เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  ประวัติบุคคล และสถานที่ ในสมัยพุทธกาล
ค้นหาคำที่ต้องการ                    

  การสังคายนาศาสนาพุทธ 301 Next


สังคายนา ศาสนาพุทธ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ปฐมสังคายนา(ครั้งที่1) 
พศ.1 (3 เดือนหลังปรินิพาน) สถานที่ กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย

เป็นการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก กระทำขึ้นหลังจาก พระโคตม พุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้เพียง 3 เดือน

สาเหตุสืบเนื่องมาจากพระมหากัสสปะ เมื่อทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพาน จึงรีบเดินทางมาจากเมืองปาวา แต่ระหว่างทางพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นปุถุชน ได้ร้องไห้ คร่ำครวญขึ้นมาทำให้มีภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ นามว่าสุภัททะ ได้กล่าววาจาจาบจ้วง พระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะจะลงโทษพระสุภัททะ แต่ก็รอให้ผ่านพิธีถวายพระเพลิง เสียก่อน

หลังจากพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ได้ผ่านไปแล้ว 3 เดือนพระมหากัสสปะ จึงได้ชักชวนพระอรหันต์ทั้งสิ้น 500 รูปมาร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก โดยมีท่าน เป็นประธาน และทำหน้าที่ซักถามพระวินัย และพระธรรมส่วน พระอุบาลีเป็นผู้วิสัชนา พระวินัย และพระอานนท์ ซึ่ง 1 วันก่อนสังคายนาท่าน ได้บำเพ็ญธรรมจนสำเร็จเป็น พระอรหันต์ ทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม และได้พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นองค์อุปถัมภก โดยสถานที่ทำ ปฐมสังคายนา คือ ถ้ำสัตบรรณคูหา กระทำทั้งสิ้น 7 เดือนจึงสำเร็จ

ผลของการสังคายนา ไม่มีพระสงฆ์รูปใดกล่าวดูหมิ่น

ถ้ำสัตตบรรณคูหาสถานที่ปฐมสังคายนา
กรุงราชคฤห์ แคว้้นมคธ 



สังคายนาในศาสนาพุทธ

ในศาสนาพุทธ สังคายนา (บาลี: สํคายนา) คือการประชุมตรวจชำระสอบทาน และจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า วางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่ง อันเดียวกัน ตามศัพท์ "สังคายนา" หมายถึง สวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังคีติ” แปลว่า สวดพร้อมกัน มาจากคำว่า คายนา หรือ คีติ แปลว่า การสวด สํ แปลว่า พร้อมกัน

คำนี้มีมูลเหตุมาจากวิธีการสังคายนาพระธรรมวินัย ที่เรียกว่าวิธีการร้อยกรอง หรือรวบรวมพระธรรมวินัย หรือ ประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีวิธีการคือนำเอา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงจำไว้มาแสดงใน ที่ประชุมพระสงฆ์ จากนั้นให้มีการ ซักถามกัน จนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน เมื่อได้มติ ร่วมกันแล้ว ในเรื่องใด ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกัน การสวดพร้อมกันแสดงถึงการลงมติร่วมกัน เป็นเอกฉันท์ และ เป็นการทรงจำกันไว้เป็นแบบแผนต่อไป

ความเป็นมาของการสังคายนา
เมื่อครั้งพระโคตมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระพุทธเจ้าและพระสาวกองค์สำคัญ โดยเฉพาะพระสารีบุตร ได้คำนึงว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว หากไม่มีการ รวบรวมประมวลคำสอนของพระองค์ไว้ พระพุทธ ศาสนาก็จะสูญสิ้น ดังนั้น แม้พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็ได้การริเริ่ม เป็นการนำทางไว้ให้เป็นตัวอย่าง แก่คนรุ่นหลังว่า ให้มีการรวบรวมคำสอนของพระองค์ เรียกว่าสังคายนา สังคายนา ก็คือการรวบรวม คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าไว้ แล้วทรงจำไว้เป็นแบบแผน อันเดียวกัน คือรวบรวมไว้เป็นหลัก และทรงจำ ถ่ายทอด สืบมาเป็นอย่างเดียวกัน

