เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
 
ค้นหาคำที่ต้องการ          

 
  อลคัททูปมสูตร อุปมากามด้วยอสรพิษ กาม มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก 888
 
 

อลคัททูปมสูตร
1 ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยอสรพิษ.. อริฏฐภิกษกล่าวตู่พระพุทธเจ้าว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสสอนเป็นอันตราย
2 อริฏฐภิกษุค้านพระธรรมเทศนา ..
ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าฯเพื่อกราบทูลว่า อริฏฐภิกษุ ค้านพระธรรม
3 ทรงติเตียนอริฏฐภิกษุ
...เธอจะประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยทิฏฐิลามก กรรมนั้นแลจักมีแก่เธอ
4 บุรุษเปล่าเรียนธรรม
...บุรุษเปล่าเหล่านั้น เล่าเรียนธรรมแล้ว ไม่ไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมด้วยปัญญา
5 กุลบุตรเรียนธรรม .
..กุลบุตร เล่าเรียนธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน
6 ธรรมเปรียบเหมือนแพ
...เราแสดงธรรมมีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่เพื่อต้องการยึดถือ
7 เหตุแห่งทิฏฐิ ๖
...ผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็นพระอริยะ ย่อมเห็นรูปว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
8 ความสะดุ้ง ๒
...เมื่อความพินาศแห่งบริขาร(ของใช้ภิกษุ)ในภายนอก ไม่มีความสะดุ้งพึงมีได้ หรือหนอ
9 พาลธรรม
...เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ... นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
10 สมัญญาผู้หมดกิเลส
...พระอริยผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป เวทนา สัญญา..
11 การวางใจในลาภสักการะ
...สิ่งใดไม่ใช่ของเธอ เธอจงละสิ่งนั้นเสีย รูป เวทนา.. ไม่ใช่ของเธอ
12 ผลแห่งการละกิเลส
...เป็นอรหันต์ เป็นอนาคามี เป็นสกทา โสดาบัน เป็นสัทธา- ธัมมา เป็นเทวดา

 


1

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๘๑ - ๑๙๖

อลคัททูปมสูตร
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยอสรพิษ
อริฏฐภิกษุ มีทิฏฐิอันลามก กล่าวตู่พระพุทธเจ้า ว่า ธรรม ที่พระผู้มีพระภาคตรัส เป็นธรรมซึ่งอันตราย ที่ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย ซึ่งมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง อุปมาด้วยร่าง กระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้น มีอยู่โดยยิ่ง

                [๒๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน อนาถบิณฑิก เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี.

           ก็โดยสมัยนั้นแล ทิฏฐิอันลามก เห็นปานนี้ บังเกิดขึ้นแก่ อริฏฐภิกษุ ผู้เป็น เหล่ากอ ของคนฆ่าแร้งว่า ข้าพเจ้ารู้ถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง

           ภิกษุมากหลายได้ฟังแล้วว่า ได้ยินว่า ทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ บังเกิดแก่ อริฏฐภิกษุ ผู้เป็นเหล่ากอ ของคนฆ่าแร้งว่า ข้าพเจ้ารู้ถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรม กระทำ ซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่สามารถทำอันตราย แก่ผู้ซ่องเสพได้จริง.

           ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปหาอริฏฐภิกษุ ผู้เป็นเหล่ากอของคนฆ่าแร้ง แล้วได้กล่าวกะเธอดังนี้ว่า ดูกรอริฏฐผู้มีอายุ ได้ยินว่าทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้  บังเกิดขึ้น แก่ท่าน ว่า ข้าพเจ้ารู้ถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้วโดยประการ ที่ธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรม กระทำซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง ดังนี้จริงหรือ?

           อริฏฐภิกษุ ผู้เป็นเหล่ากอของคนฆ่าแร้ง รับว่าจริง ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้ ถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่สามารถ ทำอันตราย แก่ผู้ ซ่องเสพได้จริง.

           ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องอริฏฐภิกษุ ผู้เป็นเหล่ากอของ คนฆ่า แร้ง จากทิฏฐิ อันลามก เห็นปานนั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียง สอบสวนด้วยกล่าวว่า

           ดูกรอริฏฐ ผู้มีอายุท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่ พระผู้มีพระภาคไม่ดีดอก เพราะพระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้

           ดูกรอริฏฐผู้มีอายุ ธรรมทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำ ซึ่งอันตราย โดยอเนกปริยาย ก็แหละ ธรรมเหล่านั้นสามารถทำอันตราย แก่ผู้ซ่องเสพ ได้จริง

           พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย ซึ่งมีความยินดีน้อยมีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง พระผู้มีพระภาค ตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยร่าง กระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง
พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยชิ้นเนื้อ ... พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยคบหญ้า ... พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยหลุมถ่านเพลิง พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยความฝัน ... พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยของขอยืม ... พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยผลไม้ ... พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยเขียงหั่นเนื้อ พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยหอก และหลาว ... พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยศีรษะงูพิษ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง.

           อริฏฐภิกษุผู้เป็นเหล่ากอของคนฆ่าแร้ง ถูกภิกษุเหล่านั้นซักไซร้ ไล่เลียง สอบสวนอยู่ แม้อย่างนี้แล ก็ยังกล่าวยึดมั่นทิฏฐิอันลามกนั้นเอง ด้วยกำลังทิฏฐิว่า

           ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายข้าพเจ้ารู้ถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว โดยประการ ที่ธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำ ซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่สามารถทำอันตราย แก่ผู้ซ่องเสพได้จริง


2
อริฏฐภิกษุค้านพระธรรมเทศนา

(อ่านว่า อะ ริ ทะ ฐะ)
ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ เพื่อกราบทูลว่า อริฏฐภิกษุ มีทิฏฐิอันลามก ไม่เชื่อว่าธรรมของพระองค์ ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง

           [๒๗๕] ในกาลใดแล ภิกษุเหล่านั้น ไม่สามารถเพื่อจะปลดเปลื้อง อริฏฐภิกษุ ผู้เป็นเหล่ากอ ขอคนฆ่าแร้ง จาก ทิฏฐิอันลามก นั้น

