลกบาตร(ถุงบาตร)แก่ท่าน เพื่อมิให้ท่านสามารถรับภัตได้ครั้งละมากๆ เมื่อท่านฉันภัตเสร็จ ล้างบาตรแล้ว เมื่อจะวาง ท่านก็คว่ำบาตรวางลงแล้วดันครูดส่ง ๆ ไปไว้ใต้เตียง ในตอนที่จะใช้บาตร นั้น ก็จะถือเอาก็ครูดลากเอาบาตรนั้นออกมา

บาตรนั้นเมื่อเวลานานเข้า ขอบปากบาตรก็กร่อนไปเรื่อย ๆ ด้วยการถูกครูด จนกระทั่งเหลือเป็นเหมือนแผ่นกระเบื้อง รับภัตได้เพียงข้าวสุกทะนานเดียวเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ก็ทรงอนุญาต ให้ถลกบาตร แก่ท่านอีก ดังนั้น ท่านจึงได้ชื่อ ปิณโฑละ เพราะบวชเพื่อต้องการภัต แต่โดยโคตร ชื่อว่า ภารทวาชะ เหตุนั้น รวมชื่อทั้งสองเข้าด้วยกันจึงเรียกว่า ปิณโฑลภารทวาชะ ดังนี้

ต่อมาท่านได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ทรงอบรมท่าน ให้ตั้งอยู่ในความเป็นผู้รู้จัก ประมาณในการบริโภค ด้วยอุบายวิธี แต่นั้นท่านจึงเริ่มบำเพ็ญความเพียร ตั้งอารมณ์วิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ได้อภิญญา ๖ ในวันบรรลุพระอรหัต ท่านถือเอาผ้ารองนั่งออกจากวิหารนี้ ไปวิหารโน้น ออกจากบริเวณ นี้ไปบริเวณโน้น เที่ยวบันลือสีหนาทว่า ท่านผู้ใด มีความสงสัย ในมรรค หรือผล ท่านผู้นั้นจงถามเราดังนี้

หลังจากที่ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ บรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านก็ได้สมาทานธุดงค์ เป็นผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัดไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ผู้มีวาทะกำจัด หมั่นประกอบในอธิจิต พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่านพระปิณโฑลภารัทวาชะ ได้ถือปฏิบัติเช่นนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
    - การไม่ว่าร้ายกัน ๑
    - การไม่เบียดเบียนกัน ๑
    - การสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑
    - ความเป็นผู้รู้จักประมาณ ในภัต ๑
    - ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑
    - การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑
นี้เป็นคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ฯ

แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์เป็นเหตุให้บัญญัติสิกขาบท
ในบทบัญญัติสิกขาบท ห้ามพระภิกษุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ ถ้าฝ่าฝืนจะต้องอาบัติ ทุกกฎ โดยมีพระปิณโฑลภารทวาช เป็นอาทิกัมมิกะ เป็นผู้ก่อเหตุให้บัญญัติสิกขาบท

คือเรื่องมันมีอยู่ว่า

สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่วัดเวฬุวันมหาวิหารที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ มีเศรษฐีผู้หนึ่งได้รับ ปุ่มไม้แก่นจันทร์ที่มีค่ามาก ด้วยความบังเอิญ จึงมีความคิด ที่อยาก จะรู้จักกับพระอรหันต์ เพราะมีพวกลัทธิ ต่างๆ มากมาย ได้โอ้อวดกัน ว่าตนเป็น พระอรหันต์ ฉะนั้นเพื่อต้องการให้รู้ชัด ว่าใครเป็นพระอรหันต์ กันแน่ จึงนำปุ่มไม้แก่นจันทร์นี้มากลึงเป็นบาตรแล้วนำไปแขวนไว้ที่ปลายไผ่ที่สูง 15 วา และประกาศ ให้ทั่วเมืองว่า

"ผู้ใดที่สามารถเหาะนำบาตรแก่นไม้จันทร์ลงมาได้ ผู้นั้นก็ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นพระอรหันต์ เราและเหล่าครอบครัวจะยึดผู้นั้น เป็นสรณะที่พึ่งตลอดชีวิต"

ต่อมาบรรดาเจ้าลัทธิ หรือเดียรถีย์ที่ชื่อเสียงทั้ง 6 คน ได้แก่ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล สัญชัยเวลัฏฐบุตร ปกุทธกัจจายะ และ นิครนถ์นาฏบุตร ต่างก็อยากได้ บาตรแก่นไม้จันทร์ จึงพากัน แสดงตัวและมาขอบาตรแก่นไม้จันทร์กับเศรษฐี แต่ก็ไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์เหาะอะไรเลย เศรษฐีก็ไม่ ยอมให้ และยื่นคำขาดว่า จะต้องเหาะนำบาตรแก่นไม้จันทร์ลงมาให้ได้ จึงจะเอาไปได้ เดียรถีย์ทั้งหก ต่างได้พยายามเกลี้ยกล่อมแล้วก็ไม่เป็นผล แม้จะใช่อุบายต่างๆเช่นทำเป็นแสร้งว่า ตัวเองเหาะได้ แต่ลูกศิษย์ห้ามไว้โดยทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองเหาะไม่ได้ แต่เศรษฐีก็ไม่ยอมให้เช่นกัน