ขณะนั้นล่วงปลายพุทธกาลแล้ว นิครนถนาฏบุตรผู้เป็นศาสดา ของศาสนาเชน ได้สิ้นชีวิตลง สาวกของท่าน ไม่ได้รวบรวมคำสอนไว้เป็นหมวดหมู่ และไม่ได้ตกลงกัน ไว้ให้ชัดเจน ปรากฏว่าเมื่อศาสดาของศาสนาเชน สิ้นชีวิตไปแล้ว เหล่าสาวกก็ แตกแยกทะเลาะวิวาทกันว่า ศาสดาของตนสอนว่าอย่างไร

ครั้งนั้น พระจุนทเถระได้นำข่าวนี้มากราบทูลแด่พระพุทธเจ้า และพระองค์ได้ตรัส แนะนำให้พระสงฆ์ทั้งปวง ร่วมกันสังคายนาธรรมทั้งหลายไว้ เพื่อให้พระศาสนาดำรง อยู่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน (ที.ปา.11/108/139) เวลานั้น พระสารีบุตร อัครสาวกยังมีชีวิตอยู่ คราวหนึ่งท่านปรารภเรื่องนี้แล้วกล่าวว่า ปัญหาของศาสนาเชน เกิดขึ้นเพราะว่าไม่ได้รวบรวมร้อยกรองคำสอนไว้

เพราะฉะนั้นพระสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ควรจะได้ทำการสังคายนา คือรวบรวมร้อยกรองประมวล คำสอนของพระองค์ไว้ให้เป็นหลัก เป็นแบบแผน อันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อปรารภเช่นนี้แล้วพระสารีบุตรก็ได้ แสดงวิธีการสังคายนาไว้ เป็นตัวอย่าง โดยท่านได้รวบรวมคำสอนที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้เป็นข้อธรรม ต่าง ๆ มาแสดงตามลำดับหมวด ตั้งแต่หมวดหนึ่ง ไปจนถึงหมวดสิบ คือเป็นธรรมหมวด ๑ ธรรมหมวด ๒ ธรรมหมวด ๓ ไปจนถึงธรรมหมวด ๑๐ เมื่อพระสารีบุตรแสดงจบแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานสาธุการ (ที.ปา.11/225-363/224-286)

หลักธรรมที่พระสารีบุตรได้แสดงไว้นี้ จัดเป็นพระสูตรหนึ่งเรียกว่าสังคีติสูตร (พระสูตร ว่าด้วยการสังคายนา หรือสังคีติ) เป็นตัวอย่างที่พระอัครสาวก คือพระสารีบุตร ได้กระทำไว้ แต่ท่านพระสารีบุตรเอง ได้ปรินิพพาน ไปก่อนพระพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วภาระจึงตกอยู่กับพระมหากัสสปเถระ ซึ่งตอนที่ พระพุทธเจ้า ปรินิพพานนั้น เป็นพระสาวกผู้มีอายุพรรษามากที่สุด

จุดประสงค์ของการสังคายนา
จุดประสงค์สำคัญที่สุดของการสังคายนา คือการรวบรวมพระธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า เพื่อธำรงรักษาพระ ธรรมวินัยเอาไว้ไม่ให้สูญหาย หรือวิปลาส คลาดเคลื่อนไป เพราะพระธรรมวินัยนั้นคือหลักของพระพุทธ ศาสนา หากปราศจาก คำสอนแล้ว พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ไม่ได้ ดังพุทธวจนะในคราวจะเสด็จ ดับขันธ ปรินิพพานว่า โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา. แปลว่า : ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว และบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป (ที.ม.10/141/178)