           ในกาลนั้น ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ บังเกิดขึ้นแก่ อริฏฐภิกษุ ผู้เป็น เหล่ากอ ของคนฆ่าแร้งว่า ข้าพเจ้ารู้ถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว โดยประการ ที่ธรรม ทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้ฟังแล้วว่า ได้ยินว่าทิฏฐิอันลามก เห็นปานนี้บังเกิดขึ้นแก่ อริฏฐภิกษุผู้เป็นเหล่ากอ ของคนฆ่าแร้งว่า เรารู้ทั่วถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรม ทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงแล้วว่าเป็นธรรมกระทำอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่สามารถกระทำอันตราย แก่ผู้ซ่องเสพจริง ทีนั้นแลข้าพระองค์ทั้งหลาย เข้าไปหา อริฏฐภิกษุผู้เป็นเหล่ากอ ของคนฆ่าแร้งแล้ว ได้กล่าวกะอริฏฐภิกษุว่า

           ดูกรอริฏฐผู้มีอายุ ได้ยินว่า ทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้บังเกิดขึ้นแก่ท่านว่า ข้าพเจ้า รู้ถึง ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่สามารถทำอันตราย แก่ผู้ ซ่องเสพ ได้จริง ดังนี้ จริงหรือ

           เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว อริฏฐภิกษุ ได้กล่าวกะข้าพระองค์ ทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้ถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดง แล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำซึ่ง อันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่สามารถทำอันตราย แก่ผู้ซ่องเสพได้จริง ทีนั้น ข้าพระองค์ ทั้งหลายปรารถนาจะปลดเปลื้องอริฏฐภิกษุ จากทิฏฐิอันลามกนั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียง สอบสวน ด้วยกล่าวว่า

           ดูกรอริฏฐผู้มีอายุ ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่ พระผู้มีพระภาคไม่ดีดอก เพราะว่าพระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้

           ดูกรอริฏฐผู้มีอายุ ธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำ อันตราย โดยอเนกปริยาย ก็แหละธรรมเหล่านั้นสามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง พระผู้มีพระภาคตรัส กามทั้งหลาย ซึ่งมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้ นมีอยู่โดยยิ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมา ด้วยร่าง กระดูก ฯลฯ

           พระผู้มีพระภาคตรัส กามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยศีรษะงูพิษ มีทุกข์มาก มีความคับแค้น มาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริฏฐภิกษุถูกข้าพระองค์ทั้งหลายซักไซ้ไล่เลียง สอบสวนอยู่ แม้อย่างนี้แล ก็ยังกล่าวยึดมั่นทิฏฐิอันลามกนั้นเอง ด้วยกำลังทิฏฐิว่า

           ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้ถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า เป็นธรรมกระทำ ซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลใดแล ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่สามารถเพื่อจะ ปลดเปลื้อง อริฏฐภิกษุ จากทิฏฐิอันลามกนั้น ในกาลนั้นข้าพระองค์ทั้งหลาย จึงกราบทูล เนื้อความ นี้ แด่พระผู้มีพระภาค


3
ทรงติเตียนอริฏฐภิกษุ

ดูกรบุรุษเปล่า ...จะประสพบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยทิฏฐิอันลามก ว่าธรรมขอพระศาสดา ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง .. อริฏฐภิกษุผู้เป็นเหล่ากอของคนฆ่าแร้งนี้ แม้จะกระทำ ญาณให้สูงขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ได้หรือ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความสูง แห่ง ญาณอะไรเล่าจะพึงมีได้ ก็ความสูงขึ้น แห่งญาณนั้น จักมีไม่ได้เลย. อริฏฐภิกษุเป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน นั่งคอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ. กามทั้งหลาย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก โทษในกาม เหล่านั้น มีอยู่ โดยยิ่ง มีอุปมาด้วยศีรษะงูพิษ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามมีอยู่โดยยิ่ง

           [๒๗๖] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาว่า มาเถิดภิกษุ เธอจง เรียก อริฏฐภิกษุ ผู้เป็นเหล่ากอของคนฆ่าแร้งมาตามคำ ของเราว่า

           ดูกรอริฏฐ ผู้มีอายุ พระศาสดาย่อมเรียกท่าน.

           ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงเข้าไปหาอริฏฐภิกษุผู้เป็นเหล่ากอ ของคน ฆ่าแร้ง ถึงที่อยู่ แล้วกล่าว กะอริฏฐภิกษุว่า ดูกรอริฏฐผู้มีอายุ พระศาสดาย่อม ตรัสเรียกท่าน.

           อริฏฐภิกษุรับต่อภิกษุนั้นว่าอย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ ประทับ ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

           พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะอริฏฐภิกษุผู้เป็นเหล่ากอของคนฆ่าแร้งว่า

           ดูกรอริฏฐ ได้ยินว่า ทิฏฐิอันลามก เห็นปานนี้ บังเกิดขึ้นแก่เธอว่า ข้าพเจ้า รู้ถึง ธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วว่า เป็นธรรม กระทำซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่สามารถทำ อันตราย แก่ผู้ซ่องเสพได้จริง ดังนี้ จริงหรือ?

           อริฏฐภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ถึงธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้ว ว่า เป็นธรรม กระทำซึ่งอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพ ได้จริง

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรบุรุษเปล่า เธอรู้ถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ต่อใครแล.

           ดูกรบุรุษเปล่า ธรรมทั้งหลายเรากล่าวว่า เป็นธรรมกระทำซึ่งอันตราย โดยอเนก ปริยาย มิใช่หรือ? ก็แหละ ธรรมเหล่านั้น สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง เรากล่าว กามทั้งหลายซึ่งมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแคบมาก โทษในกาม เหล่านั้น มีอยู่โดยยิ่ง เรากล่าวกามทั้งหลายมีอุปมา ด้วยร่างกระดูก ... มีอุปมาด้วย ชิ้นเนื้อ ... มีอุปมาด้วยคบหญ้า ... มีอุปมาด้วยหลุมถ่านเพลิง ... มีอุปมาด้วยความฝัน ... มีอุปมาด้วยของขอยืม ... มีอุปมาด้วยผลไม้ ... มีอุปมาด้วยเขียงหั่นเนื้อ ... มีอุปมา ด้วย หอกและหลาว ... มีอุปมาด้วยศีรษะงูพิษ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีโดยยิ่ง

           ดูกรบุรุษเปล่า เออก็แล เธอกล่าวตู่เรา ขุดตนเอง และประสพบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยทิฏฐิอันลามก อันตนถือเอาชั่วแล้ว กรรมนั้นแลจักมีแก่เธอ เพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน.

           ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า

           ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เออก็ อริฏฐภิกษุ ผู้เป็น เหล่ากอของคนฆ่าแร้งนี้ แม้จะกระทำญาณให้สูงขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ได้หรือ ?

           ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความสูงแห่งญาณอะไรเล่า จะพึงมีได้ ก็ความสูงขึ้น แห่งญาณนั้น จักมีไม่ได้เลย.

           เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลอย่างนี้แล้ว อริฏฐภิกษุเป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน นั่งคอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ.

           [๒๗๗] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทราบว่า อริฏฐภิกษุเป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงได้ตรัสกะอริฏฐภิกษุว่า ดูกรบุรุษเปล่า เธอจัก ปรากฏ ด้วยทิฏฐิอันลามก ของตนนั้นเองแล เราจักสอบถามภิกษุทั้งหลายในที่นี้.

           ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอ ทั้งหลายรู้ถึงธรรม ที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ โดยประการที่อริฏฐภิกษุผู้เป็นเหล่ากอ ของคนฆ่าแร้งนี้ กล่าวตู่เรา ขุดตนเอง และประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยทิฏฐิ อันลามก อันตนถือเอาชั่วแล้วดังนี้หรือ?

           ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นมีไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ด้วยว่าธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค ตรัสแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย โดย อเนกปริยายว่า เป็นธรรมกระทำ ซึ่งอันตราย ก็แหละธรรมเหล่านั้น สามารถทำอันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง
พระผู้มีพระภาคตรัส กามทั้งหลาย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วย ร่างกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่ โดยยิ่ง ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลาย มีอุปมาด้วยศีรษะงูพิษ มีทุกข์มาก มีความคับแค้น มาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่ง.

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย รู้ถึงธรรมที่เรา แสดงแล้วอย่างนี้ โดยประการ ที่ธรรมทั้งหลายที่เรากล่าวแล้วว่า เป็นธรรมกระทำ ซึ่งอันตราย แก่ท่านทั้งหลายโดยอเนกปริยาย ก็แหละ ธรรมเหล่านั้น สามารถทำ อันตรายแก่ผู้ ซ่องเสพได้จริง เรากล่าวกามทั้งหลาย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีอยู่โดยยิ่งเรากล่าวกามทั้งหลาย มีอุปมา ด้วยร่างกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้น มีอยู่โดยยิ่ง ฯลฯ เรากล่าวกาม ทั้งหลาย มีอุปมาด้วยศีรษะงูพิษ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมากเออ ก็แล

           อริฏฐ ภิกษุผู้เป็นเหล่ากอของคนฆ่าแร้งนี้ กล่าวตู่เรา ขุดตนเอง และประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยทิฏฐิอันลามก อันตนถือเอาชั่วแล้ว กรรมนั้นแลจักมีแก่เธอ ผู้เป็นบุรุษเปล่าเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอจักเสพกามทั้งหลาย นอกจากกาม นอกจากกามสัญญา นอกจากกามวิตก ข้อนั้นไม่เป็นฐานะจะมีได้


4
บุรุษเปล่าเรียนธรรม

บุรุษเปล่า บางพวกเล่าเรียนธรรมคือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก ...
บุรุษเปล่า เหล่านั้น เล่าเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไม่ไตร่ตรอง เนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา ธรรมเหล่านั้น ย่อมไม่ควร ซึ่งการเพ่งแก่ บุรุษเปล่าเหล่านั้น ผู้ไม่ไตร่ตรองเนื้อความด้วยปัญญา
บุรุษเปล่าเหล่านั้น เป็นผู้มีความข่มผู้อื่น เป็นอานิสงส์ และมีการเปลื้องเสีย ซึ่งความนินทาเป็น อานิสงส์ ย่อมเล่าเรียน ธรรม ก็กุลบุตรทั้งหลาย ย่อมเล่าเรียนธรรมเพื่อประโยชน์อันใด
บุรุษเปล่าเหล่านั้น ย่อมไม่ได้เสวยประโยชน์นั้น แห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้น อันบุรุษเปล่า เหล่านั้น เรียนไม่ดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน

                [๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษเปล่า บางพวกในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียน ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละบุรุษเปล่าเหล่านั้น เล่าเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไม่ไตร่ตรอง เนื้อความ แห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา ธรรมเหล่านั้น ย่อมไม่ควร ซึ่งการเพ่งแก่ บุรุษเปล่าเหล่านั้น ผู้ไม่ไตร่ตรองเนื้อความด้วยปัญญา บุรุษเปล่าเหล่านั้น เป็นผู้มีความข่มผู้อื่น เป็นอานิสงส์ และมีการเปลื้องเสีย ซึ่งความนินทาเป็นอานิสงส์ ย่อมเล่าเรียน ธรรม ก็กุลบุตรทั้งหลาย ย่อมเล่าเรียนธรรมเพื่อประโยชน์อันใด บุรุษ เปล่าเหล่านั้น ย่อมไม่ได้เสวยประโยชน์นั้น แห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้น อันบุรุษ เปล่าเหล่านั้นเรียน ไม่ดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน

           ข้อนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะธรรมทั้งหลายอันตนเรียนไม่ดีแล้ว.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการด้วยงูพิษ เสาะหางูพิษ เที่ยว แสวงหางูพิษ เขาพึงพบงูพิษตัวใหญ่ พึงจับงูพิษนั้นที่ขนดหรือที่หาง งูพิษนั้นพึง แว้งกัด เขาที่ข้อมือ ที่แขน หรือที่อวัยวะใหญ่น้อยแห่งใด แห่งหนึ่งเขาพึง ถึงความตาย หรือความทุกข์ ปางตาย มีการกัดนั้นเป็นเหตุ ข้อนั้นเป็นเหตุเพราะอะไร เพราะงูพิษ ตนจับไม่ดีแล้ว แม้ฉันใด

           ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกบุรุษเปล่า บางพวกในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นนั่นแล ย่อมเล่าเรียน ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ... อัพภูตธรรม เวทัลละ บุรุษเปล่าเหล่านั้น เล่าเรียนธรรม นั้นแล้ว ย่อมไม่ไตร่ตรองเนื้อความ แห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา ธรรมเหล่านั้น ย่อมไม่ควรซึ่ง การเพ่งแก่บุรุษเปล่าเหล่านั้น ผู้ไม่ไตร่ตรอง เนื้อความด้วย ปัญญา บุรุษเปล่าเหล่านั้นเป็นผู้มีการข่มผู้อื่นเป็นอานิสงส์ และมีการเปลื้องเสีย ซึ่งความนินทา เป็นอานิสงส์ ย่อมเล่าเรียนธรรม

           ก็กุลบุตรทั้งหลาย ย่อมเล่าเรียน ธรรมเพื่อประโยชน์อันใด บุรุษเปล่าเหล่านั้น ย่อม ไม่ได้เสวยประโยชน์นั้นแห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้น อันบุรุษเปล่าเหล่านั้น เรียนไม่ดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็น ประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน

           ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร

           เพราะธรรมทั้งหลาย อันตนเรียนไม่ดีแล้ว


5
กุลบุตรเรียนธรรม
กุลบุตร เล่าเรียนธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน เปรียบเหมือนบุรุษผู้มี ความต้องการ งูพิษ เสาะหางูพิษ เที่ยวแสวงหางูพิษ เขาพึงพบงูพิษตัวใหญ่ พึงกดงูพิษนั้นไว้มั่น ด้วยไม้ มีสัณฐาน ถึงแม้งูพิษนั้น พึงรัดมือ แขน หรือ อวัยวะใหญ่น้อย ถึงอย่างนั้น เขาไม่ถึงความตาย หรือความทุกข์ ปางตาย ..ข้อนั้นเพราะเหตุใด เพราะงูพิษอันตนจับไว้มั่นแล้ว แม้ฉันใด กุลบุตรบางพวก ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้น นั่นแล ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ กุลบุตรเหล่านั้นเล่าเรียนธรรมนั้น แล้ว ย่อมไตร่ตรอง เนื้อความแห่งธรรม เหล่านั้นด้วยปัญญาธรรม

           [๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางพวกในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือสุตตะ เคยยะ ... อัมภูตธรรม เวทัลละ กุลบุตรเหล่านั้น เล่าเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยปัญญา

           ธรรมเหล่านั้น ย่อมควรซึ่งการเพ่งแก่กุลบุตรเหล่านั้น ผู้ไตร่ตรองซึ่งเนื้อความ ด้วยปัญญา กุลบุตรเหล่านั้น ไม่เป็นผู้มีการข่มผู้อื่นเป็นอานิสงส์ และไม่มีการเปลื้อง เสีย ซึ่งความนินทาเป็นอานิสงส์ ย่อมเล่าเรียนธรรม และกุลบุตรเหล่านั้น ย่อมเล่าเรียนธรรม เพื่อประโยชน์ใด ย่อมได้เสวย ประโยชน์นั้น แห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้นอันกุลบุตร เหล่านั้น เรียนดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน

           ข้อนี้เป็นเพราะเหตุอะไร

           เพราะธรรมทั้งหลายอันตนเรียนดีแล้ว.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการงูพิษ เสาะหางูพิษ เที่ยวแสวงหางูพิษ เขาพึงพบงูพิษตัวใหญ่ พึงกดงูพิษนั้นไว้มั่นด้วยไม้มีสัณฐาน เหมือนเท้าแพะ ครั้นกดไว้มั่น ด้วยไม้ มีสัณฐานเหมือนเท้าแพะแ ล้วจับที่คอไว้มั่น ถึงแม้งูพิษนั้นพึงรัดมือ แขน หรือ อวัยวะใหญ่น้อย แห่งใดแห่งหนึ่ง ของบุรุษนั้น ด้วยขนด ก็จริง ถึงอย่างนั้น เขาไม่ถึงความตาย หรือความทุกข์ปางตาย ซึ่งมีการพันนั้นเป็นเหตุ

           ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร

           เพราะงูพิษอันตนจับไว้มั่นแล้ว แม้ฉันใด กุลบุตรบางพวก ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้น นั่นแล ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ กุลบุตรเหล่านั้นเล่าเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไตร่ตรอง เนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาธรรม เหล่านั้น ย่อมควร ซึ่งการเพ่ง แก่กุลบุตร เหล่านั้น ผู้ไตร่ตรองซึ่งเนื้อความด้วยปัญญา กุลบุตรเหล่านั้น ไม่เป็นผู้มีการข่มผู้อื่น เป็นอานิสงส์ และไม่มีการเปลื้องเสียซึ่งความนินทา เป็นอานิสงส์ ย่อมเล่าเรียนธรรม และกุลบุตรเหล่านั้น ย่อมเล่าเรียนธรรม เพื่อประโยชน์ใด ย่อมได้เสวยประโยชน์นั้น แห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้น อันกุลบุตรเหล่านั้น เรียนดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

           ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร

           เพราะธรรมทั้งหลายอันตนเรียนดีแล้ว.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงรู้ถึงเนื้อความแห่งภาษิต ของเรา อย่างใด พึงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด ก็แลท่านทั้งหลาย ไม่พึงรู้ถึงเนื้อความแห่ง ภาษิต ของเรา พึงสอบถามเรา หรือ ถามภิกษุผู้ฉลาดก็ได้เราจักแสดงธรรม มีอุปมา ด้วยแพ แก่ท่านทั้งหลาย เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่เพื่อต้องการจะยึดถือ ท่านทั้งหลาย จงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจไว้ให้ดี เราจักกล่าว.

           ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว


6
ธรรมเปรียบเหมือนแพ
แพนี้มีอุปการะแก่เรามากแล เราอาศัยแพนี้พยายามอยู่ ด้วยมือ และเท้า จึงข้ามถึงฝั่งได้ โดยสวัสดี ถ้ากระไร เราพึงยกแพนี้ขึ้นวางบนบก หรือให้ลอยอยู่ ในน้ำแล้ว พึงหลีกไปตามความปรารถนา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราแสดงธรรมมีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่ เพื่อต้องการยึดถือ ฉันนั้นแล

                [๒๘๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษ ผู้เดินทางไกล พบห้วงน้ำใหญ่ ฝั่งข้างนี้ น่ารังเกียจ มีภัยตั้งอยู่เฉพาะหน้า ฝั่งข้าโน้มเกษม ไม่มีภัย ก็แหละเรือ หรือสะพาน สำหรับข้าม เพื่อจะไปสู่ฝั่งโน้น ไม่พึงมี บุรุษนั้นพึงดำริอย่างนี้ว่า ห้วงน้ำนี้ใหญ่แล ฝั่งข้างนี้ น่ารังเกียจ มีภัยตั้งอยู่ เฉพาะหน้า ฝั่งข้างโน้นเกษม ไม่มีภัย ก็แหละเรือหรือสะพานสำหรับข้าม เพื่อจะไป สู่ฝั่งโน้น ย่อมไม่มี ถ้ากระไร เราพึงรวบรวมหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้มาผูกเป็นแพ แล้วอาศัยแพนั้น พยายามด้วยมือและเท้า พึงข้ามถึงฝั่งได้โดยความสวัสดี.

           ทีนี้แล บุรุษนั้นรวบรวมหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้มาผูกเป็นแพ อาศัยแพนั้น พยายาม ด้วยมือและเท้า พึงข้ามถึงฝั่งโดยความสวัสดี บุรุษนั้นข้ามไปสู่ฝั่งได้แล้ว พึงดำริ อย่างนี้ว่า แพนี้มีอุปการะแก่เรามากแล เราอาศัยแพนี้พยายามอยู่ด้วยมือและเท้า ข้ามถึงฝั่งได้โดยความสวัสดี ถ้ากระไร เรายกแพนี้ขึ้นบนศีรษะ หรือแบกที่บ่า แล้วพึงหลีกไปตามความปรารถนา.

           ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้น ผู้กระทำ อย่างนี้ จะชื่อว่ากระทำ ถูกหน้าที่ ในแพนั้นบ้าง หรือหนอ? ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า ข้อนั้นชื่อว่าทำไม่ถูก พระเจ้าข้า?

           พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษนั้นกระทำอย่างไร จึงจะชื่อว่า ทำถูก หน้าที่ในแพนั้น?

           ในข้อนี้บุรุษนั้นข้ามไปสู่ฝั่งแล้ว พึงดำริอย่างนี้ว่า แพนี้มีอุปการะแก่เรามากแล เราอาศัยแพนี้พยายามอยู่ ด้วยมือ และเท้า จึงข้ามถึงฝั่งได้ โดยสวัสดี ถ้ากระไร เราพึงยกแพนี้ขึ้นวางบนบก หรือให้ลอยอยู่ ในน้ำแล้ว พึงหลีกไปตามความปรารถนา.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นกระทำอย่างนี้แล จึงจะชื่อว่ากระทำถูกหน้าที่ ในแพนั้น แม้ฉันใด.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรมมีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่ เพื่อต้องการยึดถือ ฉันนั้นแล เธอทั้งหลาย รู้ถึงธรรมมีอุปมาด้วยแพ ที่เรา แสดงแล้ว แก่ท่านทั้งหลาย พึงละแม้ซึ่งธรรมทั้งหลาย จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมเล่า


7
เหตุแห่งทิฏฐิ ๖
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำ ในธรรมของสัตบุรุษ
๑) ย่อมพิจารณา เห็นรูปว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
๒) ย่อมพิจารณา เห็นเวทนาว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
๓) ย่อมพิจารณา เห็นสัญญาว่า นั่นของเรา เราเป็นนั้น นั่นเป็นอัตตาของเรา
๔) ย่อมพิจารณา เห็นสังขารทั้งหลายว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
๕) ย่อมพิจารณา เห็นรูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ฟังแล้ว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแล้ว อารมณ์ที่รู้แจ้ง แล้วถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั้นเป็นอัตตาของเรา
๖) ย่อมพิจารณา เห็นเหตุแห่งทิฏฐิว่า นั้นโลก นั้นอัตตาในปรโลก เรานั่นจักเป็น ผู้เที่ยง ยั่งยืนคงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยง อย่างนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา.

           [๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งทิฏฐิ ๖  ประการเหล่านี้.

๖ ประการ เป็นไฉน?

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็น พระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาด ในธรรมของ พระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของ พระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของ สัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำแล้ว ในธรรมของสัตบุรุษ
๑) ย่อมพิจารณา เห็นรูปว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
๒) ย่อมพิจารณา เห็นเวทนว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
๓) ย่อมพิจารณา เห็นสัญญาว่า นั่นของเรา เราเป็นนั้น  นั่นเป็นอัตตาของเรา
๔) ย่อมพิจารณา เห็นสังขารทั้งหลายว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
๕) ย่อมพิจารณา เห็นรูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ฟังแล้ว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแล้ว อารมณ์ที่รู้แจ้งแล้วถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั้นเป็นอัตตาของเรา
๖) ย่อมพิจารณา เห็นเหตุแห่งทิฏฐิว่า นั้นโลก นั้นอัตตาในปรโลก เรานั่นจักเป็น ผู้เที่ยง ยั่งยืนคงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยง อย่างนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา.