เวลาผ่านไป 7 วัน ยังไม่มีใครสามารถเหาะนำบาตรแก่นไม้จันทร์ลงมาได้ ทำให้ ชาวเมืองต่างวิพากษ์ วิจารณ์ว่า ในโลกนี้คงไม่มีพระอรหันต์ละมั้ง ในขณะเดียวกัน พระมหาโมคคัลลานเถระ กับ พระปิณโฑล ภารทวาช กำลังออกบิณฑบาตรอยู่ ได้ฟังชาวเมืองที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีพระอรหันต์ในโลก ทำให้พระมหาโมคคัลลานะ คิดว่าชาวเมือง กำลังดูหมิ่นพระพุทธศาสนา จึงต้องการให้ชาวเมืองได้รับรู้ ว่า ในโลกนี้มีพระอรหันต์จริง ท่านก็คิดว่าตนเองนั้นมีอิทธิฤทธิ์มากที่จะแสดงได้ แต่ท่านก็มีใจกว้าง จึงยกให้ พระปิณโฑลภารทวาชเป็น ผู้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์

พระปิณโฑลภารทวาชรับคำของพระโมคคัลลาน แล้วเข้าจตุตถฌานสมาบัติ อันเป็น ฐานแห่งอภิญญา กระทำอิทธิฤทธิ์เหาะขึ้นไปบนอากาศ พร้อมทั้งแผ่นศิลาที่ยืนอยู่นั้น เหาะเวียนรอบกรุงราชคฤห์ แล้ว เหาะลอยเลื่อนมาอยู่ยังที่แขวนบาตรแก่นไม้จันทร์ เพื่อนำบาตรลง และเหาะตรงหลังคาเรือน ของเศรษฐี

ท่านเศรษฐีเห็นดังนั้นแล้ว ก็ดีใจที่ได้เห็นพระอรหันต์ที่แท้จริง และตกใจกลัวว่า ก้อนหิน จะล่วงลงมาทับบ้านของตน จึงกราบหมอบลงจนอกติดพื้นดินแล้ว กล่าวนิมนต์ ให้ลงมา พระเถระจึงสลัดก้อนหิน ไปประดิษฐานในที่เดิม แล้วเหาะลงมา จากอากาศ เมื่อพระเถระลงมาแล้ว ท่านเศรษฐีจึงนิมนต์ให้นั่ง ณ อาสนะที่จัดถวาย ให้คนนำบาตรแก่นไม้จันทร์ที่ลงมาจากที่แขวน ไว้บรรจุอาหารอันประณีตจนเต็ม แล้วถวายพระเถระรับแล้วก็กลับสู่วิหาร

ส่วนชาวเมือง เมื่อได้เห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ ของพระปิณโฑล ภารทวาช จึงพากัน ชุมนุมติดตามพระเถระที่วิหาร เพื่อหวังให้ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ชมอีก จึงเกิดเสียง อื้ออึงจนไปถึงพระกรรณของพระพุทธองค์ พระองค์ทรงตรัสถามกับพระอานนท์ ผู้เป็น พระพุทธ อุปัฏฐากว่า เสียงอะไร เมื่อทรงทราบเรื่องราวแล้ว จึงทรงตรัสเรียก ประชุม สงฆ์ และเรียกพระปิณโฑล ภารทวาชมาเข้าเฝ้า ทรงไต่สวนกับพระเถระ พระเถระ ก็ยอมรับทุกประการ พระพุทธองค์ก็ทรงติเตียน พระปิณโฑลภารทวาช และบัญญัติ สิกขาบทห้ามภิกษุแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ หากภิกษุฝ่าฝืนต้อง อาบัติทุกกฎ

นอกจากนั้นทรงตรัสให้นำบาตรแก่นไม้จันทร์ไปทุบให้เป็นผง เพื่อทำยาหยอดตา และ บัญญัติสิกขาบทห้ามใช้บาตรไม้ หากภิกษุใช้ ต้องอาบัติทุกกฎ

เอตทัคคะ
หลังจากที่พระปิณโฑลภารทวาชะบรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านก็ได้สมาทานธุดงค์ เป็นผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัดไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ผู้มีวาทะกำจัด หมั่นประกอบในอธิจิต ท่านเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยอินทรีย์ทั้ง 3 คือ สติ, สมาธิ และปัญญา เวลาท่านไปที่ไหนแม้จะอยู่ต่อหน้า พระพักตร์พระพุทธเจ้าก็ตาม ท่านก็ชอบเปล่งสีหนาทอยู่เสมอ ๆ ว่า "ใครมีความสงสัยในมรรคผล ผู้นั้นจงถามเราเถิด" ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านว่า เป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลายในด้าน ผู้บันลือสีหนาท

บั้นปลายชีวิต
ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไม่ระบุว่าท่านดับขันธปรินิพพานที่ใด แต่ท่านคงดำรงขันธ์ อยู่พอสมควร แก่กาล จึงดับขันธปรินิพพาน

อ้างอิง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (2525).
ธรรมวิภาคปริเฉทที่ 2. พิมพ์ครั้งที่ 23. กรุงเทพฯ:
คณะกรรมการแผนกตำรา มหามกุฏราชวิทยาลัย.

   
 
 
 
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดาล้วนๆ แบบสบายตา โดยคัดลอกจากหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ
พุทธประวัติ
จากพระโอษฐ์
ขุมทรัพย์
จากพระโอษฐ์
อริยสัจ
ภาคต้น-ภาคปลาย
ปฏิจจสมุปบาท
จากพระโอษฐ์
กรรม สมถะ วิปัสสนา โสดาบัน อานาปานสติ