พระเถระทั้งปวงเห็นความสำคัญของพระธรรมวินัย ซึ่งจะสืบทอดพระศาสนาต่อไปในภายหน้า หากละเลย ปล่อยไว้กระทั่ง พระธรรมวินัย เกิดความคลาดเคลื่อนไปจะเป็นอันตรายต่อพุทธศาสนา จึงได้เริ่มสังคายนา รวบรวม พระธรรมคำสอนขึ้นเป็นหมวดหมู่ ภายหลังพุทธปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน



การสังคายนาพระไตรปิฏก

พระมหากัสสปเถระได้ทราบข่าวปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ปรินิพพาน แล้วได้ 7 วัน ขณะที่ ท่านกำลังเดินทาง อยู่ ณ เมืองปาวาพร้อมด้วย หมู่ศิษย์ จำนวนมาก เมื่อได้ทราบข่าวนั้น เหล่าศิษย์ของพระ มหากัสสปะซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่ ได้ร้องไห้คร่ำครวญกัน ณ ที่นั้น จึงมีพระภิกษุบวชเมื่อแก่องค์หนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้กล่าวขึ้นว่า "หยุดเถิด หยุดเถิด ท่านอย่าร่ำไรไปเลย พระสมณะ นั้นพ้น (ปรินิพพาน) แล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามพอใจ ไม่ต้อง เกรงบัญชาใคร"

พระมหากัสสปะได้ฟังเช่นนั้น คิดจะทำนิคคหกรรม (ทำโทษ) แต่เห็นว่ายังมิควรก่อน และดำริขึ้นว่าพระ พุทธเจ้าปรินิพพาน เพียง 7 วัน ก็มีผู้คิดที่จะทำให้เกิดความ แปรปรวน หรือประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจาก พระธรรมวินัยเช่นนี้ จึงควรจะทำการ สังคายนาและจะชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งล้วน ทันเห็น พระพุทธเจ้า ได้ฟังคำสอนของพระองค์ มาโดย ตรง เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า และได้อยู่ ในหมู่ สาวกที่เคยสนทนาตรวจสอบกันอยู่เสมอ รู้ว่าสิ่งใดที่เป็นคำสอนของ พระพุทธเจ้า ให้มาประชุมกัน เพื่อช่วยกันแสดง ถ่ายทอด รวบรวม ประมวลคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า แล้วตกลงวาง มติไว้ จากนั้นท่าน จึงเดินทางไปยังเมืองกุสินารา เพื่อเป็นประธานในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

การทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1 จึงได้จัดขึ้นที่ถ้ำสัตบรรณคูหา เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ตามคำ ปรารภของ พระมหา กัสสปเถระ โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรู เป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้เวลาในการสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัยอยู่ 7 เดือน จึงแล้วเสร็จ

โดยในครั้งนั้น พระมหากัสสปเถระเป็นประธานทำสังคายนา พระอานนท์เป็นองค์ วิสัชชนา แสดงพระ ธรรมวินัยในหมวด พระสุตตันตปิฎก (ธรรมเทศนา) และ พระอภิธรรมปิฎก (คำสอน) พระอุบาลีเถระ เป็นองค์วิสัชชนาพระวินัยปิฎก ซึ่งแนวการ วางระเบียบพระธรรมวินัยในครั้งนั้นจัดเป็นรูปแบบที่เรียกว่า พระไตรปิฎก และยังคงมี การรักษาสิ่งที่ได้จัดรวบรวม ในครั้ง ปฐมสังคายนาอยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับ เถรวาท โดยไม่มีการปรับแก้มาจนปัจจุบัน