           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้สดับแล้ว ผู้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรม ของพระอริยะ ได้รับแนะนำดีแล้วในธรรมของพระอริยะ เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรม ของสัตบุรุษ ได้รับแนะนำดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมพิจารณา เห็นรูปว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ย่อมพิจารณา เห็นเวทนาว่า นั่นไม่ใช่ของเรา  เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ย่อมพิจารณา เห็นสัญญาว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ย่อมพิจารณา เห็นสังขารทั้งหลายว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา

ย่อมพิจารณา เห็นรูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ฟังแล้ว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแล้ว อารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วแล้วด้วยใจว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา

ย่อมพิจารณาเห็น เหตุแห่งทิฏฐิว่า นั่นโลก นั่นตน ในปรโลก เรานั้นจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยงอย่างนั้นว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา


8
ความสะดุ้ง ๒
เมื่อความพินาศแห่งบริขาร(เครื่องใช้ของภิกษุ)ในภายนอกไม่มี ความสะดุ้งพึงมีได้ หรือหนอแล? ดูกรภิกษุ เมื่อความพินาศแห่งบริขารในภายนอกไม่มี ความสะดุ้ง ย่อมมีได้ ภิกษุบุคคลบางคนในโลกนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งนั้นได้มีแล้ว แก่เราหนอ สิ่งนั้นย่อมไม่มีแก่เราหนอ สิ่งนั้นพึงมีแก่เราหนอ เราไม่ได้สิ่งนั้นหนอ บุคคลนั้นย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร คร่ำครวญ ตีอก ถึงความ ลุ่มหลง

           [๒๘๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง กราบทูลพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อความพินาศแห่งบริขาร(เครื่องใช้ของภิกษุ) ในภายนอกไม่มี ความสะดุ้งพึงมีได้หรือหนอแล?

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พึงมีได้ ภิกษุบุคคลบางคนในโลกนี้  มีความเห็นอย่างนี้ ว่า สิ่งนั้นได้มีแล้ว แก่เราหนอ สิ่งนั้นย่อมไม่มีแก่เราหนอ สิ่งนั้นพึงมีแก่เราหนอ เราไม่ได้สิ่งนั้นหนอ บุคคลนั้นย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร คร่ำครวญ ตีอก ถึงความ ลุ่มหลง ดูกรภิกษุ เมื่อความพินาศแห่งบริขารในภายนอกไม่มี ความสะดุ้ง ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.

           ภิกษุนั้นทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อความพินาศ แห่งบริขาร ในภายนอก ไม่มี ความไม่สะดุ้งพึงมีหรือ?

           (ในทางกลับกัน)
           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พึงมี ภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มี ความเห็นอย่างนี้ ว่า สิ่งนั้นได้มีแล้ว แก่เรา หนอ สิ่งนั้นย่อมไม่มีแก่เราหนอ สิ่งนั้นพึงมีแก่เราหนอ เราจะไม่ได้สิ่งนั้นหนอบุคคลนั้น ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่คร่ำครวญ ตีอก ไม่ถึงความลุ่มหลง ดูกรภิกษุ เมื่อความพินาศแห่งบริขาร ในภายนอกไม่มี ความไม่สะดุ้ง ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.

           ภิกษุนั้นทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อความพินาศแห่งบริขาร ในภายใน ไม่มี ความสะดุ้งพึงมี หรือหนอแล? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พึงมี ภิกษุ บุคคลบางคน ในโลก นี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า นั้นโลก นั้นอัตตา ในปรโลก เรานั้นจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยงอย่างนั้น บุคคลเหล่านั้น ย่อมฟังต่อตถาคต หรือสาวกของตถาคต ผู้แสดงธรรมอยู่ เพื่อถอนขึ้น ซึ่งทิฏฐิ เหตุแห่งทิฏฐิ ความตั้งมั่นแห่งทิฏฐิ ความกลัดกลุ้มด้วยทิฏฐิ และเชื้อแห่ง ความยึดมั่น ทั้งหมดเพื่อระงับสังขารทั้งหมด เพื่อสละคืนอุปธิทั้งหมด เพื่อความสิ้น แห่งตัณหา เพื่อความสำรอก เพื่อความดับ เพื่อนิพพาน.

           บุคคล มีความเห็นอย่างนี้ว่า เราจักขาดสูญแน่แท้ จักฉิบหายแน่แท้ จักไม่มีแน่แท้ บุคคลนั้น ย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร คร่ำครวญตีอก ถึงความลุ่มหลง ดูกรภิกษุ เมื่อความพินาศแห่งบริขารในภายในไม่มี ความสะดุ้ง ย่อมมีได้ด้วยอาการ อย่างนี้แล.


           ภิกษุนั้นทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อความพินาศแห่งบริขารใน ภายใน ไม่มี ความไม่สะดุ้งพึงมีได้หรือ? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พึงมี ภิกษุ บุคคลบางคน ในโลกนี้ ไม่มีความเห็นอย่างนี้ว่า นั้นโลก นั้นอัตตาในปรโลก เรานั้นจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยง อยู่อย่างนั้น บุคคลนั้น ย่อมฟังต่อตถาคต หรือต่อสาวกของตถาคต ผู้แสดงธรรมอยู่เพื่อถอนขึ้น ซึ่งทิฏฐิ เหตุแห่งทิฏฐิ ความตั้งมั่นแห่งทิฏฐิ ความกลัดกลุ้มด้วยทิฏฐิ และเชื้อแห่งความ ยึดมั่น ทั้งหมด เพื่อระงับสังขารทั้งหมด เพื่อความสละคืนอุปธิทั้งหมด เพื่อความสิ้น แห่งตัณหา เพื่อความสำรอก เพื่อความดับ เพื่อนิพพาน.

           บุคคลนั้น ไม่มี ความเห็นอย่างนี้ว่า เราจักขาดสูญแน่แท้ จักฉิบหายแน่แท้ จักไม่มีแน่แท้ บุคคลนั้น ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากไม่ร่ำไร ไม่คร่ำครวญตีอก ไม่ถึง ความลุ่มหลง ดูกรภิกษุ เมื่อความพินาศแห่งบริขารในภายในไม่มี ความไม่สะดุ้ง ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.

                [๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย พึงกำหนดถือเอาเครื่องบริขาร ที่ควรกำหนดถือเอา ซึ่งเป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยงอย่างนั้น เธอทั้งหลาย ย่อมเห็นเครื่องบริขาร ที่ควรกำหนด ถือเอา ซึ่งเป็นของเที่ยง ยั่งยืนคงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่เสมอ ด้วยความเที่ยงอย่างนั้นหรือไม่? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่เห็นเครื่องบริขารที่ควรกำหนดถือเอานั้นเลย.