ทุติยสังคายนา(ครั้งที่2)
พ.ศ. 100
สถานที่ วาลิการาม เมืองเวลาลี ประเทศอินเดีย



การทำสังคายนาครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 100 ที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย โดยมีพระยสกา กัณฑกบุตร เป็นผู้ชักชวน พระเถระผู้ใหญ่ ที่เข้าร่วม ทำสังคายนาครั้งนี้ได้แก่ พระสัพพกามี พระสาฬหะ พระขุชชโสภิตะ พระวาสภคามิกะ (ทั้งสี่รูปนี้เป็นชาวปาจีนกะ) พระเรวตะ พระสัมภูตะ สาณวาสี พระยสะ กากัณฑกบุตร และพระสุมนะ (ทั้งสี่รูปนี้เป็นชาวปาฐา) ในการนี้พระเรวตะทำหน้าที่เป็นประธาน ผู้คอยซักถาม และพระสัพพกามีเป็นผู้นำในการวิสัชนา ข้อวินัย การทำสังคายนาครั้งนี้ มีพระสงฆ์มาประชุมร่วมกัน 700 รูป ดำเนินการอยู่เป็นเวลา 8 เดือน จึงเสร็จสิ้น

ข้อปรารภในการทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระยสกากัณฑกบุตร พบเห็นข้อปฏิบัติ ย่อหย่อน 10 ประการ ทางพระวินัย ของภิกษุวัชชีบุตร เช่น ควรเก็บเกลือไว้ในเขาสัตว์ เพื่อรับประทานได้ ควรฉันอาหารยาม วิกาลได้ ควรรับเงินทองได้ เป็นต้น พระยสะ กากัณฑกบุตรจึงชวนพระเถระต่าง ๆ ให้ช่วยกันวินิจฉัย แก้ความถือผิดครั้งนี้

โดยรายละเอียดของปฐมสังคายนา และการสังคายนาครั้งที่สอง มีกล่าวถึงในพระวินัย ปิฎก จุลลวรรค แม้ในวินัยปิฎก จะไม่กล่าวถึง คำว่าพระไตรปิฎก ในการปฐมสังคายนา และการสังคายนาครั้งที่สองเลย แต่ในสมันตัปปาสาทิกา ซึ่งเป็น อรรถกถาอธิบาย วินัยปิฎกนั้น บอกว่าการจัดหมวดหมู่คำสอน ของพระ พุทธศาสนาให้เป็นรูปเป็นร่าง อย่างพระไตรปิฎกนั้น มีมาตั้งแต่ครั้งปฐมสังคายนาแล้ว



ตติยสังคายนา(ครั้งที่3)
(พ.ศ 234) สถานที่ เมืองอโศการาม กรุงปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย




การทำสังคายนาครั้งที่สามเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 234 ที่ อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย โดยมี พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธาน การทำสังคายนาครั้งนี้มี พระสงฆ์มาประชุม ร่วมกัน 1,000 รูป ดำเนินการอยู่เป็นเวลา 9 เดือน จึงเสร็จสิ้น

ข้อปรารภในการทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อพวกเดียรถีย์ หรือนักบวชศาสนาอื่น มาปลอมบวช แล้วแสดงลัทธิศาสนา และ ความเห็นของตนว่าเป็นพระพุทธศาสนา พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ จึงได้ขอความอุปถัมภ์จาก พระเจ้าอโศกมหาราช สังคายนาพระธรรมวินัย เพื่อกำจัดความเห็นของพวกเดียรถีย์ออกไป

ในการทำสังคายนาครั้งนี้ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้แต่งคัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งเป็น คัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมไว้ด้วย และเมื่อทำสังคายนาเสร็จแล้ว ก็มีการส่งคณะทูต ไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ มีดังนี้

พระมหินทเถระ โอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช นำพระพุทธศาสนา ไปประดิษฐาน ในลังกา พระโสณเถระ และ พระอุตตร เถระ นำพระพุทธศาสนา มาเผยแผ่ยังดินแดน สุวรรณภูมิ

การทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 236 การสังคายนาครั้งที่ 4 ในอินเดียเกิดขึ้น ที่ชาลันธร หรือบางหลักฐานคือกัษมีร์ ในรัชสมัยของพระเจ้ากนิษกะ แต่เป็นการ สังคายนา ของนิกายมหายาน ฝ่ายเถรวาทจึงไม่ยอมรับว่าเป็นการสังคายนา



ปัญจมสังคายนา(ครั้งที่4) ประเทศศรีลังกา
การทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 433 ที่อาโลกเลณสถาน มตเลชนบท ประเทศศรีลังกา โดยมีพระรักขิตมหาเถระ เป็นประธาน การทำสังคายนาครั้งนี้ เพื่อต้องการจารึกพระพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษร

ปัญหาการนับครั้งการสังคายนา
การนับครั้งการสังคายนา มีความแตกต่างกัน ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท กับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นอกจากนี้ แม้ประเทศที่นับถือ พระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาทด้วยกันเอง ก็ยังนับครั้งการสังคายนาไม่ตรงกัน ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

ประเทศศรีลังกา นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และการสังคายนา ที่ประเทศตนเองอีก 3 ครั้ง โดยครั้ง สุดท้ายกระทำเมื่อ พ.ศ. 2408 โดยการ สังคายนาครั้งนี้ เป็นที่รู้กันเฉพาะในประเทศศรีลังกาเท่านั้น

ประเทศพม่า นับการสังคายนาสามครั้งแรก ที่ประเทศอินเดีย และนับการสังคายนา ครั้งที่ 2 ที่ลังกาเป็นครั้งที่ 4 และนับการสังคายนา ที่ประเทศตนเองอีก 2 ครั้ง โดยครั้งสุดท้าย หรือครั้งที่ 6 ในพม่า มีชื่อเรียกว่าฉัฏฐสังคายนา เริ่มกระทำเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2499

การทำสังคายนาครั้งนี้ทำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เพื่อพิมพ์ พระไตรปิฎก อรรถกถา และคำแปลเป็นภาษา พม่า โดยได้เชิญ พุทธศาสนิกชน จากหลายประเทศเข้าร่วมพิธี โดยเฉพาะจากประเทศ พม่า ศรีลังกา ไทย ลาว และกัมพูชา

ประเทศไทย
นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และครั้งที่ 1-2 ที่ลังกา แต่ในหนังสือ สังคีติยวงศ์ หรือประวัติ แห่งการสังคายนา ของสมเด็จพระวันรัต ได้นับเพิ่มอีก 4 ครั้ง คือ
          ครั้งที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 956 ในลังกา โดยพระพุทธโฆสะ ได้แปล และเรียบเรียง อรรถกถา ซึ่งถือว่าเป็นการชำระอรรถกถา ไม่ใช่พระไตรปิฎก ทางลังกา จึงไม่นับเป็น การสังคายนา

          ครั้งที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 1587 ในลังกา โดยพระกัสสปเถระ เป็นประธานรจนา อรรถกถาต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการชำระอรรถกถา ไม่ใช่พระไตรปิฎก ทางลังกา จึงไม่นับเป็นการสังคายนาเช่นกัน

          ครั้งที่ 8 เมื่อ พ.ศ. 2020 ในประเทศไทย โดยการอุปถัมภ์ของ พระเจ้าติโลกราช แห่งอาณาจักรล้านนา

          ครั้งที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2331 ในประเทศไทย โดยการอุปถัมภ์ของ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
                          
                          



 
 
 
 
พุทธวจน : อ่านคำสอนพระศาสดาล้วนๆ แบบสบายตา โดยคัดลอกจากหนังสือทั้งเล่มมาจัดทำเป็นเว็บเพจ
พุทธประวัติ
จากพระโอษฐ์
ขุมทรัพย์
จากพระโอษฐ์
อริยสัจ
ภาคต้น-ภาคปลาย
ปฏิจจสมุปบาท
จากพระโอษฐ์
กรรม สมถะ วิปัสสนา โสดาบัน อานาปานสติ