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เราก็ยังไม่พิจารณาเห็นเครื่องบริขาร ที่ควรกำหนดถือเอา ซึ่งเป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่เสมอด้วยความเที่ยงอย่างนั้น. เธอทั้งหลาย พึงเข้าไปยึดถืออัตตวาทุปาทาน ซึ่งไม่เป็นที่บังเกิดความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เธอทั้งหลายเห็น อัตตวาทุปาทาน ซึ่งไม่เป็นที่บังเกิดความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส หรือไม่? ข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่เห็นอัตตวาทุปาทาน ซึ่งไม่เป็นที่บังเกิดความโศก ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสเลย พระเจ้าข้า.

           ดีละ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ยังไม่พิจารณาเห็น อัตตวาทุปาทาน ซึ่งไม่เป็น ที่บังเกิด ความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส. เธอทั้งหลาย พึงอาศัย ทิฏฐินิสัย ซึ่งไม่ เป็นที่งเกิดความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปยาส เธอทั้งหลาย เห็นทิฏฐินิสัย ซึ่งไม่เป็นที่บังเกิดความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปยาส หรือไม่?

           ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่เห็นทิฏฐินิสัย ซึ่งไม่เป็นที่บังเกิดความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสเลย พระเจ้าข้า?

           ดีละ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ยังไม่พิจารณาเห็นทิฏฐินิสัย ซึ่งไม่เป็นที่บังเกิด ความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส.


9
พาลธรรม

ภิกษุทั้งหลาย รูป (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็น ภายใน -ภายนอก หยาบ-ละเอียด เลว-ประณีต อยู่ในที่ไกล- ที่่ใกล้ ... เธอทั้งหลาย พึงเห็น ด้วยปัญญา อันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา

           [๒๘๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่ออัตตามีอยู่ บริขารที่เนื่องด้วยอัตตามี ก็พึงมีว่าของเรา.
อย่างนั้น พระเจ้าข้า


           ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อบริขารเนื่องอัตตามีอยู่ อัตตาพึงมีว่าของเรา.
อย่างนั้น พระเจ้าข้า


           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออัตตาและบริขาร เนื่องด้วยอัตตาที่บุคคลถือเอาไม่ได้ โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ เหตุแห่งทิฏฐิว่า นั้นโลก นั้นอัตตา ในปรโลก เรานั้นจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่ ด้วยความเที่ยงอย่างนั้นข้อนี้ เป็นพาลธรรมบริบูรณ์สิ้นเชิง มิใช่หรือ?
ข้อนี้ ไฉนจะไม่พึงเป็น พระเจ้าข้า เป็นพาลธรรมบริบูรณ์สิ้นเชิงทีเดียว พระเจ้าข้า.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน            รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
           ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

           ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
           เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

           ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรม ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้น ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา?
           ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นไฉน เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ...ทั้งหลาย ... วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
           ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

           ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข.
           เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า?


           ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็น สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา?
           ข้อนี้ไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.

           เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกล หรือในที่ใกล้รูปทั้งปวง

           เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญา อันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญา อย่างใดอย่างหนึ่ง ...สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็น อดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ วิญญาณทั้งปวง เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.


10
สมัญญาผู้หมดกิเลส

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าหลุดพ้น แล้ว ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก

           [๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขารทั้งหลาย ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ผู้มีลิ่มคืออวิชชาอันยกขึ้นแล้ว ดังนี้บ้าง ว่าผู้มีเครื่องแวดล้อม คือกัมมาภิสังขารอันรื้อเสียแล้ว ดังนี้บ้าง ว่าผู้มีเสาระเนียด คือตัณหาอันถอนขึ้นแล้วดังนี้บ้าง ว่าผู้ไม่มีบานประตูคือสังโยชน์ ดังนี้บ้าง ว่าผู้ประเสริฐ มีธงคือมานะอันปลงลงแล้วมีภาระอันปลงลงแล้ว ผู้พรากแล้ว ดังนี้บ้าง.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีลิ่ม คืออวิชชา อันยกขึ้นแล้ว อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละอวิชชาได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำ ให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีสืบไป มีอันไม่บังเกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีลิ่มคืออวิชชาอันยกขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้แล.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีเครื่องแวดล้อม คือกัมมาภิสังขารอันรื้อ เสียแล้ว อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ และสังขารคือชาติ อันให้ซึ่ง ภพใหม่ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี สืบไป มีอันไม่บังเกิดขึ้น ต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีเครื่อง แวดล้อม คือกัมมาภิสังขารอันรื้อเสียแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีเสาระเนียดคือตัณหา อันถอนขึ้น อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ละตัณหาได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็น ดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีสืบไป มีอันไม่บังเกิดขึ้น ต่อไป เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีเสาระเนียดคือตัณหา อันถอนขึ้น แล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีบานประตูคือสังโยชน์อย่างไรเล่า?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แล้ว ตัดราก ขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนถึงความไม่มีสืบไป มีอันไม่บังเกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีบานประตูคือสังโยชน์ ด้วยอาการอย่างนี้แล.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประเสริฐ มีธงคือมานะอันปลงลงแล้ว มีภาระ อันปลงแล้ว พรากแล้วอย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละอัสมิมานะ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีสืบไป มีอันไม่บังเกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประเสริฐ มีธงคือมานะ อันปลงลงแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว พรากแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล


11
สมัญญาผู้หมดกิเลส

การวางใจเป็นกลางในลาภสักการะ

เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย แม้ถ้าว่า ชนเหล่าอื่นพึงสักการะ พึงเคารพ พึงนับถือ พึงบูชาท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงดำริอย่างนี้ในปัจจัยทั้งหลายมี สักการะ เป็นต้นนั้นว่า สักการะเห็นปานนี้ บุคคลกระทำแก่เราทั้งหลาย ในขันธปัญจกที่เรา ทั้งหลายกำหนดรู้แล้วในกาลก่อนๆ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ สิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.
 
           [๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยพระอินทร์ พร้อมด้วย พรหม พร้อมด้วยปชาบดี แสวงหาภิกษุผู้ไม่มีจิตอันหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่ประสบว่า วิญญาณของตถาคตอาศัยแล้วซึ่งที่นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวตถาคต[บุคคลเช่นนั้น] ว่าใครๆ ไม่จำต้องกล่าวในทิฏฐิธรรม.

           สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวตู่เราผู้ผู้กล่าวอย่างนี้แล ผู้บอกอย่างนี้ ด้วย มุสาวาท เปล่าๆ อันไม่มีจริง อันไม่เป็นจริงว่าพระสมณโคดม เป็นผู้ให้สัตว์พินาศ ย่อมบัญญัติ ความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิดแห่งสัตว์ผู้มีอยู่.


           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะกล่าวอย่างใด และไม่กล่าวอย่างใดก็หาไม่ ท่านสมณพราหมณ์ เล่านั้น ก็ยังกล่าวตู่เราด้วยมุสาวาทเปล่าๆ อันไม่มีจริง อันไม่เป็นจริงว่า พระสมณโคดม เป็นผู้ให้สัตว์พินาศ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิดแห่งสัตว์ผู้มีอยู่.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์ ทั้งในกาลก่อน และในกาล บัดนี้

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าบุคคลเหล่าอื่นย่อมด่า ย่อมบริภาษ ย่อมโกรธ ย่อมเบียดเบียน ย่อมกระทบกระเทียบตถาคต ในการประกาศสัจจะ ๔ ประการนั้น ตถาคตก็ไม่มีความอาฆาต ไม่มีความโทมนัส ไม่มีจิตยินร้าย.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าชนเหล่าอื่น ย่อมสักการะ ย่อมเคารพย่อมนับถือ ย่อมบูชาตถาคต ในการประกาศสัจจะ ๔ ประการนั้น ตถาคตก็ไม่มีความยินดี ไม่มีความโสมนัส ไม่มีใจเย่อหยิ่งในปัจจัยทั้งหลาย มีสักการะเป็นต้นนั้น.

           ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าว่าชนเหล่าอื่น ย่อมสักการะ ย่อมเคารพ ย่อมนับถือ ย่อมบูชาตถาคต ในการประกาศสัจจะ ๔ ประการนั้น ตถาคตมีความดำริอย่างนี้ ในปัจจัยทั้งหลายมีสักการะเป็นต้นนั้นว่าสักการะเห็นปานนี้ บุคคลกระทำแก่เรา ในขันธปัญจก ที่เรากำหนดรู้แล้วในกาลก่อน.

           [๒๘๗] เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ว่า ชนเหล่าอื่นพึงด่า พึงบริภาษ พึงโกรธ พึงเบียดเบียน พึงกระทบกระเทียบท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย ไม่พึงกระทำ ความอาฆาต ไม่พึงกระทำความโทมนัส ไม่พึงกระทำความไม่ชอบใจในชนเหล่าอื่น นั้น

           เพราะเหตุนั้นแลภิกษุทั้งหลาย แม้ถ้าว่า ชนเหล่าอื่นพึงสักการะ พึงเคารพ พึงนับถือ พึงบูชาท่านทั้งหลายท่านทั้งหลาย ไม่พึงกระทำความยินดี ความโสมนัส ไม่พึงกระทำ ความเย่อหยิ่งแห่งใจในปัจจัยทั้งหลายมีสักการะเป็นต้นนั้น.

           เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย แม้ถ้าว่า ชนเหล่าอื่นพึงสักการะ พึงเคารพ พึงนับถือ พึงบูชาท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงดำริอย่างนี้ในปัจจัยทั้งหลายมี สักการะ เป็นต้นนั้นว่า สักการะเห็นปานนี้ บุคคลกระทำแก่เราทั้งหลาย ในขันธปัญจกที่เรา ทั้งหลายกำหนดรู้แล้วในกาลก่อนๆ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ สิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเล่า ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของท่าน ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนาไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละเวทนา นั้นเสีย เวทนานั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสัญญา นั้นเสีย สัญญานั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงละ สังขาร เหล่านั้นเสีย สังขารเหล่านั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ วิญญาณ นั้น เสีย วิญญาณนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ชนพึงนำไป พึงเผา หรือ พึงกระทำหญ้า ไม้ กิ่งไม้และใบไม้ ในพระวิหารเชตวันนี้ ตามความ ปรารถนา ท่านทั้งหลายพึงดำริอย่างนี้ บ้างหรือหนอว่า ชนย่อมนำไป ย่อมเผา หรือ ย่อมกระทำ เราทั้งหลาย ตามความปรารถนา?

           ไม่เป็นได้เลย พระเจ้าข้า.

           ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุแห่งอะไร?

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่านั้นไม่ใช่อัตตา หรือบริขารที่เนื่องด้วยอัตตา ของ ข้าพระองค์ทั้งหลาย.

           อย่างนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงละ สิ่งนั้น เสีย สิ่งนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้วจักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนาไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ... วิญญาณไม่ใช่ของท่าน ทั้งหลาย ... สังขารทั้งหลาย ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ...วิญญาณไม่ใช่ของท่าน ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้นท่านทั้งหลายละได้แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน.


12
ผลแห่งการละกิเลส
1. เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้วมีกิจที่จำต้องทำ
2. ละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ (อนาคามี) เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น
3. ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะ โทสะ โมหะบางเบา เป็นพระสกทาคามี
4. ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
5. ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
6. เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเร

          [๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผยปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด (1) เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบ พรหมจรรย์แล้วมีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ ของตนแล้ว มีสัญโญชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด (2) ละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้ นเป็นธรรมดา

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด (3) ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะ โทสะ และ โมหะบางเบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้คราวเดียว เท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด (4) ละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญา เครื่อง ตรัสรู้ เป็นเบื้องหน้า.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้นเปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด (5) ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้น ทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เบื้องของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้วบุคคลเหล่าใด (6) มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้น ทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

           พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น มีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.

จบ อลคัททูปมสูตรที่ ๒